เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 83 - พันธมิตรก่อนศึก

บทที่ 83 - พันธมิตรก่อนศึก

บทที่ 83 - พันธมิตรก่อนศึก


ด้วยสภาพเนินเขาที่ลาดเอียงราวกับปูด้วยแผ่นหินที่แข็งแกร่งและเรียบเนียน กลุ่มของลาฟีจึงสามารถไถลลงมาได้อย่างง่ายดาย ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงก้น "หลุมอุกกาบาต"

แอ่งกระทะเล็กๆ ที่ชื่อว่าหุบเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ คือฐานทัพหลักของผู้ฝึกหัดพ่อมดจากหกสถาบันเขต 12 ในขณะนี้ และเมื่อ "ศึกตัดสิน" ใกล้เข้ามา ผู้ฝึกหัดพ่อมดที่มารวมตัวกันที่ฐานทัพแห่งนี้ก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ประเมินอย่างต่ำตอนนี้น่าจะมีมากกว่าสามหมื่นคนแล้ว

"หยุด!" ลาฟีที่พุ่งลงมาถึงก้นหุบเขาโบกมือ ทุกคนหยุดลง และมองไปบนท้องฟ้าตามสายตาของลาฟี

ปีกใบไม้คู่หนึ่งที่หลังของลาฟีกระพืออย่างรวดเร็ว ร่างกายลอยขึ้นจากพื้น เธอกล่าวช้าๆ "ผู้ฝึกหัดที่นี่พบเราแล้ว รอสักหน่อยเถอะ เดี๋ยวคงมีผู้ฝึกหัดมาตรวจสอบยืนยันฝ่าย"

"เอ๊ะ แปลกจัง!" ยอร์คเลียนาที่ไวต่อธาตุที่สุดกระซิบ "ที่นี่... เหมือนธาตุไฟและธาตุสายฟ้าจะอุดมสมบูรณ์มาก แต่พลังงานธาตุอื่นๆ กลับน้อยกว่ามาก"

เมื่อได้ยินยอร์คเลียนาพูด ทุกคนก็หลับตาลงเริ่มสัมผัสสัดส่วนพลังงานธาตุในอากาศอย่างละเอียด ครู่ต่อมาต่างก็แสดงสีหน้าตกใจ บินแฮนสันร้องเสียงหลง "พวกนายว่า นี่จะเป็นหนึ่งในผลกระทบที่ลบไม่ออกซึ่งท่านพ่อมดตราศักดิ์สิทธิ์ยุคโบราณทิ้งไว้หรือเปล่า? ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางธรณีวิทยาของที่นี่อยู่อีกเหรอ?"

ซู้ด...

ทุกคนสูดหายใจเข้าลึกๆ โรบินพูดอย่างไม่อยากเชื่อ "คง... ไม่ใช่หรอกมั้ง?"

ผู้ฝึกหัดจากสถาบันปราสาทงาช้างคนหนึ่งตั้งข้อสงสัย "อาจจะเป็นไปได้! ตัวตนที่ยิ่งใหญ่ระดับนั้น ใครจะบอกได้ว่าพวกเขามีระดับพลังแบบไหนกันแน่"

......

ครู่ต่อมา ผู้ฝึกหัดพ่อมดกว่ายี่สิบคนบินก็เข้ามาหาพวกกริมม์ด้วยความเร็วสูงจากท้องฟ้าไกลๆ พวกเขาบินวนอยู่พักหนึ่งเพื่อยืนยันว่าทางฝั่งลาฟีไม่มีการดักซุ่มโจมตีจริงๆ ก่อนร่างเงาหนึ่งจะพุ่งลงมา

ห่างจากกลุ่มลาฟีไม่กี่สิบเมตร คนคนนี้ขี่ไม้กวาด ตะโกนถาม "พวกนายมาจากสถาบันไหน? ใครสั่งให้มา?"

