- หน้าแรก
- บันทึกเส้นทางจอมเวท
- บทที่ 40 - ทีม
บทที่ 40 - ทีม
บทที่ 40 - ทีม
สามวันต่อมา
บินแฮนสันและยอร์คริส ในที่สุดก็มาสมทบกับลาฟี กริมม์ ยอร์คเลียนา และโรบิน รวมเป็นทีมที่สมบูรณ์
ถ้าไม่ใช่เพราะความแข็งแกร่งที่กริมม์แสดงออกมา ทีมของลาฟีกับอามิอิดาน่าจะรวมกลุ่มกันได้ แต่พอกริมม์โผล่มา อามิอิดาที่มีความทะเยอทะยานและไม่ยอมจำนนต่อความธรรมดา ย่อมไม่ยอมรวมกลุ่มกับลาฟีอีก
ส่วนไฮน์โล พอโดนยอร์คเลียนารั้งไว้ ก็อ้างว่าไม่อยากเป็นตัวถ่วงแล้วจากไป บวกกับเรื่องที่ฟังมาจากยอร์คเลียนา ทำให้กริมม์และพรรคพวกมองผู้ฝึกหัดที่ดูเงียบๆ คนนี้เปลี่ยนไป
หลังจากบรรยากาศคึกคักผ่านไปครู่หนึ่ง ทุกคนก็นั่งล้อมวงรอบลาฟี
ลาฟีนั่งบนขอนไม้ เท้าเขี่ยใบไม้แห้งเล่น ในมือถือกิ่งไม้ ชี้แผนที่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ตอนนี้เราอยู่ตรงนี้ ตามความน่าจะเป็น การเปิดพื้นที่ลึกลับครั้งที่สองน่าจะอยู่แถวๆ นี้ และตรงนี้เป็นหุบเขาลึกในป่าทึบที่ค่อนข้างลับตาคน ปกติไม่ค่อยมีใครสนใจ ช่วงนี้เรามาฝึกซ้อมการประสานงานกันก่อน”
พูดจบ ลาฟีมองไปที่กริมม์
“ขนาดโรบินยังเคยสู้ร่วมกับเรามาบ้าง เราต่างก็รู้ไส้รู้พุงกันระดับหนึ่ง มีแต่นายคนเดียวนี่แหละ ที่ไม่เคยร่วมสู้เลยสักครั้ง!”
ถึงลาฟีจะดุใส่ แต่กริมม์กลับดีใจ เพราะนี่แสดงว่าลาฟีหายโกรธแล้วจริงๆ
บินแฮนสันที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว หัวเราะร่าเข้ามาตบไหล่กริมม์ “นึกไม่ถึงเลย สามปีไม่เจอกัน นายกลายเป็นคนที่เก่งที่สุดในพวกเราไปซะแล้ว ฮ่าๆ แต่ลาฟีพูดถูก การแย่งชิงพื้นที่ลึกลับรอบสองต้องมียอดฝีมือมารวมตัวกันเพียบแน่ นายมาซ้อมเข้าขากับพวกเราหน่อยเถอะ”
ยอร์คริสแบกขวานยักษ์ หัวเราะลั่น “กริมม์ นายถนัดคาถาประเภทไหน ให้ลูกพี่ลาฟีจัดตำแหน่งให้”
“ฮึ เขาถนัดคาถาป้องกัน ให้เขาคอยคุ้มกันฉันกับยอร์คเลียนาละกัน ถ้าบินแฮนสันลอบกัดไม่ไหวก็ถอยกลับมา”
ลาฟีไม่เปิดโอกาสให้กริมม์พูดเลย
ยอร์คริสกับบินแฮนสันมองหน้ากัน ไม่รู้ทำไมราชินีของเราถึงอารมณ์เสียใส่กริมม์นัก หรือนี่คือความแตกต่างระหว่างเด็กสาวกับผู้หญิง?
