เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 - ความวิปริต

บทที่ 3 - ความวิปริต

บทที่ 3 - ความวิปริต


หลังจากที่เข้ามาก็ทำให้กริมม์ได้รับรู้ว่าคฤหาสน์เจ้าเมืองหรูหรากว่าคฤหาสน์ไวเคานต์มาก

ผู้คนเบียดเสียดกันอยู่ภายในห้องโถงใหญ่ กริมม์รีบชะเง้อมองเข้าไปข้างใน เห็นพ่อมดสวมชุดคลุมตัวใหญ่สีเทานั่งอยู่ที่ตำแหน่งสูงสุดของห้องโถง ใบหน้าของเขาเหมือนที่แมรี่บอกทุกประการ ราวกับถูกปกคลุมด้วยหมอกควัน มองเห็นได้ไม่ชัดเจน

บนโต๊ะตรงหน้าพ่อมดมีลูกแก้วใสวางอยู่ ลูกแก้วแผ่แสงนวลตาออกมาจางๆ บรรยากาศทั่วทั้งโถงปกคลุมไปด้วยความลึกลับ ประกอบกับกบตาแดงตัวหนึ่งที่หมอบอยู่ข้างลูกแก้ว ร้อง “อ๊บ อ๊บ” ไม่หยุดทำให้บรรยากาศดูแปลกพิลึก

นี่น่ะเหรอพ่อมด?

กริมม์รู้สึกตื่นเต้น นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นพ่อมดผู้กุมพลังเวทมนตร์ที่แสนลึกลับและทรงอานุภาพ ที่ด้านหน้าลูกแก้วของพ่อมด มีเด็กหญิงผมสีน้ำตาลรูปร่างอ้วนท้วนคนหนึ่งกำลังหลับตา สีหน้าเคร่งเครียด มือของเธอกำลังแตะอยู่ที่ลูกแก้ว

ผู้คนในโถงไม่มีใครกล้าหายใจแรง ไม่มีแม้แต่เสียงพูดคุย ผ่านไปพักใหญ่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น กริมม์จึงหันไปมองด้านหลังของพ่อมด เห็นเด็กสามคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขายืนอยู่

เป็นเธอนี่เอง?

เด็กผู้หญิงคนแรกที่กริมม์เห็น ตอนนี้กำลังทำปากยื่น หน้าตาบอกบุญไม่รับ

เด็กคนนี้คือคนที่ทิ้งหนังสือเวทมนตร์ 《ศาสตร์ดัดแปลงจมูกนักล่าและแผนผังกลิ่น》 ไว้ที่คฤหาสน์ไวเคานต์เมื่อตอนฤดูหนาว กริมม์เพิ่งมารู้ในภายหลัง ว่าเธอคือลูกสาวคนเดียวของเจ้าเมืองบิสเซล ผู้มีอำนาจล้นฟ้า

ถ้าอย่างนั้น ขุนนางลงพุงในตอนนั้น ก็คงเป็นท่านเจ้าเมืองบิสเซลผู้ยิ่งใหญ่สินะ

อีกสองคน ดูเหมือนจะเป็นพี่น้องชายหญิง หรือบางทีอาจจะเป็นพี่สาวน้องชาย กริมม์แยกไม่ออก แต่ดูจากหน้าตาที่ถอดแบบกันมาแล้ว สองคนนี้ต้องมีความเกี่ยวพันทางสายเลือดแน่นอน

เด็กผู้ชายทำหน้าหยิ่งยโส ยืนเชิดหน้าอยู่หลังพ่อมด มองดูคนที่มาทดสอบคุณสมบัติผู้ฝึกหัดพ่อมดทีละคนด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย หน้าตาเหมือนกับเจ้าคนที่เก็บเหรียญทองหน้าประตูคฤหาสน์ไม่มีผิด

ส่วนเด็กผู้หญิงกลับดูขี้อาย คงเพราะไม่ค่อยได้ถูกคนจ้องมองพร้อมกันเยอะๆ แบบนี้

“หรือว่าพวกเขาคือคนที่ตรวจพบว่ามีคุณสมบัติผู้ฝึกหัดพ่อมด?”

