เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21 - คานงัด

บทที่ 21 - คานงัด

บทที่ 21 - คานงัด


“พันธมิตรเรือใบโลหิต? นี่มันองค์กรอะไรกัน... ไม่เห็นพวกรุ่นพี่เคยพูดถึงเลย...”

“จะองค์กรอะไรก็ช่างเถอะ ไม่เห็นเหรอว่าพวกนี้แผ่รังสีอำมหิตขนาดไหน อย่าไปยุ่งดีกว่า รีบไปเถอะ ออกไปก่อนค่อยว่ากัน”

เพียงพริบตาเดียว ในห้องเรียนหมายเลขเก้าก็เหลือเพียงสมาชิกพันธมิตรเรือใบโลหิตเกือบแปดสิบคน ที่กำลังล้อมกรอบผู้ฝึกหัดน้องใหม่ไม่กี่คนเอาไว้

คนที่เคยปากดีตะโกนว่าพวกกริมม์จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินครึ่งปี ตอนนี้หน้าซีดเผือด เหงื่อเย็นไหลอาบหน้าผาก สังเกตเห็นได้ชัดว่าขาสองข้างภายใต้เสื้อคลุมกำลังสั่นพั่บๆ

“พ... พวกนาย? นี่มันเรื่องเข้าใจผิด เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันนะ”

ชายคนนี้ชื่อ โทริส ตอนนี้เขาไม่ห่วงภาพพจน์อะไรอีกแล้ว น้ำเสียงแทบจะร้องไห้อยู่รอมร่อ

ใครจะไปคิดว่าในบรรดาเด็กใหม่รุ่นนี้จะมีองค์กรที่แข็งแกร่งขนาดนี้ก่อตั้งขึ้นมาแล้ว

ต้องรู้ว่าเด็กใหม่เพิ่งเข้าเรียนได้แค่สามวันเองนะ!

“เข้าใจผิด? หึๆ...”

ลาฟีหัวเราะเยาะ พลางหันไปมองยอร์คริสและยอร์คเลียนา

ยอร์คเลียนาพูดเสียงเบาอย่างกล้าๆ กลัวๆ “พี่ลาฟีคะ อย่าฆ่าเขาเลย ฆ่าคนในสถาบันจะโดนหน่วยคุมกฎไล่ล่าเอานะคะ”

คำเตือนของยอร์คเลียนาทำให้โทริสและพรรคพวกสิบกว่าคนข้างหลังเหงื่อแตกพลั่ก

อย่าฆ่าเขา?

หรือว่าเจ้าพวกนี้คิดจะลงมือจริงๆ?

ต้องรู้ว่าถ้าฆ่าคนอย่างโจ่งแจ้งในสถาบัน ถ้าหน่วยคุมกฎเอาเรื่องขึ้นมา มีแต่ทางตายสถานเดียว!

“วางใจเถอะ”

ลาฟีตอบกลับยอร์คเลียนาเพื่อความสบายใจ โทริสโล่งอกไปเปราะหนึ่ง แต่ในใจกลับอาฆาตมาดร้าย

คิดว่าหล่อนคงไม่กล้าหรอก หึๆ ขนาดตัวเขาเองยังต้องไปหาพวกรุ่นพี่ผู้ฝึกหัดพ่อมดเก่าๆ ถึงจะกล้าทำอะไร เจ้าพวกนี้แม้จะไม่รู้ว่ารวมตัวกันได้ยังไง แต่ก็เป็นแค่พวกบ้านนอกไม่มีอิทธิพล เดี๋ยวองค์กรนี้ก็ไปไม่รอด!

แต่ทว่า อัมรานด์กลับพูดต่อจากลาฟี หันไปบอกยอร์คเลียนาว่า “กฎของสถาบันน่ะพวกเราศึกษาอย่างรอบคอบแล้วในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เดิมทีเราก็ตั้งใจจะเชือดไก่ให้ลิงดูเพื่อสร้างบารมีให้พันธมิตรอยู่แล้ว ในเมื่อเจ้านี่โชคร้ายมาหาเรื่องลาฟี ก็เอามันนี่แหละ”

ผู้ใช้วิชาตุ๊กตาเบ้ปาก “เรื่องพรรค์นี้ ตอนนี้ในพันธมิตรก็คงมีแค่ฉันที่ลงมือได้ หวังว่าพวกสายคำสาปในพันธมิตรจะรีบเก่งขึ้นไวๆ นะ”

กริมม์ยืนดูอยู่ข้างๆ เห็นว่าเรื่องราวน่าจะจัดการได้เรียบร้อยแล้ว ก็ไม่คิดอะไรมาก ยกเท้าถีบเข้าที่ท้องของโทริสเต็มแรง

“อั่ก!”

