- หน้าแรก
- บันทึกเส้นทางจอมเวท
- บทที่ 3 - ความวิปริต
บทที่ 3 - ความวิปริต
บทที่ 3 - ความวิปริต
หลังจากที่เข้ามาก็ทำให้กริมม์ได้รับรู้ว่าคฤหาสน์เจ้าเมืองหรูหรากว่าคฤหาสน์ไวเคานต์มาก
ผู้คนเบียดเสียดกันอยู่ภายในห้องโถงใหญ่ กริมม์รีบชะเง้อมองเข้าไปข้างใน เห็นพ่อมดสวมชุดคลุมตัวใหญ่สีเทานั่งอยู่ที่ตำแหน่งสูงสุดของห้องโถง ใบหน้าของเขาเหมือนที่แมรี่บอกทุกประการ ราวกับถูกปกคลุมด้วยหมอกควัน มองเห็นได้ไม่ชัดเจน
บนโต๊ะตรงหน้าพ่อมดมีลูกแก้วใสวางอยู่ ลูกแก้วแผ่แสงนวลตาออกมาจางๆ บรรยากาศทั่วทั้งโถงปกคลุมไปด้วยความลึกลับ ประกอบกับกบตาแดงตัวหนึ่งที่หมอบอยู่ข้างลูกแก้ว ร้อง “อ๊บ อ๊บ” ไม่หยุดทำให้บรรยากาศดูแปลกพิลึก
นี่น่ะเหรอพ่อมด?
กริมม์รู้สึกตื่นเต้น นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นพ่อมดผู้กุมพลังเวทมนตร์ที่แสนลึกลับและทรงอานุภาพ ที่ด้านหน้าลูกแก้วของพ่อมด มีเด็กหญิงผมสีน้ำตาลรูปร่างอ้วนท้วนคนหนึ่งกำลังหลับตา สีหน้าเคร่งเครียด มือของเธอกำลังแตะอยู่ที่ลูกแก้ว
ผู้คนในโถงไม่มีใครกล้าหายใจแรง ไม่มีแม้แต่เสียงพูดคุย ผ่านไปพักใหญ่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น กริมม์จึงหันไปมองด้านหลังของพ่อมด เห็นเด็กสามคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขายืนอยู่
เป็นเธอนี่เอง?
เด็กผู้หญิงคนแรกที่กริมม์เห็น ตอนนี้กำลังทำปากยื่น หน้าตาบอกบุญไม่รับ
เด็กคนนี้คือคนที่ทิ้งหนังสือเวทมนตร์ 《ศาสตร์ดัดแปลงจมูกนักล่าและแผนผังกลิ่น》 ไว้ที่คฤหาสน์ไวเคานต์เมื่อตอนฤดูหนาว กริมม์เพิ่งมารู้ในภายหลัง ว่าเธอคือลูกสาวคนเดียวของเจ้าเมืองบิสเซล ผู้มีอำนาจล้นฟ้า
ถ้าอย่างนั้น ขุนนางลงพุงในตอนนั้น ก็คงเป็นท่านเจ้าเมืองบิสเซลผู้ยิ่งใหญ่สินะ
อีกสองคน ดูเหมือนจะเป็นพี่น้องชายหญิง หรือบางทีอาจจะเป็นพี่สาวน้องชาย กริมม์แยกไม่ออก แต่ดูจากหน้าตาที่ถอดแบบกันมาแล้ว สองคนนี้ต้องมีความเกี่ยวพันทางสายเลือดแน่นอน
เด็กผู้ชายทำหน้าหยิ่งยโส ยืนเชิดหน้าอยู่หลังพ่อมด มองดูคนที่มาทดสอบคุณสมบัติผู้ฝึกหัดพ่อมดทีละคนด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย หน้าตาเหมือนกับเจ้าคนที่เก็บเหรียญทองหน้าประตูคฤหาสน์ไม่มีผิด
ส่วนเด็กผู้หญิงกลับดูขี้อาย คงเพราะไม่ค่อยได้ถูกคนจ้องมองพร้อมกันเยอะๆ แบบนี้
“หรือว่าพวกเขาคือคนที่ตรวจพบว่ามีคุณสมบัติผู้ฝึกหัดพ่อมด?”