กริมม์คาดเดาในใจ

ซึ่งสิ่งที่เขาคาดเดาก็ถูกต้อง สองพี่น้องคู่นี้คือเด็กที่พ่อมดตรวจพบว่ามีคุณสมบัติผู้ฝึกหัดพ่อมดจากเมืองก่อนหน้าที่จะมาถึงเมืองบิสเซล

การที่สามารถโดดเด่นออกมาจากเด็กนับร้อยนับพัน และทำให้พวกขุนนางที่ปกติทำตัวสูงส่งต้องลดตัวลงมาประจบประแจง ย่อมทำให้รู้สึกดีราวกับได้ขึ้นสวรรค์ จนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหยิ่งผยอง

เด็กชายชื่อ ยอร์คริส ส่วนเด็กหญิงชื่อ ยอร์คเลียนา พื้นเพของทั้งสองมาจากครอบครัวพรานป่าธรรมดา

เมื่อทั้งคู่ถูกตรวจพบว่ามีศักยภาพเป็นพ่อมด พวกขุนนางผู้สูงศักดิ์เหล่านั้นก็พากันมาประจบประแจงราวกับสาวเสิร์ฟในโรงเหล้า ทำให้ยอร์คริสรู้สึกว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลก เป็นลูกรักของสวรรค์ เป็นบุตรแห่งโชคชะตา

ยอร์คริสมองพวกที่แย่งกันมาทดสอบศักยภาพพ่อมดด้วยสายตาเหยียดหยาม

ถ้าคุณสมบัติผู้ฝึกหัดพ่อมดมันมีกันได้ง่ายๆ ท่านปรมาจารย์อาราวอซจะพาแค่พวกเขาสองพี่น้องกับเจ้าโง่หน้าประตูติดตามมาจากสามเมืองก่อนหน้านี้เหรอ?

เมืองนี้มีลูกสาวเจ้าเมืองคนเดียวก็ถือว่าดีถมไปแล้ว แถมยังได้รับเลือกมาเพราะติดสินบนพ่อมดอีกต่างหาก

“พลังจิต 6 ไม่ผ่าน คนต่อไป”

ทันใดนั้น พ่อมดลึกลับก็เอ่ยขึ้น

พร้อมกันนั้น เด็กหญิงร่างอ้วนท้วนที่จับลูกแก้วด้วยความตึงเครียดก็หน้าซีดเผือด ถูกคนข้างหลังเร่งให้ถอยออกมาจากลูกแก้ว

“เฮ้อ ไม่ผ่านอีกแล้ว”

“นั่นสิ ดูท่าพวกเราคงไม่มีหวังแล้วล่ะ”

ผู้คนที่กลั้นหายใจอยู่ต่างพากันถอนหายใจ หลังจากทดสอบมาทั้งวัน นอกจากลูกสาวเจ้าเมืองที่เป็นคนแรกแล้ว ยังไม่มีใครตรวจพบคุณสมบัติพ่อมดอีกเลย

ถ้าไม่ใช่เพราะจ่ายไปแล้วหนึ่งเหรียญทอง คนที่เหลือคงถอดใจกันไปนานแล้ว

“พลังจิต 5 ไม่ผ่าน คนต่อไป”

เด็กชายหน้าลูกแก้วเบ้ปากด้วยความเซ็ง เดินคอตกถอยออกไป

คนแล้วคนเล่าที่เข้ารับการทดสอบคุณสมบัติผู้ฝึกหัดพ่อมดแล้วก็ต้องเดินจากไป กริมม์ที่ขยับเข้าไปใกล้ลูกแก้วขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มรู้สึกสิ้นหวัง

ดูเหมือนการเป็นพ่อมดจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย

เด็กชายคนที่ยืนอยู่ข้างหน้า กริมม์รู้จักเขาดี เขาเป็นลูกชายเจ้าของโรงเหล้า 'มูนไลท์เบย์' มีชื่อว่า 'เวด'

โรงเหล้า 'มูนไลท์เบย์' เป็นสถานที่ที่หรูหราที่สุดภายในเมืองบิสเซล ดังนั้นเจ้าหมอนี่ต้องมีเหรียญทองเยอะจนนับไม่ถ้วนแน่

เวดยืนเคร่งเครียดอยู่หน้าลูกแก้ว ค่อยๆ เอื้อมมือไปแตะ พอเห็นลูกแก้วเริ่มเปล่งแสงนวลตา จึงหลับตาลง

“พลังจิต 9 มะ... หืม?”

กริมม์สังเกตเห็นว่า เวดแอบยัดถุงใบหนึ่งใส่มือพ่อมด ข้างในดูเหมือนจะเป็นก้อนหินแปลกๆ

หรือว่า... ติดสินบน?

