- หน้าแรก
- บันทึกเส้นทางจอมเวท
- บทที่ 64 - อัศวินพเนจร
บทที่ 64 - อัศวินพเนจร
บทที่ 64 - อัศวินพเนจร
“อ๊าก...”
เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของแฮร์รี่ รีดที่ทั้งร่างกำลังลุกเป็นไฟดังระงมราวกับเสียงร้องไห้จากขุมนรก ไม่ว่าเขาจะร้องโหยหวนแค่ไหน ก็หยุดยั้งการลุกลามของเปลวไฟไม่มอดดับของกริมม์ไม่ได้ พริบตาเดียวแฮร์รี่ รีดก็กลายเป็นมนุษย์ไฟ กลิ้งไปมาบนพื้นตามสัญชาตญาณ สภาพของเขาน่าเกลียดราวกับคางคกที่เกลือกกลิ้งในบ่อโคลน
“กลุ่มล่าสังหารงาช้างไม่ปล่อยแกไว้แน่! หัวหน้าเกด ขวานสายฟ้า จะแก้แค้นให้ฉัน!”
ในกองไฟ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและเคียดแค้นของแฮร์รี่ รีดจ้องเขม็งไปที่กริมม์
แต่ร่างภายใต้หน้ากากสีซีดกลับไม่แม้แต่จะสะทกสะท้าน
“พล่ามอยู่ได้”
ยกมือขึ้น ลูกไฟอีกลูกก็พุ่งออกไป
ตูม!
หลังเสียงระเบิดรุนแรง พื้นที่โดยรอบก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ร่างของแฮร์รี่ รีดถูกคลื่นไฟกลืนกินจนหมดสิ้น เพียงครู่เดียวก็ถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน
กริมม์แค่นหัวเราะ มองดูดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าเพื่อกำหนดทิศทางคร่าวๆ แล้วเดินจากไป
เจ็ดวันต่อมา
รวมเวลาทั้งหมด การเดินเท้าในป่าหนามทมิฬกว่าสิบวันทำให้กริมม์ได้รับประโยชน์มหาศาล โดยเฉพาะช่วงไม่กี่วันก่อนที่ไล่ล่าแฮร์รี่ รีดอย่างต่อเนื่อง กริมม์รู้สึกราวกับว่าตัวเองมีร่างกายที่มีศักยภาพไร้ขีดจำกัด เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังพัฒนาขึ้น เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายกำลังโห่ร้องยินดี ราวกับมีพลังงานที่ใช้ได้ไม่มีหมด
กริมม์อดทอดถอนใจไม่ได้ พ่อมดสายกายภาพต้องออกเดินทางฝึกฝนบ่อยๆ จริงๆ ด้วย
วันนี้เมื่อกริมม์มองเห็นทุ่งนา เขาก็มั่นใจแล้วว่าตัวเองได้ออกจากเขตปกครองโดยตรงของสถาบันพ่อมดหอคอยทมิฬ และเข้าสู่เขตที่อยู่อาศัยของชาวบ้านธรรมดาอย่างเป็นทางการแล้ว
ถ้าอย่างนั้น เส้นทางฝึกฝนหลังจากนี้คงต้องวางแผนให้ดี
ขณะครุ่นคิด กริมม์ก็เดินเข้าไปหาชาวนาคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ๆ
ชาวนาคนนี้ พอเห็นท่านพ่อมดเดินมาถามทาง ก็ทำท่าตื่นเต้นตกใจ ไม่เพียงชี้ไม้ชี้มืออยู่นาน ยังเสนอตัวจะนำทางกริมม์ด้วยตัวเอง แต่กริมม์ปฏิเสธ
ระหว่างที่เดินไปตามถนนดินคนเดียว กริมม์ก็คิดทบทวนประเด็นสำคัญของภารกิจครั้งนี้
ตามที่อาจารย์เพลอานอสคาดหวังไว้ เขาอยากให้กริมม์เน้นการฝึกฝนเป็นหลัก เพราะภารกิจในครั้งนี้ มีคนเก่งๆ เข้าร่วมมากมาย จึงไม่มีความจำเป็นที่กริมม์จะต้องออกหน้า และเป้าหมายหลักของกริมม์คือสงครามชิงสิทธิ์พ่อมดนักล่าปีศาจในอีกสิบห้าปีข้างหน้า