"ในหมู่พวกเรามีผู้ฝึกหัดจากหอคอยทมิฬ แดนรัตติกาล นาฬิกาทรายกาลเวลา และปราสาทงาช้าง สี่สถาบัน มีคนจากสถาบันแดนรัตติกาลบอกให้พวกเรามา" ลาฟีตะโกนตอบกลับไป

ทุกคนเข้าใจความระมัดระวังของฝ่ายตรงข้าม

เพราะตามข้อมูลข่าวกรอง เขต 12 มีผู้ฝึกหัดแทรกซึมเข้าไปในเขต 19 ไม่มีใครรับประกันได้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะไม่ทำแบบเดียวกัน

"ดี พวกนายรอเดี๋ยว" คนคนนั้นพูดจบ ก็ขี่ไม้กวาดบินกลับไปหาทีม

สักพัก คนยี่สิบกว่าคนบนฟ้าก็ค่อยๆ บินลงมา ในกลุ่มนั้นมีคนที่พวกลาฟีคุ้นเคยอยู่ด้วย อัมรานด์และโซลังก์! ปีกขนนกสีดำเหมือนอีกาคู่หนึ่งของโซลังก์ขยับช้าๆ แผ่กลิ่นอายสีดำอัปมงคลพันอยู่รอบๆ ซึ่งนั้นช่วยยืนยันได้ทันทีว่าที่มาของพวกลาฟีไม่มีปัญหา ส่วนอัมรานด์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ประกายสายฟ้าแลบแวบขึ้นก่อนที่ร่างของเขาจะมายืนอยู่ข้างๆ พวกลาฟี

"ผู้อาวุโสลาฟี พันธมิตรเรือใบโลหิตขาดเธอไปบรรยากาศซึมเซาไปเยอะเลยนะ ฉันยังคิดอยู่เลยว่าเธอไปไหน ฮ่าๆ..." อัมรานด์แซวลาฟี แต่ในใจกลับตกใจ

"อาการบาดเจ็บ" หายแล้วงั้นเหรอ?

ลาฟีพอเห็นว่าเป็นคนของพันธมิตรเรือใบโลหิต อารมณ์ก็ดีขึ้นมาก "หลายปีมานี้เฝ้าจุดทรัพยากรอยู่แนวหลัง ไม่มีเรื่องอะไร สถานการณ์แนวหน้าเป็นไงบ้าง ได้ยินว่ายี่สิบหยดโลหิตตกค้างทางฝั่งนั้นร้ายกาจมากเหรอ?"

โซลังก์บินเข้ามา ดวงตาที่เคยเย็นชาเหมือนถ้ำน้ำแข็งในหุบเหวลึกจะดูอ่อนโยนลงก็ต่อเมื่อมองคนในพันธมิตรเรือใบโลหิตเท่านั้น เขาพูดเสียงขรึม "พันธมิตรนั่น ก็เหมือนตอนที่พวกเธอเพิ่งก่อตั้งพันธมิตรเรือใบโลหิตบนเรือเดินสมุทรนั่นแหละ สร้างปัญหาให้พวกเรามาก แต่ยังดีที่จำนวนครั้งที่ผู้พิทักษ์ของเขต 19 จะออกมาได้ ไม่ได้เหนือกว่าเราอีกแล้ว"

อัมรานด์ยิ้ม "ใช่ ทางนั้นเหลือโควตาผู้พิทักษ์อีกแค่สิบเอ็ดครั้ง ส่วนทางเราเหลือตั้งสิบหกครั้ง! หลายปีมานี้ ทางฝั่งเราเพิ่งใช้ผู้พิทักษ์ไปแค่สองครั้งเอง"

กริมม์ที่ยืนอยู่ข้างหลังลาฟีใจเต้น เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ด้วย

......