“อืม เอาล่ะ ไปยืนข้างหลังฉัน”

พ่อมดเก็บถุงนั้นไป แล้วเปลี่ยนคำพูด

เวดหน้าบานด้วยความดีใจ “ขอบคุณครับท่านปรมาจารย์”

พูดจบ ก็รีบไปยืนข้างหลังพ่อมดด้วยความตื่นเต้น

กริมม์หน้าเสีย เด็กกำพร้าอย่างเขาจะมีปัญญาอะไรไปติดสินบนอีกฝ่าย พ่อมดผู้ยิ่งใหญ่มีหรือจะมาสนใจเหรียญทองเหรียญเดียวที่เหลืออยู่ของเขา

กริมม์เดินไปที่ลูกแก้วด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น ไม่รู้จะทำยังไงดี

“เอามือวางบนลูกแก้ว หลับตาลง”

สิ้นเสียงพ่อมด กริมม์ทำตามโดยสัญชาตญาณ ทันใดนั้นประสาทสัมผัสของเขาก็รู้สึกว่าห้องโถงเงียบสงัดลง ราวกับโลกทั้งใบถูกครอบด้วยฝาครอบขนาดยักษ์

“หือ? เกิดอะไรขึ้น?”

กริมม์ลืมตาขึ้น เห็นผู้คนในโถงยืนนิ่งค้างราวกับถูกหยุดเวลา ขยับเขยื้อนไม่ได้

ลูกสาวเจ้าเมืองยังคงทำปากยื่นร้องไห้ แต่น้ำตากลับลอยค้างอยู่กลางอากาศ ยอร์คริสกำลังแสยะยิ้ม เผยให้เห็นเขี้ยวแหลมสองซี่

กริมม์หันกลับไปมอง เจ้าคนที่เก็บค่าธรรมเนียมหน้าประตูที่น่ารังเกียจคนนั้นกำลังโยนเหรียญทองไปข้างหลัง แต่เหรียญทองกลับลอยค้างอยู่กลางอากาศ

ทุกคนในโถงเหมือนถูกแช่แข็ง หยุดนิ่งอยู่ในห้วงเวลาหนึ่ง?

เอ๊ะ?

ไม่ถูก!

กริมม์สังเกตเห็นโต๊ะตัวหนึ่งที่มุมห้องโถง บนนั้นมีจานวางอยู่ จานมีลวดลายวิจิตรบรรจง ชาวบ้านทั่วไปไม่มีทางใช้จานหรูหราแบบนี้ได้

บนจานมีขนมและผลไม้อย่างดีที่ท่านเจ้าเมืองเตรียมไว้ให้คนที่มาทดสอบกิน แต่ไม่มีใครกล้ากินจริงๆ มันจึงมีไว้ประดับมากกว่าไว้กิน

แต่ตอนนี้ เหนือขึ้นไปบนจานผลไม้นั่น กลับมีสิ่งมีชีวิตหนวดระยางนุ่มนิ่มสีสันสดใสสองตัวลอยอยู่ ทั่วตัวมีดวงตานับไม่ถ้วนกรอกกลิ้งไปมายุบยับ ลอยละล่องเหมือนแมงกะพรุน ส่ายไปส่ายมาอยู่ในอากาศ

นี่... นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!

นี่มันตัวอะไร?

กริมม์รู้สึกได้ว่าร่างกายตัวเองกำลังสั่นเทา เขารับรู้ได้ว่าสีหน้าของตัวเองในเวลานี้คงดูแย่มาก แม้จะเคยใฝ่ฝันถึงโลกพ่อมดอันลึกลับนับครั้งไม่ถ้วน แต่พอประตูสู่โลกพ่อมดเปิดแง้มให้เห็นเพียงเสี้ยวเดียว เขากลับรู้สึกถึงความกลัวและความไม่รู้อันไร้ที่สิ้นสุด

นี่คือโลกที่แตกต่างจากโลกแห่งความเป็นจริงที่เขารู้จัก

กริมม์ทำใจดีสู้เสือ ค่อยๆ ย่องเข้าไปหาสิ่งมีชีวิตประหลาดสองตัวนั้น แต่พอเข้าไปใกล้โต๊ะ เจ้าสองตัวนั้นดูเหมือนจะตกใจ รีบว่ายหนีไปที่ผนัง

ผนังห้องตอนนี้กลับดูเหมือนผิวน้ำ สิ่งมีชีวิตประหลาดสองตัวนั้นมุดหายเข้าไปในผนังอย่างง่ายดาย