แต่ในเมื่อเป็นภารกิจ กริมม์เลยคิดว่าอย่างน้อยก็ต้องไปสืบข่าวดูคร่าวๆ สักหน่อย เพราะถ้าจะให้อยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย แบบนั้นมันก็ดูจะเกินไปหน่อย
คิดได้ดังนั้น กริมม์ก็เริ่มวางแผน
สำหรับพ่อมดดำ มีพฤติกรรมสามอย่างที่นับว่าเข้าข่ายการเป็นพ่อมดดำ
หนึ่งคือสังหารมนุษย์ธรรมดาในโลกพ่อมดจำนวนมาก เพื่อวัตถุประสงค์การทดลองอันชั่วร้าย
สองคือบังคับรับผู้ฝึกหัดพ่อมดมาเป็นทาสวิญญาณของตน
สามคือทรยศต่อผลประโยชน์พื้นฐานของโลกพ่อมด ซึ่งในประวัติศาสตร์เคยมีพ่อมดแบบนี้ปรากฏตัวขึ้นเพียงไม่กี่คน
การสัมผัสหรือสืบข่าวพ่อมดดำเป็นเรื่องอันตรายอยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการล่าสังหาร แม้อาจารย์เพลอานอสจะยืนยันจากข้อมูลจำนวนมากว่าพ่อมดดำทางนั้นเป็นแค่ผู้ฝึกหัดพ่อมดที่เพิ่งเข้าสู่ด้านมืด แต่ใครจะยืนยันเรื่องนั้นได้?
ถ้าเกิดเป็นพ่อมดทางการขึ้นมา การบุกเข้าไปกวาดล้างดื้อๆ ก็ไม่เท่ากับไปร้นหาที่ตายเหรอ
ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือการปลอมตัว...
ในฐานะที่เกิดเป็นชาวบ้านธรรมดา กริมม์คุ้นเคยกับกฎบางอย่างในเมืองเป็นอย่างดี หลังจากคุ้นชินเส้นทาง กริมม์ก็เปลี่ยนชุดเป็นชุดเกราะอัศวิน เหน็บกริชกระดูกหางเสียงไว้ที่เอว เก็บหน้ากาก ต่างหู สร้อยคอ และอุปกรณ์เวทมนตร์อื่นๆ
ดูเหมือนจะยังดูโหดไม่พอ กริมม์ใช้วิชากายากลายพันธุ์สร้างรอยแผลเป็นขนาดใหญ่พาดผ่านตาซ้ายไปจนถึงหน้าผาก ปรับลุคให้ดูน่ากลัวและดุร้าย
จากนั้น กริมม์ก็มาแวะที่ร้านตีเหล็กที่ขายอาวุธ
“ขอดาบใหญ่เล่มนึง เอาแบบใหญ่ที่สุด ขอหนักๆ และทนทานหน่อย”
กริมม์คิดว่า ในเมื่อต้องการขุดศักยภาพของร่างกาย 36 แต้มออกมาให้เร็วที่สุด การเลือกดาบใหญ่ที่หนักพอเป็นเรื่องสำคัญมาก ส่วนการต่อสู้นั้นเป็นเรื่องรอง การแบกน้ำหนักเป็นเวลานานจะช่วยฝึกฝนความแข็งแกร่ง เพิ่มพลังกายและความมีชีวิตชีวาได้ดีกว่า
ช่างตีเหล็กมีกลิ่นเหงื่อเหม็นเปรี้ยว อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นฉุน เคราที่แก้มมีสีเหลืองไหม้ เหงื่อไหลย้อย
ช่างตีเหล็กมองกริมม์แวบหนึ่ง ก่อนจะถอดผ้ากันเปื้อนสีน้ำเงินที่สกปรกและมันเยิ้มออก เผยให้เห็นไหล่กว้างและกล้ามเนื้อแขนที่หนาและแข็งแรง ครู่ต่อมา เขาก็ลากดาบใหญ่ด้ามกว้างยาวเมตรครึ่งออกมาจากหลังร้าน จนเกิดเป็นเสียงครูดกับพื้นดัง “ครืดคราด” เป็นทางยาว
กริมม์รับดาบใหญ่มา ลองฟันลมเล่นๆ สองสามที รู้สึกว่าขนาดและน้ำหนักกำลังดี บวกกับกริมม์ไม่มีวิชาดาบอะไร เลยไม่ได้สนใจอะไรมาก จึงพูดอย่างพอใจว่า “โอเค เอาเล่มนี้แหละ เท่าไหร่?”
