- หน้าแรก
- บันทึกเส้นทางจอมเวท
- บทที่ 39 - คำสัตย์ปฏิญาณ
บทที่ 39 - คำสัตย์ปฏิญาณ
บทที่ 39 - คำสัตย์ปฏิญาณ
อามิอิดาและลาฟีเตรียมพร้อมรับมือเต็มที่ ทนรับแรงกดดันจากคลื่นพลังตราประทับที่แผ่มาจากท้องฟ้าไกล กระตุ้นพลังของตัวเองจนถึงขีดสุด ราวกับวินาทีถัดไปจะต้องเปิดฉากต่อสู้แลกชีวิต
ช่วยไม่ได้ เมื่อค่าตราประทับถึงสิบแต้มแล้ว การจะฆ่าผู้ฝึกหัดพ่อมดคนอื่นเพื่อเพิ่มแต้มมันยากเกินไป แถมตอนนี้ผู้ฝึกหัดต่างเริ่มจับกลุ่มกัน การแย่งชิงตราประทับยิ่งยากเข้าไปใหญ่ นอกจากพวกผู้มอบความสิ้นหวังเท่านั้น
ฟิ้ว!
ทันทีที่ค้างคาวธาตุลมปรากฏในสายตาของทั้งสอง ลาฟีก็ง้างสายธนูจนสุด พลังชีวิตและพลังธาตุลมที่น่าสะพรึงกลัวอัดแน่นลงไปในลูกธนูอย่างบ้าคลั่ง ดวงตาเหยี่ยวล็อกเป้าเงาร่างบนหลังค้างคาวธาตุลมอย่างแม่นยำ ราวกับวินาทีถัดไปจะปล่อยการโจมตีสะเทือนฟ้าดิน
ร่างกายอามิอิดามีลวดลายสีทองลึกลับเจ็ดแปดสายปรากฏขึ้น ลวดลายนั้นไหลวนราวกับมีชีวิต สายฟ้าสีเงินบนดาบยักษ์ถูกกระตุ้นจนถึงขีดสุด ระเบิดประกายไฟ “เปรี้ยะ เปรี้ยะ” ดังสนั่น
อามิอิดาตะโกนก้อง “ท่านผู้มอบความสิ้นหวังผู้ทรงเกียรติ เราไม่มีเจตนาจะเป็นศัตรูกับท่าน ขอเชิญท่านจากไป เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ!”
ข้างกัน ลาฟีล็อกเป้าผู้มอบความสิ้นหวังคนนั้นไว้แน่น พลังเวทและพลังจิตถูกกระตุ้นถึงขีดสุด
แม้ปากจะเก่ง แต่พอต้องสู้กับผู้มอบความสิ้นหวังจริงๆ ในใจก็อดหวั่นไหวไม่ได้ เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก
พั่บ พั่บ พั่บ...
ค้างคาวธาตุลมกระพือปีกอยู่กลางอากาศห่างออกไปสามสิบเมตร หยุดบินเข้ามา
ในขณะที่หัวใจของอามิอิดาและลาฟีเต้นรัวแทบจะกระดอนออกมาทางปาก บนหลังค้างคาวธาตุลมก็มีหัวคนโผล่ออกมาช้าๆ ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วร้องอย่างตกใจ “ลาฟี อามิอิดา?”
อีกด้านหนึ่ง ลาฟีที่ใช้ตาเหยี่ยวล็อกเป้าค้างคาวธาตุลม เมื่อเห็นคนที่โผล่ออกมาสวมหน้ากากสีขาวซีด ร่างกายก็สั่นสะท้านโดยสัญชาตญาณ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาคือ...
กริมม์ถูกผู้มอบความสิ้นหวังคนนี้ฆ่าตายแล้ว!
ชั่วพริบตา ความแค้นที่บรรยายไม่ถูกและโทสะที่ไม่อาจดับมอดได้ปะทุขึ้นในดวงตาเหยี่ยวของลาฟี
นั่นคือความรักที่ร้อนแรง และความเกลียดที่บ้าคลั่ง ต้องล้างแค้นให้กริมม์!
“กรี๊ด...”