โทริสหน้าซีดแล้วเปลี่ยนเป็นแดงก่ำเหมือนกินอุจจาระเข้าไป ตัวงอเป็นกุ้ง สองมือกุมท้องแน่น แต่ไม่กล้าร้องโอกโอยออกมา

“หึ ไอ้คนน่ารังเกียจ”

กริมม์เห็นสายตาดูถูกเหยียดหยามจากชายคนนี้มามากพอแล้ว มันทำให้เขานึกถึงคนบนเรือเดินสมุทรในตอนแรกที่เต็มไปด้วยความหยิ่งยโสโอหัง

เป็นเพราะพ่อมดหน้ากากไร้ลักษณ์ที่ทำให้ทุกคนตาสว่าง รู้จักตัวเอง ไม่ทำตัวไร้เดียงสาเหมือนเด็กน้อยที่พ่อแม่คอยประคบประหงมอีกต่อไป

“สวัสดี เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับฉัน ฉันไปได้หรือยัง?”

หญิงสาวที่โทริสตามจีบมาตลอดมองเขาด้วยสายตารังเกียจ พอเห็นว่าตัวเองโดนล้อมอยู่ด้วย ก็รู้สึกไม่สบายใจ จึงถามทุกคนออกไปอย่างไม่เกรงกลัว

อัมรานด์ชะงักไปนิดหนึ่ง สังเกตอากัปกิริยาของหญิงสาวคนนี้อย่างละเอียด

ครู่ต่อมา ความเย็นชาบนใบหน้าของอัมรานด์ก็หายไป แทนที่ด้วยรอยยิ้มสุภาพแบบขุนนาง โค้งคำนับให้หญิงสาว “ได้แน่นอนครับ คุณผู้หญิงผู้งดงาม”

“เอ๋?”

หญิงสาวแปลกใจเล็กน้อย มองอัมรานด์อีกสองสามที ก่อนจะยิ้มแปลกๆ แล้วเดินออกจากวงล้อมไปโดยไม่หันกลับมามองข้างหลังอีกเลย

เมื่อหญิงสาวจากไป ในห้องเรียนหมายเลขเก้าก็มีเสียงโหยหวนดังระงมราวกับหมูถูกเชือด ดังก้องไปทั่ว

พวกเด็กใหม่ที่ถูกไล่ออกไปยืนรอนอกห้องต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สีหน้าไม่สู้ดีนัก

เจ้าพวกนี้มันตัวอันตรายชัดๆ!

เด็กใหม่สวมแว่นตาที่เคยคิดว่าพวกกริมม์ตายแน่ ตอนนี้ได้แต่นึกเจ็บใจตัวเอง

เมื่อกี้เห็นพวกนั้นทำท่าไม่เกรงกลัวอะไร ก็น่าจะรู้ว่าต้องมีเบื้องหลัง แต่ตอนนั้นตัวเองดันถอยออกมาซะได้!

เด็กหนุ่มรู้สึกเสียดาย ถ้ายอมออกหน้าเมื่อกี้ อาจจะได้ทำความรู้จักและเข้าร่วมพันธมิตรเรือใบโลหิตนี้ไปแล้ว

เฮ้อ...

เหลือเวลาอีกนิดหน่อยก่อนจะเริ่มเรียน โทริสถูกพยุงออกไปโดยเด็กใหม่หน้าตาบวมปูดสองสามคน อัมรานด์ทำท่าปาดคอใส่ผู้ใช้วิชาตุ๊กตา ผู้ใช้วิชาตุ๊กตาพยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้ แล้วเดินตามกลุ่มนั้นออกไป

สักพัก ห้องเรียนหมายเลขเก้าก็กลับมาเนืองแน่นไปด้วยผู้คนอีกครั้ง ราวกับว่าการทะเลาะวิวาทเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา

ตึก ตึก ตึก...