สามวันต่อมา

ที่นี่คือจุดทรัพยากรที่ผลิต "หินไขกระดูกสายฟ้า" แน่นอนว่าเหล่าผู้ฝึกหัดพ่อมดที่เฝ้าทรัพยากรล้ำค่าแบบนี้ย่อมไม่เกรงใจ หลายคนแอบขุดเอาไปเป็นของส่วนตัว ไม่ว่าจะเอาไว้เป็นวัตถุดิบวิจัยหรือเอาไปขายในอนาคต ก็ล้วนมีประโยชน์มาก

กริมม์เองก็เก็บหินไขกระดูกสายฟ้ามาได้หลายก้อน ก่อนจะบดเป็นผงเก็บไว้ในหลอดทดลอง เผื่อว่าในอนาคตงานวิจัยธาตุสายฟ้าหรือการทดลองเล่นแร่แปรธาตุบางอย่างจะได้ใช้ แน่นอนว่ากริมม์ไม่เสียเวลามากมายไปกับการขุดหินไขกระดูกสายฟ้า เพราะตอนนี้ทุกอย่างต้องยึดเป้าหมายหลักคือสงครามชิงสิทธิ์หอคอยศักดิ์สิทธิ์ในอีกสี่ปีข้างหน้าเป็นสำคัญ

เวลาเริ่มกระชั้นชิดแล้ว

กริมม์ไม่แน่ใจเลยว่าก่อนสงครามชิงสิทธิ์ เขาจะวิจัยเวทมนตร์ระเบิดเพลิงสำเร็จหรือไม่ แม้ว่ากริมม์จะทุ่มเทเวลาทั้งหมดที่มีไปแล้วก็ตาม

แน่นอน แม้จะเป็นสถานะปัจจุบันของกริมม์ เขาก็มั่นใจว่าจะคว้าสิทธิ์พ่อมดนักล่าได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าอาจารย์เพลอานอสเคยรับประกันว่ากริมม์จะได้เป็นพ่อมดนักล่าแน่นอน และคงเตรียมไพ่ตายไว้ให้กริมม์บ้าง แต่ทั้งหมดนี้ ไม่ได้รับประกันว่ากริมม์จะขึ้นสู่จุดสูงสุด และคว้าของรางวัลสูงสุดนั้นมาได้

ตึง ตึง ตึง...

เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ราวกับจงใจดังขึ้น ร่างมหึมาปรากฏขึ้นตรงหน้ากริมม์ คนคนนี้ ร่างกายอ้วนกลมเหมือนลูกบอล แต่กลับทำให้คนรู้สึกถึงความกำยำแข็งแกร่งมากกว่าความเทอะทะ เดินมาเหมือนป้อมปราการเคลื่อนที่ โซ่ลูกตุ้มเหล็กดาวตกห้อยอยู่ที่เข็มขัดชุดเกราะหนัง มั่นคงดั่งขุนเขาแต่ก็แผ่กลิ่นอายป่าเถื่อนเย็นชา!

คนคนนี้ คือจวงเซอนี ฉายาจิตวิญญาณน้ำแข็งเหมันต์ อดีตอันดับสิบยอดฝีมือหอคอยทมิฬ ปัจจุบันอยู่อันดับหก!

สาเหตุที่อันดับของจวงเซอนีเปลี่ยนแปลงมากขนาดนี้ ได้ยินว่าเพราะการต่อสู้ครั้งก่อน เธอแสดงพลังที่น่าตื่นตะลึง จนดึงดูดความสนใจของผู้พิทักษ์เขต 19 ให้มาโจมตี แต่สุดท้ายเธอก็หนีรอดมาได้

"กริมม์ ได้ยินว่านายถูกส่งมาที่จุดทรัพยากรนี้ ฉันเลยแวะมาดู เป็นไง อีกไม่กี่วันถ้าต้องตัดสินกับเขต 19 จริงๆ สนใจมาเข้ากลุ่มพันธมิตรของฉันไหม? สำหรับผู้ฝึกหัดพ่อมดแบบนาย ฉันสนใจมากเป็นพิเศษนะ" จวงเซอนีแม้จะเป็นผู้หญิง แต่กลับไม่มีความอ่อนแอของเพศหญิงเลยสักนิด เธอนั่งลงกับพื้นดัง "ปึง" แล้วพูดกับกริมม์ด้วยความ "จริงใจ"

กริมม์เก็บหลอดทดลองผงหินไขกระดูกสายฟ้า มองจวงเซอนีแวบหนึ่ง แล้วตอบเสียงขรึม "ไม่ล่ะ หลายปีมานี้ฉันเฝ้าจุดทรัพยากรห่างไกลตลอด แทบไม่มีโอกาสเก็บสะสมตราประทับเลย ครั้งนี้ ฉันกะว่าจะตั้งใจเก็บสะสมในช่วงท้ายสงคราม"