กริมม์ยืนอึ้ง ตกตะลึงกับความจริงที่ว่าสิ่งมีชีวิตประหลาดสองตัวนั้นหายเข้าไปในกำแพง

แต่เพราะเข้ามาใกล้โต๊ะอาหาร กริมม์ถึงสังเกตเห็นว่า นอกจากเชิงเทียนปกติสี่อันบนโต๊ะแล้ว ยังมีเชิงเทียนอีกอันหนึ่งที่ดูผิดปกติอย่างมาก

เชิงเทียนนี้แม้จะมีเทียนไขจุดไฟปักอยู่ข้างบน แต่ตัวเชิงเทียนไม่ใช่เครื่องประดับโลหะวิจิตรของขุนนาง แต่มันคือ หัวหมูย่างสุกสีแดงฉาน

กริมม์รู้สึกแปลกใจ ทำไมตอนแรกเขาเห็นเชิงเทียนนี้ก็รู้สึกว่ามันปกติ แต่พอเข้ามาใกล้กลับรู้สึกว่ามันผิดธรรมชาติขึ้นมาทันที?

ความวิปริตเกิดขึ้นเมื่อดวงตาทั้งสองข้างของหัวหมูเชิงเทียนค่อยๆ ขยับ แล้วจ้องมองมาที่กริมม์ สบตาเขาเข้าอย่างจัง

บรรยากาศน่าขนลุกแผ่ซ่านไปทั่ว

“ฮ่าฮ่า! ในที่สุดฉันก็ทะลวงสู่ขั้นสูงสุดแล้ว! ท้องนภา! ผืนปฐพี! มังกรชั่วร้าย! ไม่มีอะไรขวางฉันได้อีกต่อไป!”

ทันใดนั้น เสียงหัวเราะอย่างอวดดีก็ดังขึ้นในโลกที่เงียบจนน่ากลัวนี้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสมองของกริมม์ตอบสนองช้าลงหรือเปล่า แม้จะรู้สึกแปลกใจ แต่กริมม์กลับไม่รู้สึกกลัว เขาหันไปมองทางต้นเสียง

ตรงนั้นคือนิยายชีวประวัติของกวีพเนจรที่พวกขุนนางชอบอ่านแก้เบื่อ

เนื้อเรื่องหลักๆ ก็คงประมาณว่าหนุ่มยากจนรักกับคุณหนูขุนนาง แต่ถูกกีดกันจากครอบครัวฝ่ายหญิง จากนั้นหนุ่มยากจนก็พยายามถีบตัวเองขึ้นมา พบเจอกับปาฏิหาริย์นับไม่ถ้วน สุดท้ายก็ปราบมังกรชั่วร้ายที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก พิสูจน์ตัวเอง และได้แต่งงานกับคนที่เขารัก

สรุปสั้นๆ คือเรื่องราวซ้ำซากน่าเบื่อ ในนิยายมีภาพประกอบซึ่งเป็นภาพวาดตัวเอกที่กำลังปราบศัตรูตัวฉกาจ

“ผ... ผีหลอก”

กริมม์มองหนังสือนิยายเล่มนั้น พลางพูดอย่างตะกุกตะกัก

มนุษย์กระดาษตัวเล็กๆ กำลังฉีกหน้ากระดาษออกมา แล้วค่อยๆ ยืนขึ้น มนุษย์จิ๋วมีอวัยวะครบเหมือนมนุษย์ทุกอย่าง สีหน้าสมจริง ทำท่าทางตกใจ จ้องมองไปรอบๆ

มนุษย์กระดาษตัวนี้คือภาพประกอบตัวเอกในหนังสือนิยายเล่มนั้น

เพียงแต่ตอนนี้ใบหน้าของเขากลับไม่ใช่ภาพประกอบหยาบๆ อีกต่อไป เขามีสีหน้าที่เหมือนกับมนุษย์ที่ละเอียดอ่อน แต่ร่างกายกลับยังบางเป็นกระดาษ!

เป็นแค่แผ่นกระดาษบางๆ ที่ยืนได้ และด้านหลังของเขาก็เป็นหน้าหนังสือที่มีตัวอักษรพิมพ์อยู่เต็มไปหมด

“ผีหลอก! ที่นี่ที่ไหน? ฉันควรจะได้เป็นเทพเจ้าไม่ใช่เหรอ?”