สองคนแอบเดากันอย่างร้ายกาจ
ส่วนโรบินกับยอร์คเลียนาชินแล้ว ไม่ได้ใส่ใจ
กริมม์ยิ้มขื่น
หนึ่งนาฬิกาทรายต่อมา
กริมม์ยืนคุ้มกันอยู่หน้าลาฟีและยอร์คเลียนา ครั้งนี้เขาได้เห็นการประสานงานของทีมเต็มๆ ตา และคนที่ทำให้กริมม์สนใจที่สุด กลับเป็นยอร์คริส
คาถาทุกบทของยอร์คริส เป็นคาถาประเภทระเบิดพลังที่กินพลังเวทมหาศาล ตอนนี้ยอร์คริสแปลงร่างเป็นมนุษย์หมาป่าเต็มตัว มือขวาถือขวานยักษ์ มือซ้ายสวมกรงเล็บเหล็ก พอระเบิดคาถาออกมา พละกำลังและความเร็วร่างกายก็เพิ่มขึ้นมหาศาล พลังการต่อสู้เข้าขั้นน่ากลัว
กริมม์กะด้วยสายตา พลังโจมตีของยอร์คริสในร่างมนุษย์หมาป่าน่าจะอยู่ที่ 15-50 หน่วย เวทมนตร์สายเลือดสายประชิดตัวมีความแกว่งของพลังสูงโจมตีมาก
และตอนที่ยอร์คริสระเบิดพลัง พลังโจมตีสูงสุดน่าจะเกิน 70 หน่วยเลยทีเดียว
แต่เพราะคาถาของยอร์คริสกินพลังเวทมหาศาล ใช้แค่สองสามครั้ง พลังเวทคงหมดเกลี้ยงจนคงสภาพการแปลงร่างไม่ได้ ถึงตอนนั้นก็หมดน้ำยา
และตอนนี้แหละ ที่บทบาทของยอร์คเลียนาจะฉายแสง
คาถาของยอร์คเลียนา คือการถ่ายโอนพลังเวทของตัวเองให้คนอื่น
และดูเหมือนตัวยอร์คเลียนาเองจะมีค่าพลังเวทสูงกว่าค่าเฉลี่ยของระดับพลังจิตมาก แถมยังฝึกคาถาฟื้นฟูพลังเวทเร็วมาด้วย
พอมารวมกัน ยอร์คริสกับยอร์คเลียนาคือคู่หูที่สร้างเครื่องจักรสังหารที่น่ากลัวขึ้นมาตัวหนึ่ง
“ฮ่าฮ่า สะใจจริงๆ! พอมีกริมม์อยู่ ฉันก็ลุยได้เต็มที่เลย” ยอร์คริสตะโกนอย่างสะใจ
ลาฟีเขกกบาลกริมม์ “ตั้งใจหน่อย ฉันกับยอร์คเลียนาไม่เก่งสู้ระยะประชิดนะ”
“รู้แล้วน่า”
กริมม์รับคำ พยายามปรับตัวเข้ากับสไตล์การต่อสู้แบบทีม
บินแฮนสันเป็นสายลอบเร้นและเคลื่อนที่เร็ว เน้นลอบโจมตีและสืบข่าว การบุกอาจไม่เท่าไหร่ แต่การหนีนี่ระดับเทพ ดูเหมือนจะเชี่ยวชาญพลังธาตุมืด
กริมม์เลยยกไม้กายสิทธิ์ที่ได้จากพื้นที่ลึกลับให้บินแฮนสันไปเลย เพราะมันไม่มีประโยชน์กับกริมม์เท่าไหร่
แฟนของบินแฮนสัน โรบิน ฉายาดวงจันทร์ ดูเหมือนจะเป็นสายพันธสัญญาอัญเชิญ และลาฟีบอกว่าคาถาสาปแช่งของเธอก็โดดเด่นไม่เบา
แต่กริมม์ไม่ค่อยสนับสนุนแนวทางนี้ เพราะกริมม์รู้ว่า ขอแค่เป็นพ่อมดระดับสี่ตราศักดิ์สิทธิ์ ก็สามารถควบคุมกองทัพทาสได้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องทำพันธสัญญาอัญเชิญอะไร