"นายยังขาดอีกเท่าไหร่?" จวงเซอนีถาม

กริมม์มองจวงเซอนีด้วยความแปลกใจ ตอบเรียบๆ "ยังขาดอีก 72 เหรียญ"

"เยอะขนาดนั้นเลย?" จวงเซอนีทำหน้าลำบากใจ "ตอนนี้ความลับเรื่องตราประทับแพร่ไปทั่วจุดทรัพยากรศูนย์กลางแล้ว จะแอบเก็บสะสมเงียบๆ แทบจะเป็นไปไม่ได้ ฉันเองก็พอมีตราประทับเหลืออยู่บ้าง แต่ก็สัญญากับคนอื่นไว้เยอะ นายต้องการจำนวนมากขนาดนี้ ฉันเองก็คงช่วยไม่ไหว"

กริมม์พยักหน้า ไม่ได้ใส่ใจ

ตามคำบอกเล่าของศิษย์พี่รองวาโล ตราประทับหนึ่งเหรียญในช่วงท้ายมักซื้อขายกันที่ราคาสูงถึงหนึ่งพันหินเวทมนตร์ ตราประทับหลายสิบเหรียญก็คือหินเวทมนตร์หลายหมื่นก้อน นี่เป็นราคาที่สูงลิบลิ่วสำหรับผู้ฝึกหัดส่วนใหญ่...

จวงเซอนีก็ไม่คะยั้นคะยอกริมม์อีก คนอย่างเธอไม่พูดจาอ้อมค้อม ลุกขึ้นแล้วเดินจากไปทันที

ดูเหมือนว่าผู้ติดตามที่เธอหมายตาจะมีไม่มากนัก

ทั้งสิบห้าจุดทรัพยากรในเขตเหมืองแร่ศูนย์กลาง ทุกคนต่างยุ่งวุ่นวายกับ "ศึกตัดสิน" ที่กำลังจะมาถึง ผู้ฝึกหัดที่แข็งแกร่งดึงพันธมิตรและผู้ติดตาม ผู้ฝึกหัดที่อ่อนแอก็รวมกลุ่มกันตามความสัมพันธ์ของสถาบัน บรรยากาศตึงเครียดแผ่ปกคลุมทั่วหุบเขาศักดิ์สิทธิ์

โดยรวมแล้ว หกสถาบันเขต 12 เมื่อเทียบกับพันธมิตรยี่สิบหยดโลหิตตกค้างของเขต 19 นอกจากจำนวนคนที่มีแค่ครึ่งเดียวของฝ่ายตรงข้าม ด้านอื่นๆ ล้วนได้เปรียบ

ถ้าไม่ทำพลาดครั้งใหญ่ เขต 19 แทบไม่มีโอกาสชนะเลย แต่ที่เขต 19 ต้องการเปิดศึกตัดสิน ก็เพื่อคว้าโอกาสเพียงเล็กน้อยนั้น เพราะสำหรับสถาบันพ่อมดเขต 19 หากไม่ชนะ ก็ถือว่าเป็นการคัดกรองคนออกครั้งใหญ่อีกรอบ

คัดกรองอีกรอบ ผู้ฝึกหัดที่เหลือรอดก็น่าจะเป็นหัวกะทิในหมู่หัวกะทิ ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายในการลดจำนวนผู้ฝึกหัดลงให้เหลือแต่คุณภาพ

......