กริมม์คาดเดาในใจ
ซึ่งสิ่งที่เขาคาดเดาก็ถูกต้อง สองพี่น้องคู่นี้คือเด็กที่พ่อมดตรวจพบว่ามีคุณสมบัติผู้ฝึกหัดพ่อมดจากเมืองก่อนหน้าที่จะมาถึงเมืองบิสเซล
การที่สามารถโดดเด่นออกมาจากเด็กนับร้อยนับพัน และทำให้พวกขุนนางที่ปกติทำตัวสูงส่งต้องลดตัวลงมาประจบประแจง ย่อมทำให้รู้สึกดีราวกับได้ขึ้นสวรรค์ จนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหยิ่งผยอง
เด็กชายชื่อ ยอร์คริส ส่วนเด็กหญิงชื่อ ยอร์คเลียนา พื้นเพของทั้งสองมาจากครอบครัวพรานป่าธรรมดา
เมื่อทั้งคู่ถูกตรวจพบว่ามีศักยภาพเป็นพ่อมด พวกขุนนางผู้สูงศักดิ์เหล่านั้นก็พากันมาประจบประแจงราวกับสาวเสิร์ฟในโรงเหล้า ทำให้ยอร์คริสรู้สึกว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลก เป็นลูกรักของสวรรค์ เป็นบุตรแห่งโชคชะตา
ยอร์คริสมองพวกที่แย่งกันมาทดสอบศักยภาพพ่อมดด้วยสายตาเหยียดหยาม
ถ้าคุณสมบัติผู้ฝึกหัดพ่อมดมันมีกันได้ง่ายๆ ท่านปรมาจารย์อาราวอซจะพาแค่พวกเขาสองพี่น้องกับเจ้าโง่หน้าประตูติดตามมาจากสามเมืองก่อนหน้านี้เหรอ?
เมืองนี้มีลูกสาวเจ้าเมืองคนเดียวก็ถือว่าดีถมไปแล้ว แถมยังได้รับเลือกมาเพราะติดสินบนพ่อมดอีกต่างหาก
“พลังจิต 6 ไม่ผ่าน คนต่อไป”
ทันใดนั้น พ่อมดลึกลับก็เอ่ยขึ้น
พร้อมกันนั้น เด็กหญิงร่างอ้วนท้วนที่จับลูกแก้วด้วยความตึงเครียดก็หน้าซีดเผือด ถูกคนข้างหลังเร่งให้ถอยออกมาจากลูกแก้ว
“เฮ้อ ไม่ผ่านอีกแล้ว”
“นั่นสิ ดูท่าพวกเราคงไม่มีหวังแล้วล่ะ”
ผู้คนที่กลั้นหายใจอยู่ต่างพากันถอนหายใจ หลังจากทดสอบมาทั้งวัน นอกจากลูกสาวเจ้าเมืองที่เป็นคนแรกแล้ว ยังไม่มีใครตรวจพบคุณสมบัติพ่อมดอีกเลย
ถ้าไม่ใช่เพราะจ่ายไปแล้วหนึ่งเหรียญทอง คนที่เหลือคงถอดใจกันไปนานแล้ว
“พลังจิต 5 ไม่ผ่าน คนต่อไป”
เด็กชายหน้าลูกแก้วเบ้ปากด้วยความเซ็ง เดินคอตกถอยออกไป
คนแล้วคนเล่าที่เข้ารับการทดสอบคุณสมบัติผู้ฝึกหัดพ่อมดแล้วก็ต้องเดินจากไป กริมม์ที่ขยับเข้าไปใกล้ลูกแก้วขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มรู้สึกสิ้นหวัง
ดูเหมือนการเป็นพ่อมดจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย
เด็กชายคนที่ยืนอยู่ข้างหน้า กริมม์รู้จักเขาดี เขาเป็นลูกชายเจ้าของโรงเหล้า 'มูนไลท์เบย์' มีชื่อว่า 'เวด'
โรงเหล้า 'มูนไลท์เบย์' เป็นสถานที่ที่หรูหราที่สุดภายในเมืองบิสเซล ดังนั้นเจ้าหมอนี่ต้องมีเหรียญทองเยอะจนนับไม่ถ้วนแน่
เวดยืนเคร่งเครียดอยู่หน้าลูกแก้ว ค่อยๆ เอื้อมมือไปแตะ พอเห็นลูกแก้วเริ่มเปล่งแสงนวลตา จึงหลับตาลง
“พลังจิต 9 มะ... หืม?”