แต่แน่นอนว่า ระดับพ่อมดตราศักดิ์สิทธิ์มันไกลเกินเอื้อมสำหรับผู้ฝึกหัด
ตอนนี้โรบินสามารถอัญเชิญสิ่งมีชีวิตต่างมิติภายใต้การปกครองของโลกพ่อมดมาได้สองตัว
ตัวหนึ่งคือหมูป่าขนเหล็ก สูงเมตรครึ่ง ยาวสี่เมตร เป็นสายถึกบ้าพลัง อีกตัวคือลิงกังตาสีเขียวตัวเท่าฝ่ามือ เกาะอยู่บนไหล่ ดูเหมือนจะมีสกิลระวังภัย
โรบินก็ได้ไม้กายสิทธิ์ที่ลาฟีได้จากพื้นที่ลึกลับไปเหมือนกัน
นอกจากนี้ ไพ่ตายที่แท้จริงของโรบิน คือสิ่งมีชีวิตประหลาดชื่อ ระฆังจันทรา ซึ่งเป็นที่มาของฉายาเธอ
สุดท้าย คือลาฟี
ตอนนี้ลาฟีกลายเป็นสายโจมตีระยะไกลเต็มตัว ปกติลาฟีจะใช้พลังชีวิตยิงลูกศรเวทมนตร์ ระยะหวังผลที่ห้าสิบเมตร ความแรงประมาณ 30-40 หน่วย ซึ่งสำหรับผู้ฝึกหัดทั่วไปถือว่าแรงมากแล้ว
อย่างคาถานกไฟของกริมม์ ระยะโจมตีแค่สิบห้าเมตรเท่านั้น
แถมลาฟียังมีลูกศรพิเศษชื่อ ลูกศรพายุหมุน อีกสี่ดอกที่หลัง ซึ่งช่วยให้ลาฟีระเบิดพลังโจมตีเกิน 100 หน่วยได้ในชั่วพริบตา
ในยามคับขัน พลังชีวิตของลาฟียังใช้รักษาอาการบาดเจ็บเบื้องต้นได้ด้วย
(Salty : พลังชีวิตที่กล่าวถึงในบทนี้ แตกต่างจากพลังเวทนะครับ ต้นฉบับใช้คำคนละคำชัดเจน แต่ผมไม่แน่ใจว่ารูปแบบการคำนวณจะเหมือนพลังเวทไหม อาจจะมีการกล่าวอธิบายเสริมในบทหลังๆ :D)
อ้อ ส่วนตัวกริมม์เอง คงไม่มีอะไรต้องอธิบายมาก
ตกดึก
หลังจากกริมม์เข้าเวรยาม จู่ๆ ก็รู้สึกว่ามีคนมุดเข้ามาในเต็นท์ พอได้กลิ่นกายหอมกรุ่นที่คุ้นเคย กริมม์ก็ผ่อนคลายลง ถอดหน้ากากออกแล้วจูบลาฟีอย่างดูดดื่ม
……
สี่วันต่อมา
“ฮึ สถาบันพ่อมดหอคอยทมิฬ?”
เสียงเยาะเย้ยดังมาจากผู้ฝึกหัดหญิงคนหนึ่งที่มองกลุ่มคนหกคนตรงหน้า
ผู้ฝึกหัดหญิงคนนี้มีตราประทับรูปนาฬิกาทรายบนหน้าผาก ผมสั้นสีดำแสกกลาง หางตามีแผลเป็นที่เห็นได้เด่นชัด กระโปรงผ่าสูงโชว์ขาขาวเรียวยาว ในมือถือแส้ที่ดิ้นไปมาไม่หยุด
ไม่รู้ว่าแส้นี้เป็นพืชมีชีวิต หรือเป็นอุปกรณ์เวทมนตร์หายาก
และข้างกายผู้ฝึกหัดหญิงคนนี้ ยังมีผู้ฝึกหัดตามมาอีกสิบสามคน เป็นกลุ่มขนาดใหญ่พอดู
ลาฟีแค่นเสียง “สถาบันพ่อมดนาฬิกาทรายกาลเวลา? ฮึๆ อย่าคิดนะว่าพอบุตรแห่งตะวันชนะเนตรทองคำได้แล้ว จะแปลว่านาฬิกาทรายกาลเวลาจะเหนือกว่าหอคอยทมิฬขั้นหนึ่งน่ะ?”