เสียงรองเท้าส้นสูงดังก้องมาจากทางเดิน พร้อมกับเสียงนาฬิกาเวทมนตร์บอกเวลา ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน พ่อมดหญิงสาวสวยคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง

(Salty : คำว่า 'พ่อมด' ในที่นี้ไม่ได้เป็นคำระบุเพศนะครับ แต่เป็นชื่อเรียกตำแหน่งหรือสถานะของบุคคล :D)

ผมสั้นสีน้ำตาลเข้มดูทะมัดทะแมง ผิวพรรณเนียนละเอียด ดวงตาสีอำพัน และรูปร่างเย้ายวนภายใต้เสื้อคลุมรัดรูป ทั้งหมดนี้บ่งบอกว่านี่คือพ่อมดหญิงที่มีเสน่ห์และเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว

และนี่เป็นครั้งแรกที่กริมม์ได้เห็นพ่อมดในรูปลักษณ์มนุษย์ปกติ

“เอาล่ะ ต่อไปนี้ฉันจะเป็นอาจารย์สอนวิชาพื้นฐานทั้งเจ็ดคาบของพวกเธอ เรียกฉันว่าอาจารย์เลียนอี”

เสียงของพ่อมดหญิงที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจดังขึ้น

พอเห็นทุกคนมองรูปร่างหน้าตาของเธอด้วยความประหลาดใจ เธอก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงยิ้มออกมา

“แปลกใจกับรูปร่างหน้าตาของฉันเหรอ? หึๆ ไม่ใช่พ่อมดทุกคนจะหมกมุ่นอยู่กับการวิจัยสายเลือดหรอกนะ แม้ว่าเวทมนตร์สายเลือดจะทำให้พ่อมดแข็งแกร่งขึ้นได้รวดเร็วที่สุด แต่มันก็จะเปลี่ยนรูปลักษณ์ของพ่อมดและมีการกัดกร่อนทางจิตใจที่แก้ไขไม่ได้ ดังนั้นเวทมนตร์สายเลือดจึงไม่ได้เหมาะกับพ่อมดทุกคน”

ว้าว...

โลกพ่อมดก็ยังมีด้านที่สวยงามอยู่สินะ ทุกคนมองดูอาจารย์เลียนอีแล้วอดคิดแบบนั้นไม่ได้

กร้วม!

ทันใดนั้น พร้อมกับเสียงเคี้ยว ทุกคนที่มีสีหน้าเคลิบเคลิ้มต่างพากันหน้าแข็งค้าง แม้แต่กริมม์ยังอดกระตุกที่หางตาไม่ได้

พ่อมดหญิงแสนสวยคนนี้ จู่ๆ ก็หยิบตะขาบสีดำตัวยาวเท่าฝ่ามือออกมา ยัดเข้าปากแล้วเคี้ยว “กร้วมๆ” อย่างหน้าตาเฉย ทุกคนถึงกับจินตนาการภาพตะขาบตัวนั้นกลายเป็นน้ำเหลวๆ ในปากของเธอได้เลย

พ่อมดที่สวยขนาดนี้ แท้จริงแล้ว...!

เฮ้อ...

เสียงถอนหายใจดังขึ้นอย่างไร้เสียง

“ตกใจที่ฉันกินไอ้นี่เหรอ?”

เลียนอีมองสีหน้าของทุกคนแล้วถาม ก่อนจะส่ายหน้าอย่างไม่ใส่ใจ “สิ่งที่มีร่วมกันสามอย่างของพ่อมดธาตุทุกคน คือลูกแก้วพยากรณ์ แมลงปรสิต และทาสวิญญาณ ต่อไปถ้าพวกเธอไม่อยากตายเพราะคำสาปหรือภาพลวงตาโดยไม่รู้ตัว ก็รีบเพาะเลี้ยงแมลงปรสิตของตัวเองซะ”

พ่อมดสาวยิ้ม “และเมื่อถึงตอนนั้น พวกเธอก็จะรู้ว่าแมลงพวกนี้ไม่ได้สกปรกเหมือนที่พวกเธอเข้าใจอย่างตื้นเขินหรอก พวกมันเป็นเพียงสัญลักษณ์หนึ่งของจักรวาลอันไร้ที่สิ้นสุด เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ”

กริมม์กลั้นความรู้สึกอยากจะอาเจียน แล้วคิดในใจเงียบๆ “แต่มันก็ไม่ใช่ของที่จะเอามากินเล่นแบบนั้นแน่นอน!”

เลียนอีไม่ได้สนใจสายตาของคนอื่น เธอยังคงเคี้ยวตะขาบในปากอย่างหน้าตาเฉย หลังจากกลืนลงคอไปแล้ว เธอก็พูดเรียบๆ ว่า “ในเมื่อเป็นคาบแรก ไหนลองบอกนิยามของพ่อมดในใจพวกเธอมาซิ”

ทุกคนมองหน้ากันไปมา

บินแฮนสันกลับเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า “พ่อมดผู้ยิ่งใหญ่คือผู้กุมกฎเกณฑ์ของโลก พวกเขายืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกใบนี้ ควบคุมสมดุลและความเป็นความตายของสรรพชีวิต”

“พ่อมดคือสถานะที่หลุดพ้นจากปุถุชน คือการยกระดับและวิวัฒนาการของชีวิต...”