ช่างตีเหล็กมองกริมม์เหวี่ยงดาบใหญ่ในมืออย่างสบายๆ รูม่านตาก็หดเกร็ง ใบหน้าตายด้านนั้นไม่อาจปกปิดความตกใจในใจได้
อัศวินคนนี้แรงเยอะมาก แข็งแกร่งกว่าพวกสวะในร้านเหล้าพวกนั้นเยอะ ต้องได้งานดีๆ จากพวกขุนนางแน่ อนาคตอาจเลื่อนขั้นเป็นอัศวินระดับตำนานได้เลย
ช่างตีเหล็กประเมินกริมม์ไว้เช่นนี้
......
เมืองในภูมิภาคทั่วไปแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนของขุนนางและส่วนการค้า
ส่วนของขุนนางเน้นความหรูหรา โอ่อ่า ประณีต และระดับชั้น เพื่อให้สามารถใช้จ่ายเงินทองที่ขูดรีดมาจากลูกจ้าง คนรับใช้ และชาวบ้าน เพื่อแสดงสถานะที่เหนือกว่า และตอบสนองความต้องการอันฟุ้งเฟ้อที่ขยายตัวไม่หยุดหย่อน
ส่วนย่านการค้า เต็มไปด้วยผลประโยชน์ ความวุ่นวาย สกปรก ความรุนแรง และเรื่องกามารมณ์ราคาถูก
ปัง!
กริมม์เดินเข้าไปในร้านเหล้าที่รวมตัวของเหล่าอัศวินพเนจรที่ส่งเสียงโวยวาย ภายในร้านเต็มไปด้วยน้ำลายผสมกับกลิ่นเบียร์ราคาถูก
เสียงหัวเราะร่าเริงของสาวบริการหน้าอกโตที่เดินไปมา เสียงคุยโม้โอ้อวดประสบการณ์ผจญภัยของพวกขี้เมา กลายเป็นท่วงทำนองอันเป็นเอกลักษณ์ของร้านเหล้าแห่งนี้
กริมม์ผลักประตูเข้ามาอย่างอวดดี เรียกสายตาจากเหล่าอัศวินพเนจรให้หันมามองเป็นตาเดียว แต่พอเห็นท่าทางองอาจและใบหน้าที่หน้ากลัวของกริมม์ นอกจากพวกที่กำลังหยอกล้อกับสาวขายเหล้าอย่างออกรสออกชาติส่งเสียงฮึดฮัดมาบ้าง ส่วนใหญ่ก็หันกลับไปทำสนใจเรื่องของตัวเองต่อ
กริมม์หาโต๊ะว่างนั่งลงอย่างสบายใจ
เพียงครู่เดียว สาวบริการที่แต่งตัววับๆ แวมๆ หน้าอกตูมก็เดินนวยนาดเข้ามา แม้จะดูมีอายุหน่อย ผิวหน้าไม่ค่อยสวยแล้ว แต่หุ่นยังสะบึม เป็นที่โปรดปรานของพวกอัศวินพเนจรที่มีแรงเหลือล้น
หล่อนก้มตัววางเบียร์ราคาถูกลงตรงหน้ากริมม์ แล้วก็ฟุบลงกับโต๊ะ มองกริมม์ด้วยสายตาหยาดเยิ้ม โชว์เนินเนื้อให้กริมม์ดู
กริมม์ยิ้ม ในฐานะชาวบ้านที่คลุกคลีในเมืองบิสเซลมาหลายปี ย่อมรู้ธรรมเนียมดี
เขาล้วงเหรียญเงินออกมาหนึ่งเหรียญ ยัดเข้าไปในร่องอกของหล่อนอย่างแนบเนียน ท่ามกลางสายตาดีใจของหล่อน กริมม์พูดเรียบๆ ว่า “มีภารกิจไปแถวเมืองปามีร์ เรียกฉันด้วย”
กริมม์ชี้ตำแหน่งคร่าวๆ ของเมืองปามีร์บนแผนที่
“ได้เลย”