เมื่อวานนี้ ผู้มอบความสิ้นหวังฉายาบุตรแห่งตะวันจากสถาบันนาฬิกาทรายกาลเวลา ไล่ต้อนบิบิลิออนนาข้ามสนามสอบไปครึ่งค่อนสนาม ผู้ฝึกหัดหลายคนเห็นกับตา นับว่าเป็นภาพที่น่าตื่นตะลึงมาก
ผู้ฝึกหัดหญิงจากสถาบันนาฬิกาทรายเลียริมฝีปาก มองสำรวจสมาชิกทีมกริมม์ทีละคน แม้จะมีคนมากกว่า แต่เธอก็ยังไม่กล้าสั่งบุก
กลับเป็นฝั่งลาฟี ที่ยอร์คริสกระซิบเสียงเบา “ฝั่งนั้นลีลาอะไร จะสู้ก็สู้ ไม่สู้ก็ไสหัวไป พูดมากน่ารำคาญ”
แน่นอนว่าคำพูดนี้ได้ยินกันแค่ภายในทีมกริมม์
โรบินยิ้ม “ฟังคำสั่งลูกพี่ลาฟีเถอะ เป้าหมายเราคือพื้นที่ลึกลับรอบสอง ที่สถาบันบอกว่าเป็นอุปกรณ์เวทมนตร์อานุภาพสูงแบบใช้แล้วทิ้ง นั่นต้องเป็นของดีที่คุกคามพวกผู้มอบความสิ้นหวังได้แน่ ไม่ใช่ของเด็กเล่นเหมือนรอบแรก ถ้าได้ของที่ว่านี้มา ไม่ว่าพวกเราจะชิงพื้นที่ลึกลับรอบสามต่อหรือไม่ ความได้เปรียบก็อยู่ในมือพวกเราแล้วส่วนหนึ่ง”
ขณะที่สองทีมกำลังคุมเชิงกัน ทันใดนั้น คลื่นพลังตราประทับขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้า และพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับทิ้งคลื่นความร้อนระอุตามทาง
แม้จะผ่านไปไกลหลายร้อยเมตรในพริบตา แต่ทุกคนยังสัมผัสได้ถึงพลังงานอันน่าสะพรึงกลัวที่ใจกลางคลื่นความร้อนนั้นได้อย่างชัดเจน
สองทีมที่กำลังประจันหน้ากันรูม่านตาหดเกร็งพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย!
“บุตรแห่งตะวัน!”
ทุกคนพึมพำอย่างเหม่อลอย ไม่รู้ทำไมผู้มอบความสิ้นหวังผู้ทรงพลังคนนี้ถึงรีบร้อนบินไปไกลขนาดนั้น
บุตรแห่งตะวันหายลับไปในพริบตา
แต่ตอนนั้นเอง คลื่นพลังตราประทับที่น่ากลัวอีกสามสายก็ตามติดมาติดๆ หนึ่งในนั้นเหมือนจะสัมผัสอะไรได้ หันมามองทีมกริมม์แวบหนึ่ง พร้อมรอยยิ้มจางๆ
คนคนนี้คือ โซลังก์
“อมตะ บิดเบี้ยว เนตรทองคำ! สามผู้มอบความสิ้นหวังแห่งหอคอยทมิฬรวมตัวกัน ไล่ล่าบุตรแห่งตะวัน!”
ผู้ฝึกหัดหญิงจากสถาบันนาฬิกาทรายกาลเวลาสูดหายใจเฮือก ร้องอุทาน
ต่อให้เธอมั่นใจในตัวบุตรแห่งตะวันของสถาบันตัวเองแค่ไหน ก็คงไม่คิดว่าเขาจะสู้สามผู้มอบความสิ้นหวังจากหอคอยทมิฬพร้อมกันได้ไหว
ฝั่งกริมม์และลาฟี สีหน้ายิ่งซับซ้อนหนัก
ตอนอยู่บนเรือเดินสมุทร สามคนนี้ก็เป็นดั่งพระเจ้าที่อยู่สูงเสียดฟ้า สามปีผ่านไปในสนามสอบหน้าใหม่ พวกเขาก็ยังคงเป็นเช่นนั้นเหรอ?
บนท้องฟ้า เสียงกรีดร้องของบิบิลิออนนาดังก้องไปทั่วทิศ
“บุตรแห่งตะวัน แกหนีไม่พ้นหรอก! พี่หยุนหลี พี่โซลังก์ วันนี้พวกเราต้องฆ่ามัน ล้างแค้นความอัปยศที่ฉันได้รับเมื่อวาน!”
บิบิลิออนนาทิ้งคราบสาวน้อยไร้เดียงสาไปหมดสิ้น ความโกรธทำให้เธอคลุ้มคลั่งไปแล้ว
(จบแล้ว)