กริมม์สังเกตเห็นว่า เวดแอบยัดถุงใบหนึ่งใส่มือพ่อมด ข้างในดูเหมือนจะเป็นก้อนหินแปลกๆ
หรือว่า... ติดสินบน?
“อืม เอาล่ะ ไปยืนข้างหลังฉัน”
พ่อมดเก็บถุงนั้นไป แล้วเปลี่ยนคำพูด
เวดหน้าบานด้วยความดีใจ “ขอบคุณครับท่านปรมาจารย์”
พูดจบ ก็รีบไปยืนข้างหลังพ่อมดด้วยความตื่นเต้น
กริมม์หน้าเสีย เด็กกำพร้าอย่างเขาจะมีปัญญาอะไรไปติดสินบนอีกฝ่าย พ่อมดผู้ยิ่งใหญ่มีหรือจะมาสนใจเหรียญทองเหรียญเดียวที่เหลืออยู่ของเขา
กริมม์เดินไปที่ลูกแก้วด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น ไม่รู้จะทำยังไงดี
“เอามือวางบนลูกแก้ว หลับตาลง”
สิ้นเสียงพ่อมด กริมม์ทำตามโดยสัญชาตญาณ ทันใดนั้นประสาทสัมผัสของเขาก็รู้สึกว่าห้องโถงเงียบสงัดลง ราวกับโลกทั้งใบถูกครอบด้วยฝาครอบขนาดยักษ์
“หือ? เกิดอะไรขึ้น?”
กริมม์ลืมตาขึ้น เห็นผู้คนในโถงยืนนิ่งค้างราวกับถูกหยุดเวลา ขยับเขยื้อนไม่ได้
ลูกสาวเจ้าเมืองยังคงทำปากยื่นร้องไห้ แต่น้ำตากลับลอยค้างอยู่กลางอากาศ ยอร์คริสกำลังแสยะยิ้ม เผยให้เห็นเขี้ยวแหลมสองซี่
กริมม์หันกลับไปมอง เจ้าคนที่เก็บค่าธรรมเนียมหน้าประตูที่น่ารังเกียจคนนั้นกำลังโยนเหรียญทองไปข้างหลัง แต่เหรียญทองกลับลอยค้างอยู่กลางอากาศ
ทุกคนในโถงเหมือนถูกแช่แข็ง หยุดนิ่งอยู่ในห้วงเวลาหนึ่ง?
เอ๊ะ?
ไม่ถูก!
กริมม์สังเกตเห็นโต๊ะตัวหนึ่งที่มุมห้องโถง บนนั้นมีจานวางอยู่ จานมีลวดลายวิจิตรบรรจง ชาวบ้านทั่วไปไม่มีทางใช้จานหรูหราแบบนี้ได้
บนจานมีขนมและผลไม้อย่างดีที่ท่านเจ้าเมืองเตรียมไว้ให้คนที่มาทดสอบกิน แต่ไม่มีใครกล้ากินจริงๆ มันจึงมีไว้ประดับมากกว่าไว้กิน
แต่ตอนนี้ เหนือขึ้นไปบนจานผลไม้นั่น กลับมีสิ่งมีชีวิตหนวดระยางนุ่มนิ่มสีสันสดใสสองตัวลอยอยู่ ทั่วตัวมีดวงตานับไม่ถ้วนกรอกกลิ้งไปมายุบยับ ลอยละล่องเหมือนแมงกะพรุน ส่ายไปส่ายมาอยู่ในอากาศ
นี่... นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
นี่มันตัวอะไร?