มนุษย์กระดาษตะโกนด้วยความตื่นตระหนก มองไปรอบๆ อย่างงงงวย

ทันใดนั้น มนุษย์จิ๋วเหมือนจะมองเห็นกริมม์ ใบหน้าเล็กๆ เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที ชักดาบที่ทำจากกระดาษออกมาชี้ไปที่กริมม์

“นายเป็นใคร? เทพเจ้าแห่งแดนเทพงั้นเหรอ?”

ทันใดนั้นรอยแตกบนพื้นกระเบื้องของห้องโถงใหญ่ก็ค่อยๆ เคลื่อนมารวมตัวกันเป็นรอยแยกยาวเส้นหนึ่ง รอยแยกนั้นขยับอ้าหุบราวกับปากที่พูดได้ กริมม์และพวกขุนนางที่ยืนนิ่งค้างในโถงแม้จะยืนอยู่บนรอยแยก แต่กลับไม่ได้ตกลงไป

“นายเป็นใคร เทพเจ้าแห่งแดนเทพงั้นเหรอ? นายเป็นใคร? เทพเจ้าแห่งแดนเทพงั้นเหรอ? นายเป็นใคร? ...”

ราวกับรอยแยกรูปปากนี้เป็นเพียงภาพหลอน แต่มันกลับพูดเลียนแบบคำพูดของมนุษย์กระดาษซ้ำไปซ้ำมาราวกับนกแก้ว

ลิ้นสีแดงฉานโผล่พรวดออกมาจากรอยแยกที่มืดมิด ลิ้นนั้นโผล่ออกมาจากใต้เท้าของกริมม์ กริมม์เห็นชัดเจนเลยว่าลิ้นนั้นประกอบขึ้นมาจากงูตัวเล็กๆ นับไม่ถ้วนที่เลื้อยพันกัน มันตวัดม้วนเอามนุษย์จิ๋วที่ยืนตะลึงอยู่บนหนังสือไป

เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่ว มนุษย์จิ๋วถูกลิ้นที่ว่าลากหายวับลงไปในรอยแยกของพื้น

“นี่ไม่ใช่เรื่องจริง...”

กริมม์ยืนตะลึง ตัวสั่นเทาอยู่กับที่

ทันใดนั้น ลูกแก้วบนโต๊ะก็เปล่งแสงจ้าออกมา พร้อมกันนั้นกริมม์รู้สึกราวกับเขาจะหมดสติจากอาการหน้ามืด ร่างกายของเขาถูกดึงกลับมาที่ข้างลูกแก้ว ทันทีที่มือแตะโดนลูกแก้ว โลกใบนี้ก็ไม่ได้หยุดนิ่งอีกต่อไป เสียงพูดคุยอื้ออึงของผู้คนทะลุเข้าสู่โสตประสาทของกริมม์

“พลังจิต 12 ไม่เลว ไปยืนข้างหลังฉัน”

กริมม์เงยหน้าขึ้นด้วยใบหน้าซีดเผือด ลุกขึ้นยืนอย่างมึนงง แล้วเดินไปยืนข้างหลังพ่อมด

เขาเงยหน้ามองรอบๆ ความวิปริตทั้งหมดที่เห้นก่อนหน้านี้หายไปแล้ว แม้แต่ขุนนางที่อ่านนิยายอยู่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ บนโต๊ะไม่มีเชิงเทียนหัวหมู พื้นห้องก็ปกติดี ดูเหมือนทุกอย่างเมื่อครู่เป็นแค่ภาพหลอน หรือความฝัน

“บ้าจริง! เจ้านั่นไปกินดีหมีหัวใจเสือที่ไหนมา ถึงมีคุณสมบัติพ่อมดได้?”

“ซวยแล้วๆ ลูกฉันเคยแกล้งมันด้วย วันหลังมันจะกลับมาแก้แค้นไหมเนี่ย!”

ห้องโถงฮือฮากันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เงียบลงเมื่อพ่อมดส่งเสียงฮึดฮัดเย็นชา ส่วนลูกสาวเจ้าเมืองกับเวดที่อยู่ข้างกริมม์ ก็หันมามองกริมม์ด้วยความแปลกใจ

แต่พอเห็นกริมม์แต่งตัวเหมือนคนรับใช้ ก็เบ้ปากด้วยความดูถูก อารมณ์ที่อยากจะคุยด้วยหดหายไปทันที

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 3 - ความวิปริต

คัดลอกลิงก์แล้ว