- หน้าแรก
- ระบบมอบความเป็นอมตะ ข้าทนอยู่จนทุกคนตายหมด
- บทที่ 6 รากวิญญาณเทียม สิ่งที่เฉินฉางเซิงได้รับโดยไม่คาดคิด
บทที่ 6 รากวิญญาณเทียม สิ่งที่เฉินฉางเซิงได้รับโดยไม่คาดคิด
บทที่ 6 รากวิญญาณเทียม สิ่งที่เฉินฉางเซิงได้รับโดยไม่คาดคิด
บทที่ 6 รากวิญญาณเทียม สิ่งที่เฉินฉางเซิงได้รับโดยไม่คาดคิด
เฉินฉางเซิงเช็ดคราบเลือดออก เย็บเศษเนื้อที่ขาดแยกให้เรียบร้อย
จากนั้นถอดเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของศพออก แล้วเปลี่ยนเป็นชุดไว้ทุกข์ใหม่เอี่ยม
เขาจัดแต่งร่างของศพตรงหน้าอย่างใจเย็น รอบคอบในทุกขั้นตอน ประหนึ่งทำพิธีศพด้วยความเคารพ
ครึ่งชั่วยามผ่านไป หน้าตาของผู้ตายก็ค่อย ๆ คืนสภาพจนใกล้เคียงกับเมื่อยังมีชีวิต แม้แต่ฟันที่หลุดกระจัดกระจายก็ถูกเฉินฉางเซิงเก็บรวบรวมจนครบ
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เฉินฉางเซิงก็ใช้มือขวาตบลงบนถุงหนังสัตว์ที่เอว
พลันปรากฏโลงศพคุณภาพดีใบหนึ่งขึ้นตรงหน้า
เมื่อวางร่างศพลงในโลงเสร็จ เฉินฉางเซิงก็เริ่มใช้เข็มทิศค้นหาฮวงซุ้ยที่เหมาะสมในบริเวณรอบ ๆ
ขุดหลุม ยกโลง ฝังศพ แม้จะมีเณรน้อยช่วยอยู่ข้าง ๆ เขาก็ยังใช้เวลานานถึงสองชั่วยามกว่าจะจัดการทุกอย่างเสร็จ
ทว่าเมื่อถึงขั้นตอนการตั้งป้ายหลุมศพ เฉินฉางเซิงกลับหยุดมือลง
“เณรน้อย การตั้งป้ายหลุมศพต้องรู้ชื่อของผู้ตาย แล้วยังต้องเขียนชื่อผู้ตั้งป้ายลงไปด้วย”
“เขาชื่ออะไร?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เณรน้อยก็พนมมือแล้วกล่าวว่า “ท่านผู้นี้เป็นประมุขแห่งนิกายเทียนม๋อ ฉายาว่าบรรพชนโลหิตมารส่วนชื่อจริงไม่มีใครล่วงรู้”
“สำหรับผู้ตั้งป้าย ก็ให้ท่านตัดสินใจเอาเองเถิด”
“เณรน้อยมีข้อห้ามจากกฎของวัด จึงไม่อาจตั้งป้ายหลุมศพให้แก่เขาได้”
เมื่อได้คำตอบนี้ เฉินฉางเซิงก็ขมุบขมิบปากเล็กน้อย จากนั้นเขาก็เขียนลงบนป้ายศพว่า
“บรรพชนโลหิตมารแห่งนิกายเทียนม๋อฝังอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ผู้ส่งศพฝัง”
เมื่อเห็นข้อความบนป้าย เณรน้อยก็ถามขึ้นด้วยความสงสัยว่า “ท่าน...ใช้ฉายาว่าผู้ส่งศพฝังงั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว!”
“ข้าขายโลงศพ เก็บศพให้คน แล้วก็ฝังศพ ถ้าไม่เรียกว่าผู้ส่งศพฝัง จะให้เรียกว่าอะไรล่ะ?”
พูดจบ เฉินฉางเซิงก็หันหลังเดินจากไปพลางโบกมือกล่าว
“หน้าที่ของข้าจบแล้ว ขอตัวก่อน”
“ถ้าในอนาคตมีเรื่องแบบนี้อีก อย่าลืมมาหาข้าล่ะ”
เณรน้อยมองตามแผ่นหลังของเฉินฉางเซิงไปอย่างครุ่นคิด
เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับคนแปลกประหลาดถึงเพียงนี้
คนผู้นี้มีอะไรบางอย่างที่บรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้
...