มีคนลุกขึ้นตอบประปรายสิบกว่าคน เกือบทุกคนต่างสรรเสริญความยิ่งใหญ่ ลึกลับ และไม่อาจต้านทานได้ของพ่อมด

กริมม์ก็ลองอธิบายพ่อมดในมุมมองของตัวเองดูบ้าง “พ่อมดผู้ยิ่งใหญ่ น่าจะเป็นผู้ที่ใช้ความรู้ที่ตนเองครอบครอง เพื่อบรรลุเป้าหมายตามอุดมการณ์ของตนเอง?”

ตอนที่พูดประโยคนี้ ในหัวของกริมม์ก็นึกถึงประโยคบนหินยักษ์ที่ปากอุโมงค์สถาบันขึ้นมาโดยอัตโนมัติ “ขอความรู้ที่ไร้สิ้นสุดแก่ข้า ข้าจะใช้ตัวเองเป็นจุดหมุน พลิกโลกทั้งใบให้ประจักษ์”

หลังจากที่เหล่าเด็กใหม่ได้อธิบายความเข้าใจเกี่ยวกับพ่อมดจนครบแล้ว เลียนอีก็ยังคงเงียบ แสดงว่าเธอยังไม่พอใจ

แต่ก็ไม่มีใครลุกขึ้นยืนอีกแล้ว

เลียนอีพูดอย่างราบเรียบ “สิ่งที่เรียกว่าพ่อมด คือผู้ที่ใช้คานงัดแห่งความรู้อันประณีตของตน งัดกฎเกณฑ์ของโลก จงจำไว้ คนที่พูดประโยคนี้คือพ่อมดวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ผู้ยิ่งใหญ่ในยุคโบราณ ท่านอันโตนิโอ”

จากนั้น พ่อมดสาวก็จัดระเบียบโต๊ะบรรยายแล้วพูดว่า “เอาล่ะ ต่อไปฉันจะสาธิตสิ่งที่เรียกว่าการงัดกฎเกณฑ์ให้ดู”

เลียนอีหยิบหินเวทมนตร์ขนาดเท่ากันออกมาสามก้อน แล้วนำไปวนที่หน้าลูกแก้วพยากรณ์ทีละก้อน

“ดูสิ หินเวทมนตร์สามก้อนนี้ ภายในมีพลังงานบรรจุอยู่เจ็ดหน่วยพลังงานเท่ากัน”

พูดจบ เลียนอีก็ร่ายคาถา ทันใดนั้นก็มีม่านพลังใสๆ ล้อมรอบแท่นบรรยาย และลูกแก้วพยากรณ์ตรงหน้าก็ลอยขึ้นกลางอากาศด้วยผลของคาถา

เลียนอีกล่าว “ต่อไป ลูกแก้วนี้จะบันทึกข้อมูลหน่วยพลังงานที่ระเบิดออกมาจากหินเวทมนตร์ทั้งสามก้อน”

หินเวทมนตร์ก้อนแรกถูกเลียนอีห่อหุ้มด้วยพลังเวทอย่างง่ายๆ แล้วโยนใส่ลูกแก้วที่ลอยอยู่กลางอากาศ จากนั้นหินเวทมนตร์ก็ระเบิด “ปุ” กลางอากาศ

“อืม มาดูผลลัพธ์กัน การใช้วิธีดิบเถื่อนที่สุดในการกระตุ้นให้หินเวทมนตร์ระเบิด ลูกแก้วบันทึกว่าได้รับแรงกระแทกความรุนแรงสามหน่วย ทั้งที่เดิมทีหินก้อนนี้มีพลังงานถึงเจ็ดหน่วย”

เลียนอีส่ายหน้า

“นั่นหมายความว่า หินเวทมนตร์ก้อนนี้ภายใต้การควบคุมที่หยาบช้าของพ่อมด ยังไม่ทันได้แสดงคุณสมบัติที่แท้จริงของมันออกมาด้วยซ้ำ”

ต่อมา เลียนอีหยิบหินเวทมนตร์ก้อนที่สองขึ้นมา

คราวนี้หลังจากห่อหุ้มด้วยพลังเวท พลังงานภายในหินกลับค่อยๆ ไหลเข้าสู่ร่างกายของเลียนอี จากนั้นเธอก็ร่ายคาถา ลูกไฟขนาดเท่ากำปั้นก็ลุกโชนขึ้นที่ปลายนิ้ว