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ลาฟีปล่อยลูกธนูออกไป
ฟิ้ว!
ลูกศรพายุหมุนกลายเป็นพายุบ้าคลั่ง พุ่งเข้าใส่ค้างคาวธาตุลมในพริบตา
แต่ทว่า ในตอนนั้นเอง เสียงกริมม์ที่ตกใจก็ดังเข้าหูลาฟีและอามิอิดา
“กริมม์? ไม่!!”
พร้อมกับเสียงกรีดร้องอย่างไม่อยากเชื่อของลาฟี บนท้องฟ้า ลูกธนูพายุหมุนก็กลายเป็นบอลพายุ กลืนกินค้างคาวธาตุลมและกริมม์เข้าไปจนหมดสิ้น
ในบอลพายุบ้าคลั่ง ยังมีใบไม้แข็งที่เกิดจากเวทมนตร์ชีวิตนับไม่ถ้วน ปั่นป่วนราวกับใบมีด เฉือนร่างศัตรูที่อยู่ข้างใน
ลาฟีจ้องมองท้องฟ้าตาค้าง เธอเป็นคนสร้างคาถานี้ขึ้นมาเอง ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเธอว่าคาถานี้มันน่ากลัวขนาดไหน
“ตุบ” ร่างของลาฟีทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง สองมือปิดหน้า
หน้าซีดเผือดเหมือนกระดาษ น้ำตาไหลพราก เหม่อมองบอลพายุบนฟ้าที่ไม่จางหายไปสักที ลาฟีร้องไห้โฮ
“ฉ... ฉันทำอะไรลงไป? ฉัน... ฉัน... ฮือๆๆ...”
อามิอิดาไม่มีคาถาเสริมการมองเห็น เหตุการณ์เมื่อกี้เกิดขึ้นเร็วมาก แทบจะทันทีที่ผู้มอบความสิ้นหวังบนฟ้าเรียกชื่อพวกเขาสองคน คาถาของลาฟีก็ระเบิดออก กลืนกินคนคนนั้นไป
อามิอิดายังงงอยู่เลยว่าเกิดอะไรขึ้น
สัมผัสถึงคลื่นพลังงานที่น่าสะพรึงกลัวบนฟ้า อามิอิดาใจหายวาบ รู้สึกหนาวสั่น
มิน่าราชินีปากตะไกรคนนี้ถึงได้วางก้ามไปทั่ว คลื่นพลังงานระดับนี้ พลังโจมตีสูงสุดน่าจะแตะ 100 หน่วยแล้ว!
แถมยังเป็นการโจมตีต่อเนื่องนานขนาดนี้...
กำลังจะถามว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น อามิอิดาก็เห็นลาฟีนั่งร้องไห้โฮอยู่กับพื้น ก็ยืนอึ้งไป
ด้านหนึ่ง ก็งงว่าทำไมลาฟีถึงมีปฏิกิริยาแบบนี้ อีกด้านหนึ่ง ก็ตกตะลึงกับความงามในมุมอ่อนแอของลาฟีที่เพิ่งเคยเห็น
ที่แท้ ราชินีปากตะไกรก็มีมุมนี้เหมือนกันเหรอ?
ผ่านไปกว่าสิบวินาที บอลพายุและใบมีดชีวิตบนฟ้าถึงค่อยๆ จางหายไป ตุบ ร่างหนึ่งร่วงลงมากระแทกพื้นอย่างทุลักทุเล พูดเสียงอ่อนแรง “ลาฟี ฉันเอง”
……
บนพื้น
กริมม์หน้าซีด พลังเวทที่เสียไปในชั่วพริบตาเมื่อกี้ แทบจะเท่ากับตอนปะทะกับหยุนหลีเลยทีเดียว
โชคดีที่มีเกราะป้องกันของหน้ากากสีซีด ไม่อย่างนั้นคงโดนคาถามหาโหดของลาฟีปั่นเละไปแล้ว
ลาฟีตะลึงงัน อามิอิดาที่เคยเห็นกริมม์สวมหน้ากากสีซีดในงานเลี้ยงเมื่อหลายวันก่อน พอเห็นกริมม์อีกครั้ง ด้านหนึ่งก็สงสัยความจำตัวเอง อีกด้านหนึ่งก็ถามลองเชิง “กริมม์?”