หล่อนหยิบเหรียญเงินออกมาจากอกด้วยความดีใจ มองกริมม์ด้วยสายตาตื่นเต้น
คนมือเติบจ่ายทีละเหรียญเงินแบบกริมม์ ร้านเหล้านี้ไม่ได้เจอมาครึ่งปีแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น หล่อนอดคิดไม่ได้ว่าหมอนี่หน้าตาดูดุดันดี ถ้าคืนนี้ยังไม่มีภารกิจเหมาะๆ เรียกไปที่ห้องก็น่าจะได้ค่าตัวงามอยู่
อัศวินพเนจรยิ่งหน้าตาโหดเหี้ยมดุดันยิ่งดูเป็นลูกผู้ชาย ต่างจากรสนิยมของพวกขุนนางโดยสิ้นเชิง
ส่วนพ่อมด หลายคนสูญเสียรสนิยมความงามไปแล้ว กลายเป็นสัตว์ประหลาดที่เหลือแต่การแสวงหาสัจธรรม แก่นแท้ และประโยชน์ใช้สอย
แต่ความคิดของสาวบริการก็ต้องล้มพับไปอย่างรวดเร็ว
หนึ่งนาฬิกาทรายต่อมา
ชายอ้วนเตี้ยสวมรองเท้าหนังผลักประตูร้านเหล้าเข้ามา มองดูร้านที่จอแจและสกปรกก่อนจะหัวเราะแหะๆ เผยให้เห็นฟันเลี่ยมทองไม่กี่ซี่ในปาก แล้วตะโกนเสียงดัง “สินค้าไปเมืองบันกาล ต้องการคนฝีมือดีห้าคน ค่าจ้างหนึ่งเหรียญทอง!”
จากเมืองนี้ไปเมืองบันกาล ปกติต้องเดินทางประมาณยี่สิบกว่าวัน พ่อค้าขี้งกทั่วไปจะให้ค่าจ้างแค่สามสิบถึงสี่สิบเหรียญเงินเท่านั้น พ่อค้าคนนี้กระเป๋าหนักมาก
“โฮ่! จ้างฉันสิ! มีฉันไปด้วย ถ้าระหว่างทางเจอพวกโจรสกปรกล่ะก็ ฉันจะเตะไข่พวกมันให้แตกให้หมดเลย!”
อัศวินพเนจรคนหนึ่งที่กำลังหยอกล้อกับสาวข้างกายลุกขึ้นยืนคำราม เสียงดังไม่ใช่เล่น พร้อมถอดเสื้อโชว์หุ่นล่ำบึ้กเหมือนหมียักษ์
“ฮ่าๆ หน้าอย่างแกน่ะเหรอ? อย่าไปฟังเจ้านั้นมันโม้เลย มีครั้งหนึ่งที่มันเจอโจรมันวิ่งหนีก่อนคนแรกเลย ร้านเหล้านี้ไม่มีใครจ้างมันมาหลายเดือนแล้ว เป็นแค่ไอ้ขี้ขลาดที่ดูดีแต่เปลือก!”
อัศวินอีกคนพูดทับถมคนก่อนหน้า พร้อมโชว์กล้ามให้ชายอ้วนดู
อีกด้านหนึ่ง ทางฝั่งกริมม์
สาวบริการเดินนวยนาดกลับมา บอกกริมม์ว่าเมืองบันกาลอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองปามีร์ห่างไปสิบกว่าลี้ เป็นเมืองที่ใกล้เมืองปามีร์ที่สุดแล้ว
“โฮ่ พูดแบบนี้ แกอยากตายรึไง...”
ในร้านเหล้าเริ่มวุ่นวาย ทุกครั้งที่มีภารกิจค่าจ้างงามแบบนี้ ทหารรับจ้างมักจะแย่งกันจนตาแดงก่ำก่อนจะตีกันเละ แล้วผู้ว่าจ้างจะจ้างคนที่ยืนหยัดอยู่เป็นคนสุดท้าย นี่เป็นกฎที่ทุกคนรู้กันดี
แน่นอน ครั้งนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น
กรี๊ด!