เลียนอีโยนลูกไฟที่ปลายนิ้วขึ้นไปใส่ลูกแก้วกลางอากาศอย่างสบายๆ หลังม่านพลังสว่างวาบ เสียงระเบิดตูมก็ตามมา เปลวเพลิงถูกกักกันไว้อย่างสมบูรณ์ภายในพื้นที่เล็กๆ ของแท่นบรรยาย

“ดูผลลัพธ์สิ ครั้งนี้ฉันใช้วงเวทลูกไฟพื้นฐานที่สุดของพ่อมด เปลี่ยนพลังเวทในหินเวทมนตร์ให้เป็นพลังแห่งเปลวเพลิง ลูกแก้วแสดงว่าเมื่อกี้ได้รับแรงกระแทกถึงสี่สิบหน่วยพลังงาน ซึ่งมากกว่าสามหน่วยเมื่อกี้ถึงสิบสามเท่า และมากกว่าพลังงานดั้งเดิมของหินเวทมนตร์ถึงห้าเท่า”

พูดจบ เลียนอีก็หยิบหินเวทมนตร์ก้อนสุดท้ายขึ้นมา

หลังจากดูดซับพลังงานจนหมด ตามมาด้วยเสียงร่ายคาถาที่ซับซ้อน ปลายนิ้วของเลียนอีก็เกิดลูกไฟขนาดเท่าหัวคนลุกโชนขึ้น

แต่ที่ต่างออกไปคือ ลูกไฟลูกนี้ค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่างตามบทสวด กลายเป็นรูปนกไฟที่กำลังกางปีกบิน

“นี่คือวงเวทลูกไฟดัดแปลงที่ฉันวิจัยขึ้นสมัยยังเป็นผู้ฝึกหัดพ่อมด แค่การวิจัยคาถานี้ก็กินเวลาฉันไปถึงสามปี แต่ตอนนี้พอกลับมาคิดดู มันก็คุ้มค่า”

จากนั้น นกไฟก็พุ่ง “ฟิ้ว” เข้าใส่ลูกแก้วกลางอากาศ เกิดเสียงระเบิดรุนแรง เปลวเพลิงม้วนตัวเผาผลาญรอบลูกแก้วอย่างบ้าคลั่ง พลังงานดูเข้มข้นมาก

มาเร็ว ไปเร็ว

การระเบิดเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา ไม่เหมือนเปลวไฟก่อนหน้าที่ลุกไหม้อยู่นาน

เธอกวักมือเรียก ลูกแก้วก็ตกลงในมือ เลียนอีดูข้อมูลในลูกแก้วแล้วยิ้ม “ลูกแก้วแสดงว่า เมื่อกี้มันรับแรงกระแทกถึงหกสิบหกหน่วยพลังงาน นั่นหมายความว่า หินเวทมนตร์ที่มีพลังงานแค่เจ็ดหน่วย หลังจากผ่านการงัดกฎเกณฑ์ด้วยคานงัดแห่งความรู้ของฉันที่เป็นพ่อมด มันระเบิดพลังออกมามากกว่าตัวมันเองถึงเก้าเท่ากว่าๆ”

เลียนอีหยุดนิดหนึ่งแล้วยิ้ม “นี่แหละ คือพลังที่พ่อมดครอบครอง”

เหล่าเด็กใหม่เต็มห้องเพิ่งจะเข้าใจที่มาและปรัชญาแห่งพลังของพ่อมดเป็นครั้งแรก ต่างพากันทำหน้าตื่นเต้น รู้สึกว่ามันมหัศจรรย์ เหลือเชื่อ และน่าสนุก

แต่คนเหล่านี้มองว่าการทดลองของเลียนอีเป็นเพียงเกมสนุกๆ เกมหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้คิดอะไรมาก

เพราะสิ่งที่พวกเขาสนใจ มีเพียงพลังที่เวทมนตร์มอบให้ และเมื่อไหร่พวกเขาถึงจะครอบครองพลังแบบนั้นได้

มีเพียงกริมม์เท่านั้นที่กำลังครุ่นคิด

ใช้ความรู้เป็นคานงัด ใช้ตนเองเป็นจุดหมุน อาศัยความแตกต่างและความขัดแย้งระหว่างกฎเกณฑ์ เพื่อต้านงัดกฎเกณฑ์ของโลก!

นี่หรือคือพ่อมด?

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 21 - คานงัด

คัดลอกลิงก์แล้ว