การประชุมพันธมิตรเรือใบโลหิต อัมรานด์ขมวดคิ้ว "กริมม์ นายตัดสินใจจะลุยเดี่ยวจริงๆ เหรอ? รู้ไหมว่านายคนเดียว ในศึกตัดสินแทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย และยากมากที่จะรวบรวมตราประทับจำนวนมหาศาลขนาดนั้นได้ สู้พวกเรารวมกลุ่มกันในนามพันธมิตรเรือใบโลหิต แม้จะไม่กล้ารับปากว่าจะเททรัพยากรให้นายได้มากแค่ไหน แต่ทรัพยากรสำหรับตราประทับสักยี่สิบเหรียญพวกเรายังพอจัดการให้ได้"

การประชุมครั้งนี้ ที่จุดทรัพยากรแห่งนี้มีผู้อาวุโสอยู่สี่คน อัมรานด์ ลาฟี โซลังก์ และเบิร์ก กับสมาชิกทั่วไปอีกเจ็ดสิบแปดสิบคน (Salty : อันนี้ผู้เขียนกำกับข้อความไว้ว่า [เบิร์กไม่เคยถูกกล่าวถึงมาก่อน ถือว่าเป็นตัวประกอบก็แล้วกัน] :D)

เบิร์กพูดเสริม "ใช่แล้ว กริมม์ พันธมิตรเรือใบโลหิตของเราก่อตั้งมาไม่นาน พื้นฐานยังไม่แน่นหนา นอกจากโซลังก์กับอัมรานด์ที่มีฝีมือใกล้เคียงสิบยอดฝีมือแล้ว ก็แทบไม่มีผู้แข็งแกร่งจริงๆ เลย ดังนั้นพวกเรายิ่งต้องสามัคคีกัน ถึงจะดึงจุดเด่นของเราออกมาได้ ทำให้พันธมิตรเติบโตต่อไป เอาอย่างนี้... กริมม์ ไหนๆ ฉันก็รวบรวมตราประทับรางวัลได้ไม่ครบอยู่แล้ว เพื่อพันธมิตร ฉันยินดีมอบตราประทับส่วนตัวให้นายอีกห้าเหรียญ เป็นไง?"

ความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของเบิร์ก ทำให้สมาชิกส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมประชุมซาบซึ้งใจ นี่มันตราประทับที่ใครๆ ก็แย่งชิงกันนะ! ถึงกับยอมยกให้ห้าเหรียญเลยเหรอ?

ได้ยินว่าบางคนแอบซื้อขายกันถึงเหรียญละแปดเก้าร้อยหินเวทมนตร์แล้ว

ความเสียสละของเบิร์กทำให้สมาชิกพันธมิตรทุกคนเกิดความนับถือ และหันไปมองกริมม์ หากกริมม์ยังเห็นแก่ตัวอยู่อีก ก็ถือว่าไม่รู้ดีชั่วแล้ว เพราะพันธมิตรเสนอผลประโยชน์ให้เขามากมายขนาดนี้ ไม่น้อยไปกว่าระดับผู้อาวุโสทั่วไปเลย แถมเบิร์กยังให้ส่วนตัวเพิ่มอีก!

มีเพียงโซลังก์และอัมรานด์ที่ขมวดคิ้ว

เบิร์กคนนี้ ดูเหมือนจะยังไม่เข้าใจความแข็งแกร่งของกริมม์ คิดว่ากริมม์มีฝีมือแค่ระดับผู้อาวุโสทั่วไปของพันธมิตร ถึงได้พูดแบบนั้นออกมา

แต่ทว่า...

อัมรานด์ไม่ได้พูดอะไร เขาเองก็ไม่อยากยอมรับต่อหน้าทุกคนว่ากริมม์เก่งกว่าตน เพราะในสายตาสมาชิกเก่าแก่หลายคน เขาคือเสาหลักของพันธมิตร ทำให้เขาไม่อาจลดตัวลงไปพูดอะไรมาก

ส่วนโซลังก์ ผู้ฝึกหัดพ่อมดที่แข็งแกร่งที่สุดของหอคอยทมิฬในช่วงทดสอบเด็กใหม่ ผู้มีฉายาร่างกายอมตะ ก็ไม่ได้พูดอะไรมากเช่นกัน เพราะเขาไม่มีทางแก้ต่างให้กริมม์อยู่แล้ว แม้เขาจะได้ยินเรื่องที่ผู้ฝึกหัดสวมหน้ากากสีซีดคนนี้เคยเอาชนะหยุนหลีมาก่อน และมองกริมม์เป็นยอดฝีมือระดับเดียวกับตนแล้วก็ตาม

กริมม์นั่งอยู่ข้างหลังลาฟี ดวงตาภายใต้หน้ากากสีซีดมองทุกคนอย่างสงบนิ่ง ราวกับว่าถ้าเขาไม่ตกลงไปด้วย ก็เท่ากับทรยศ ทุกคนต่างมองมาที่เขาด้วยความ "คาดหวัง"

กริมม์ลังเล สับสน ไม่รู้จะเลือกทางไหน เห็นแก่ตัวงั้นเหรอ?