“อืม”
กริมม์ตอบเสียงขรึม ยังคงเป็นไอ้หนุ่มขรึมที่ไม่ชอบร่วมงานสังสรรค์ในความทรงจำของอามิอิดา
กริมม์เกิดอาการปั่นป่วนของพลังเวทจากการใช้พลังเวทมากเกินไปในชั่วพริบตา จนยืนแทบไม่อยู่ แต่เพราะหน้ากากปิดบังใบหน้าที่ซีดขาว อามิอิดาจึงไม่รู้
ตอนนั้นอามิอิดาเห็นกริมม์รอดมาจากคาถามหาโหดเมื่อกี้ได้แบบ “หน้าตาเฉย” ก็รู้สึกว่าหมอนี่ช่างลึกลับยากหยั่งถึง
“มิน่า มิน่าลาฟีถึงทิ้งฉันที่ตามจีบมาสามปี ไปเลือกเจ้าหมอนี้ ที่แท้ในพันธมิตรก็มีสัตว์ประหลาดซ่อนอยู่อีกตัว!”
อามิอิดาพึมพำกับตัวเอง
อามิอิดารู้สึกซับซ้อนในใจ ฝืนยิ้มรักษามาด รู้ว่าเวลาต่อจากนี้ควรปล่อยให้สองคนนี้อยู่ด้วยกัน
พร้อมกันนั้น อามิอิดาก็รู้สึกละอายใจในความเย่อหยิ่งของตัวเอง หนึ่งในสิบอันดับยอดฝีมือหน้าใหม่อะไรกัน เมื่อก่อนยังแอบภูมิใจอยู่ลึกๆ แท้ๆ แต่มาตอนนี้ เฮ้อ...
เมื่ออามิอิดาจากไป กริมม์มองลาฟีที่ยังคงนั่งคุกเข่าเหม่อมองเขาอยู่บนพื้น ใจหายวาบ เรื่องที่ต้องเกิด ก็เกิดขึ้นจนได้
จินตนาการได้เลยว่า ลาฟีที่มีความต้องการควบคุมและแสดงออกสูงมาก เมื่อวันหนึ่งพบว่าคนรักที่ตัวเองคอยปกป้องมาตลอด กลับกลายเป็นคนที่เก่งกว่าตัวเอง เธอจะรู้สึกยังไง
กริมม์กล้าฟันธงเลยว่า ถ้าวันงานเลี้ยงเขาแสดงพลังที่เหนือกว่าลาฟีออกมา จะไม่มีทางเกิดเรื่องราวหลังจากนั้นแน่นอน
กริมม์ค่อยๆ เดินเข้าไปหาลาฟี อยากจะพยุงเธอขึ้น พูดเสียงเบา “ลุกขึ้นเถอะ”
สะบัดมือกริมม์ออก น้ำตาไหลพรากจากดวงตาลาฟี จ้องมองกริมม์เขม็ง ถามเสียงสั่นเครือ “ในสายตานาย ฉันเป็นตัวตลกที่เล่นละครอยู่คนเดียวใช่ไหม?”
กริมม์รีบปฏิเสธ “ไม่ เธอคือที่ฉันรัก คือครอบครัวของฉัน คือคนที่ฉันจะแต่งงานด้วย!”
“คนรัก? ครอบครัว? ภรรยา?”
ลาฟีแค่นหัวเราะ ร้องไห้ไปเยาะเย้ยไป “แต่ฉันกลับรู้สึกว่า ตลอดมาฉันแค่เล่นบทคนโง่เง่าอยู่ฝ่ายเดียว เล่นบทคนหลงรักโง่ๆ ที่อยากปกป้องนาย ไม่แน่ว่าตอนนายเห็นฉันออกหน้าให้ครั้งแล้วครั้งเล่า นายคงขำกับภาพตัวตลกของฉันไปแล้วมั้ง”
“ไม่!”