เมืองเล็กหลิงหลง
หลังกลับถึงร้านขายโลงของตนเอง เฉินฉางเซิงก็รีบปิดประตูร้าน แล้วหันมามองฟันซี่หนึ่งในมือตนด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น
ฟันซี่นี้เขาได้มาจากร่างของบรรพชนโลหิตมาร
ตอนแรกดูเผิน ๆ ก็ไม่ต่างจากฟันธรรมดา ทว่าหากเพ่งดูอย่างถี่ถ้วนก็จะเห็นว่า มีลวดลายค่ายกลขนาดเล็กสลักอยู่บนผิว
หากไม่ใช่เพราะเฉินฉางเซิงเป็นคนแต่งศพให้บรรพชนโลหิตมารด้วยตนเอง แม้จะคิดจนหัวแตกเขาก็คงไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า ฟันยังสามารถซุกซ่อนอะไรไว้ได้ด้วย
หลังพินิจอยู่ครู่หนึ่ง เฉินฉางเซิงก็ลูบคางพึมพำ
“ดูจากลวดลายแล้วน่าจะเป็นค่ายกลประเภทกักเก็บ...บรรพชนโลหิตมารถึงกับลงทุนขนาดนี้ ของที่อยู่ในนี้คงไม่ธรรมดาแน่”
พูดจบ เฉินฉางเซิงก็สะบัดมือขวาออกมาคราหนึ่ง ทันใดนั้นก็ปรากฏตำราหนาเตอะกว่าสิบเล่มวางเรียงรายอยู่ตรงหน้า
ตำราเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับค่ายกลทั้งสิ้น
พรสวรรค์ด้านการฝึกตนของเฉินฉางเซิงเรียกได้ว่าเลวร้ายถึงขีดสุด ตลอดห้าสิบปีที่ผ่านมา เขาเพิ่งจะฝึกถึงขั้นชำระปราณชั้นสามเท่านั้น
ระดับพลังเช่นนี้ สำหรับผู้มีพรสวรรค์ แค่ใช้เวลากินข้าวก็บรรลุได้แล้ว
เมื่อมั่นใจว่าตนไม่มีพรสวรรค์ในการฝึกตนจริง ๆ เฉินฉางเซิงจึงเบนความสนใจไปยังศาสตร์ค่ายกลและการหลอมโอสถแทน
เพราะศาสตร์เหล่านี้สามารถสั่งสมประสบการณ์ได้และสิ่งที่ต้องใช้เวลาสั่งสมก็เป็นสิ่งที่เขาชื่นชอบที่สุด
เขาจุดตะเกียงน้ำมัน แล้วเริ่มต้นศึกษาค่ายกลบนฟันซี่นั้นทันที
...
แม้เฉินฉางเซิงจะศึกษามาเพียงพื้นฐานของศาสตร์ค่ายกลและแม้ค่ายกลที่บรรพชนโลหิตมารทิ้งไว้จะชั้นสูงเพียงใด
แต่ทั้งหมดนั้นก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาเลยเพราะเฉินฉางเซิงมีชีวิตที่ยืนยาว
หนึ่งวันไม่พอก็ใช้หนึ่งเดือน หนึ่งเดือนไม่พอก็หนึ่งปี
ตราบใดที่ไม่ยอมแพ้ ค่ายกลบนฟันซี่นี้ย่อมถูกเขาลบล้างได้ในที่สุด
...
สามเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตลอดช่วงเวลานั้นเฉินฉางเซิงแทบไม่ก้าวเท้าออกจากร้านเลย
ก็ยังดีที่ร้านขายโลงของเขาโดยปกติแทบไม่มีลูกค้า ไม่เช่นนั้นคงเป็นที่สังเกตของผู้คน
“ฮู้~”
เฉินฉางเซิงถอนหายใจยาว แล้วขยับร่างกายที่แข็งขืนจากการนั่งนาน
หลังจากใช้เวลาสามเดือน เขาก็สามารถลบล้างค่ายกลของบรรพชนโลหิตมารได้สำเร็จ
“รากวิญญาณเทียม?”
เฉินฉางเซิงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เมื่อเห็นชื่อหนังสือที่อยู่ในมือ
รากวิญญาณเป็นรากฐานของผู้ฝึกตน เป็นตัวชี้วัดพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียร
โดยทั่วไปมักเป็นรากวิญญาณธาตุทั้งห้าและยังแบ่งออกเป็นระดับต่ำ กลาง สูงและยอด
รากวิญญาณระดับยอดคือตัวแทนของพรสวรรค์ชั้นสูงสุด นอกจากนั้นก็ยังมีรากวิญญาณพิเศษบางประเภท
รากพิเศษเหล่านั้นก็มีพลังไม่แพ้กัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
ทว่าในบรรดารากวิญญาณหลากหลายชนิด เขากลับไม่เคยได้ยินชื่อรากวิญญาณเทียมมาก่อนเลย
เมื่อคิดถึงจุดนี้ เฉินฉางเซิงก็เกิดความสนใจขึ้นมาทันทีเพราะสิ่งที่เขาชอบที่สุดคือการเรียนรู้เรื่องที่ไม่รู้จัก
“น่าสนใจจริง ๆ ข้าต้องดูให้ได้ว่าเจ้ารากวิญญาณเทียมนี่คืออะไรกันแน่”
บ่นพึมพำเบา ๆ พลางเปิดหนังสือไปยังหน้าแรก
เมื่อตัวหนังสือปรากฏตรงหน้า เฉินฉางเซิงก็พบว่านี่ไม่ใช่ตำราวิชาหรือเคล็ดลับฝึกตน
พูดให้ถูก นี่เป็นเพียงบันทึกชีวิตของบุคคลหนึ่ง เป็นอัตชีวประวัติที่บันทึกเส้นทางการฝึกตนของบรรพชนโลหิตมาร
พรสวรรค์ของบรรพชนโลหิตมารนั้นย่ำแย่อย่างถึงที่สุด แทบจะเรียกได้ว่าเป็นระดับต่ำสุดในวงการฝึกตน
เขามีรากวิญญาณปะปนธาตุทั้งห้าและยังเป็นรากคุณภาพเลวร้ายยิ่ง
เขาติดอยู่ในขั้นชำระปราณเป็นเวลาหลายปี จนในที่สุดก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
ในเมื่อมีรากวิญญาณอยู่แล้ว เช่นนั้นจะสามารถยกระดับคุณภาพของรากได้ด้วยการฝึกฝนภายหลังหรือไม่?
เมื่อมีความคิดนี้ขึ้นมา เขาก็เริ่มทดลองทันที
ทว่าแนวคิดนี้ออกจะเพ้อฝันเกินไป บรรพชนโลหิตมารจึงไม่กล้าใช้ตนเองเป็นหนูทดลอง
สุดท้ายจึงหันไปทดลองกับมนุษย์เป็น ๆ แทน
เมื่อจำนวนคนที่ตายด้วยน้ำมือเขามากขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็เริ่มจับทางบางอย่างของเรื่องรากวิญญาณได้
รากวิญญาณไม่สามารถยกระดับคุณภาพได้ด้วยโอสถ เคล็ดวิชา ค่ายกล
หรือวิธีใด ๆ ที่ผู้ฝึกตนรู้จักในปัจจุบัน ทว่ารากวิญญาณกลืนรากวิญญาณกลับสามารถยกระดับได้
เมื่อค้นพบความลับนี้ บรรพชนโลหิตมารก็เริ่มก้าวสู่หนทางแห่งการฝ่าฟัน
เขากลืนกินรากวิญญาณของผู้ฝึกตนที่อ่อนแอกว่าตนเองเข้าไปเรื่อย ๆ จนรากของตนค่อย ๆ แข็งแกร่งขึ้น
พอเข้าสู่วงจรที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ พลังของเขาก็เพิ่มมากขึ้นจนในที่สุดกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง
แต่ท้ายที่สุด วิธีของเขาก็เริ่มมีปัญหาและความบ้าคลั่งในการสังหารของเขาก็ทำให้ถูกล้อมปราบโดยนิกายต่าง ๆ
ถึงตรงนี้ อัตชีวประวัติของบรรพชนโลหิตมารก็จบลงอย่างกะทันหัน
“เชอะเชอะ!”
“เจ้าบรรพชนโลหิตมารนี่ช่างเป็นอัจฉริยะจริง ๆ!”
“ถึงกับคิดวิธีเพี้ยน ๆ แบบนี้ออกมาได้”
เฉินฉางเซิงพูดพลางเก็บหนังสือเล่มนั้นเข้าไปในพื้นที่ของระบบ
“ระบบ เจ้าคิดว่ารากวิญญาณเทียมที่บรรพชนโลหิตมารพูดถึงนั้น จะเป็นไปได้จริงหรือไม่?”
“ในช่วงหลังของอัตชีวประวัติ เล่มนี้พูดถึงรากวิญญาณเทียมหลายครั้งแถมยังเต็มไปด้วยสมมุติฐานของเขาอีกมาก”
“ข้าว่ามันฟังดูสมเหตุสมผลอยู่ไม่น้อยเลยนะ”