ตอนนั้นเอง จู่ๆ ลาฟีก็หัวเราะเยาะออกมา ทำให้ทุกคนเบนสายตาไปมองราชินีปากตะไกร ผู้หญิงที่น่ารังเกียจ น่ากลัว แต่ก็งดงามและเย่อหยิ่ง ซึ่งหายหน้าไปนานหลายปีคนนี้

"เพื่อพันธมิตร? เหอะๆ... ทุกท่าน พวกคุณยังจำจุดประสงค์แรกเริ่มของการก่อตั้งพันธมิตรเรือใบโลหิตได้ไหม?" ลาฟีกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

เบิร์กมองราชินีปากตะไกรคนนี้ ในใจรู้สึกโกรธ เพราะผู้หญิงเห็นแก่ตัวคนนี้ไม่เพียงไม่ช่วยพันธมิตรเกลี้ยกล่อมกริมม์ แต่กลับทำท่าจะแก้ต่างให้ ความรังเกียจที่มีอยู่เดิมจึงระเบิดออกมาอย่างปิดไม่มิด "ราชินีปากตะไกร คนอื่นกลัวเธอ แต่ฉันเบิร์กไม่กลัว! อยากพูดอะไรก็พูดมาตรงๆ!"

ลาฟีหรี่ตา แสยะยิ้มดูแคลน แล้วเชิดหน้าพูดอย่างทระนง "ฉันกำลังถามว่า พวกนายมีใครจำจุดประสงค์แรกเริ่มของการก่อตั้งพันธมิตรได้บ้าง!"

"เพื่อให้ 'ผู้ฝึกหัดพ่อมด' ที่สับสนและไร้ที่พึ่งบนเรือเดินสมุทรในตอนนั้นสามัคคีกัน เพื่อให้มีชีวิตรอดในสถาบันหอคอยทมิฬที่โหดร้ายและไม่รู้จักได้ดียิ่งขึ้น!" คนพูดคืออัมรานด์ น้ำเสียงแฝงความหนักแน่น

ลาฟีมองอัมรานด์แวบหนึ่ง ดวงตาสุกใสจ้องมองทุกคน ไม่เกรงกลัวความโกรธและความไม่เข้าใจของฝูงชน พูดเสียงเย็น "งั้น... ก็แปลว่า พันธมิตรก่อตั้งขึ้นเพื่อให้ทุกคนในตอนนั้นพัฒนาได้ดีขึ้น! พันธมิตรเคยช่วยกริมม์จริง (ช่วงแรกที่ให้ทำความสะอาดห้องสมุด ซื้อวัสดุทดลองราคาถูกกว่าตลาด...) แต่หลายปีมานี้ค่าสมาชิกของเขาก็ไม่เคยขาด ไม่มีใครติดค้างใคร! แต่ตอนนี้ เมื่อกริมม์เห็นว่าพันธมิตรไม่สามารถช่วยให้เขาพัฒนาได้อีกแล้ว เขาจะแยกตัวไปพัฒนาคนเดียวไม่ได้หรือไง? อีกอย่าง กริมม์ไม่ใช่ผู้อาวุโสของพันธมิตร เขาไม่เคยได้รับสิทธิพิเศษระดับผู้อาวุโส ก็ย่อมไม่ต้องแบกรับความรับผิดชอบและหน้าที่ที่ตามมา!"

เบิร์กโกรธจัด "เธอ..."

แม้เบิร์กจะโกรธ แต่ก็พูดไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 83 - พันธมิตรก่อนศึก

คัดลอกลิงก์แล้ว