กริมม์รีบขัดบทลาฟี จะปล่อยให้ลาฟีคิดฟุ้งซ่านต่อไปไม่ได้
ลาฟียิ้มเย็น “ไม่? งั้นนายบอกมาสิ ในสายตานายฉันไม่ใช่ตัวตลกที่นายต้องกลั้นขำ แล้วเป็นอะไร? กริมม์ เป็นเพราะเมื่อก่อนฉันไม่เป็นผู้ใหญ่ ไร้เดียงสา อ่อนต่อโลก...”
“หยุดพูดเถอะ! ลาฟี ในสายตาฉัน เธอจะเป็นผู้ร่ายเวทเถาวัลย์ที่คอยปกป้องฉันบนเรือเดินสมุทรเสมอ เป็นราชินีเถาวัลย์ที่พวกเด็กๆ บนเรือเรียกขาน เมื่อฉันอยู่ข้างเธอ ฉันจะเป็นผู้สนับสนุนเธอเสมอ เป็นที่พึ่งข้างหลังเธอ”
กริมม์กอดลาฟี ขัดจังหวะเธออีกครั้ง
ร่างกายลาฟีแข็งทื่อ
ราวกับชั่วพริบตา เธอได้ย้อนกลับไปอยู่ในช่วงเวลานั้น ช่วงที่ตัวเองเคยหยิ่งยโส อวดดี ไม่เห็นหัวใคร ทำได้แค่ใช้คาถาเถาวัลย์ห้อยตองแต่งอยู่บนเชือก ข้างล่างคือทะเลคลั่ง ราวกับนรกอเวจีที่รอคอยกลืนกินชีวิต
ในขณะที่ตัวเองกำลังสิ้นหวัง นับถอยหลังพลังเวทที่กำลังจะหมด เป็นผู้ชายตรงหน้านี้ ที่ดึงเธอกลับขึ้นไป
ในชีวิตนี้ ลาฟีไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะไว้ใจและหลงรักใครสักคนได้ขนาดนี้ ยอมมอบทุกอย่างให้เขา ยอมเปลี่ยนตัวเองเพื่อเขา
แต่ต้องยอมรับว่า วินาทีที่ผู้ชายคนนี้ดึงเธอขึ้นมา ในส่วนลึกของหัวใจลาฟี รู้สึกจริงๆ ว่าสามัญชนที่ดูธรรมดา ต่ำต้อย และน่าเบื่อคนนี้ กลับทำให้เธอรู้สึกอยากมอบทุกอย่างให้
รอยยิ้มเย็นชาค่อยๆ จางหาย ลาฟีจ้องมองกริมม์เงียบๆ เหมือนกำลังลังเลสับสน
เห็นลาฟีเป็นแบบนี้ กริมม์หยิบสร้อยคอเส้นหนึ่งออกมา เป็นของที่ริบมาจากศัตรูที่ผนึกคาถาวงแหวนไฟต้านทานไว้ แล้วสวมให้ลาฟีที่คอเบาๆ
“ไม่ว่าข้างนอกจะเป็นยังไง เมื่ออยู่ข้างเธอ ฉันจะเป็นกริมม์ที่ธรรมดาคนเดิม เป็นผู้สนับสนุนที่มั่นคงของเธอ เป็นที่พักพิงข้างหลังเธอ”
กริมม์พูดอย่างหนักแน่น ราวกับเป็นคำสัตย์ปฏิญาณชั่วชีวิต
ลาฟีมองต่างหูหัวใจเถาวัลย์ที่หูซ้ายของกริมม์ที่เธอให้เองกับมือ ฟังคำสัตย์ปฏิญาณอันหนักแน่นของกริมม์ นานสองนาน ในที่สุดเธอก็ลุกขึ้นช้าๆ พูดเสียงเบา “ไปเถอะ ไปหายอร์คริสกับบินแฮนสันกัน”
ลาฟีเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง กริมม์พยักหน้า เดินตามไปเงียบๆ
(Salty : เหมือนว่าผู้แต่งจะไม่ค่อยถนัดเขียนซีนอารมณ์เท่าไหร่แฮะ :D)
(จบแล้ว)