สาวบริการที่กำลังคุยกับกริมม์ร้องเสียงหลง เพราะข้างๆ เธอ มีชายร่างใหญ่ที่ถูกอัศวินพเนจรอีกคนซัดคว่ำ จนร่างกระเด็นมาทางโต๊ะกริมม์
กริมม์ตั้งใจจะรับงานนี้อยู่แล้ว แน่นอนว่าต้องโชว์ฝีมือสักหน่อย
กริมม์คว้าแขนเจ้าคนดวงกุดที่กระเด็นมา แล้วยกขึ้นเหนือหัวท่ามกลางความตกตะลึงของเจ้าตัว ไม่ว่าจะดิ้นรนยังไงก็ไม่อาจหลุดรอดจากมือที่เหมือนคีมเหล็กของกริมม์ได้
เสียงตะโกนดังลั่น พร้อมกับร่างเงาที่พุ่งเป็นวิถีโค้งกลางอากาศ ชายร่างใหญ่ดวงซวยถูกกริมม์โยนออกไปนอกร้าน
การกระทำนี้ดึงดูดความสนใจของอัศวินพเนจรทุกคนที่กำลังตีกัน พวกเขารู้ทันทีว่ากริมม์ไม่ใช่คนที่จะตอแยด้วยได้ จึงจงใจเลี่ยงบริเวณโต๊ะของกริมม์แล้วต่อยตีกันต่อ
สาวบริการข้างกายกริมม์ตาเป็นประกาย ขยับตัวเข้าหากริมม์อย่างอดไม่ได้
ผ่านไปครู่หนึ่ง กริมม์และอัศวินร่างใหญ่หน้าบวมปูดอีกสี่คนยืนอยู่ด้วยกัน ชายอ้วนเตี้ยที่ประตูร้านหัวเราะชอบใจ
“โอเค พวกนายนั่นแหละ ออกเดินทางกันเดี๋ยวนี้เลย คุณหนูรอไม่ไหวแล้ว”
คุณหนู?
กริมม์ชะงัก ดูเหมือนสินค้าที่มีชีวิตที่ว่า ก็คือคุณหนูคนนี้สินะ
ครู่ต่อมา กริมม์และอัศวินพเนจรอีกสี่คนก็ตามชายอ้วนเตี้ยมาถึงหน้าประตูเมือง
ที่หน้าประตูเมืองมีรถม้าจอดอยู่สี่คัน สามคันบรรทุกหญ้าไฟจนเต็ม มีเพียงคันเดียวที่ไม่ใช่รถบรรทุกของ และดูหรูหรามาก
“มาร์ลินตัน เสร็จหรือยัง?”
เด็กสาวหน้าตาหงุดหงิดโผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างรถม้า ดูอายุประมาณสิบสี่สิบห้าปี แต่กลับทำให้พวกอัศวินพเนจรตาค้าง
ชุดคลุมนั่น... พ่อมด?
มีเพียงกริมม์ที่ไม่ได้ประหลาดใจกับชุดคลุมพ่อมดของเด็กสาว ในทวีปพ่อมดการจะพบเห็นผู้ฝึกหัดพ่อมดนั้นถือเป็นเรื่องปกติมาก
แต่ที่กริมม์แปลกใจคือ พ่อมดจ้างอัศวินคุ้มกันเนี่ยนะ?
ต่อให้เป็นแค่ผู้ฝึกหัดพ่อมด ระดับพลังโจมตีที่ปล่อยออกมาได้ก็ไม่ใช่อะไรที่อัศวินทั่วไปจะเทียบได้เลย
แต่เพียงไม่นาน สีหน้ากริมม์ก็เปลี่ยนไป เพราะเขาไม่สามารถสัมผัสถึงคลื่นพลังเวทใดๆ จากตัวเด็กสาวคนนี้ได้เลย กริมม์ไม่เชื่อหรอกว่าเด็กสาวอายุแค่สิบสี่สิบห้าจะมีพลังจิตแกร่งกล้าขนาดปิดบังการรับรู้ของเขาได้
ไม่มีคลื่นพลังเวทแต่ใส่ชุดคลุมพ่อมดสุ่มสี่สุ่มห้า นอกจากจะเป็นผู้ฝึกหัดพ่อมดที่สถาบันวางตัวไว้แล้ว ไม่อย่างนั้นอาจโดนหน่วยบังคับใช้กฎหมายของสถาบันพ่อมดในเขตปกครองเล่นงานเอาได้
และผลที่ตามมาก็ค่อนข้างร้ายแรง
พูดง่ายๆ ก็คือ ศักดิ์ศรีของพ่อมดไม่อาจให้ชาวบ้านล่วงเกินได้!
(จบแล้ว)