กริมม์รู้สึกได้ว่าร่างกายตัวเองกำลังสั่นเทา เขารับรู้ได้ว่าสีหน้าของตัวเองในเวลานี้คงดูแย่มาก แม้จะเคยใฝ่ฝันถึงโลกพ่อมดอันลึกลับนับครั้งไม่ถ้วน แต่พอประตูสู่โลกพ่อมดเปิดแง้มให้เห็นเพียงเสี้ยวเดียว เขากลับรู้สึกถึงความกลัวและความไม่รู้อันไร้ที่สิ้นสุด
นี่คือโลกที่แตกต่างจากโลกแห่งความเป็นจริงที่เขารู้จัก
กริมม์ทำใจดีสู้เสือ ค่อยๆ ย่องเข้าไปหาสิ่งมีชีวิตประหลาดสองตัวนั้น แต่พอเข้าไปใกล้โต๊ะ เจ้าสองตัวนั้นดูเหมือนจะตกใจ รีบว่ายหนีไปที่ผนัง
ผนังห้องตอนนี้กลับดูเหมือนผิวน้ำ สิ่งมีชีวิตประหลาดสองตัวนั้นมุดหายเข้าไปในผนังอย่างง่ายดาย
กริมม์ยืนอึ้ง ตกตะลึงกับความจริงที่ว่าสิ่งมีชีวิตประหลาดสองตัวนั้นหายเข้าไปในกำแพง
แต่เพราะเข้ามาใกล้โต๊ะอาหาร กริมม์ถึงสังเกตเห็นว่า นอกจากเชิงเทียนปกติสี่อันบนโต๊ะแล้ว ยังมีเชิงเทียนอีกอันหนึ่งที่ดูผิดปกติอย่างมาก
เชิงเทียนนี้แม้จะมีเทียนไขจุดไฟปักอยู่ข้างบน แต่ตัวเชิงเทียนไม่ใช่เครื่องประดับโลหะวิจิตรของขุนนาง แต่มันคือ หัวหมูย่างสุกสีแดงฉาน
กริมม์รู้สึกแปลกใจ ทำไมตอนแรกเขาเห็นเชิงเทียนนี้ก็รู้สึกว่ามันปกติ แต่พอเข้ามาใกล้กลับรู้สึกว่ามันผิดธรรมชาติขึ้นมาทันที?
ความวิปริตเกิดขึ้นเมื่อดวงตาทั้งสองข้างของหัวหมูเชิงเทียนค่อยๆ ขยับ แล้วจ้องมองมาที่กริมม์ สบตาเขาเข้าอย่างจัง
บรรยากาศน่าขนลุกแผ่ซ่านไปทั่ว
“ฮ่าฮ่า! ในที่สุดฉันก็ทะลวงสู่ขั้นสูงสุดแล้ว! ท้องนภา! ผืนปฐพี! มังกรชั่วร้าย! ไม่มีอะไรขวางฉันได้อีกต่อไป!”
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะอย่างอวดดีก็ดังขึ้นในโลกที่เงียบจนน่ากลัวนี้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสมองของกริมม์ตอบสนองช้าลงหรือเปล่า แม้จะรู้สึกแปลกใจ แต่กริมม์กลับไม่รู้สึกกลัว เขาหันไปมองทางต้นเสียง
ตรงนั้นคือนิยายชีวประวัติของกวีพเนจรที่พวกขุนนางชอบอ่านแก้เบื่อ
เนื้อเรื่องหลักๆ ก็คงประมาณว่าหนุ่มยากจนรักกับคุณหนูขุนนาง แต่ถูกกีดกันจากครอบครัวฝ่ายหญิง จากนั้นหนุ่มยากจนก็พยายามถีบตัวเองขึ้นมา พบเจอกับปาฏิหาริย์นับไม่ถ้วน สุดท้ายก็ปราบมังกรชั่วร้ายที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก พิสูจน์ตัวเอง และได้แต่งงานกับคนที่เขารัก
สรุปสั้นๆ คือเรื่องราวซ้ำซากน่าเบื่อ ในนิยายมีภาพประกอบซึ่งเป็นภาพวาดตัวเอกที่กำลังปราบศัตรูตัวฉกาจ
“ผ... ผีหลอก”
กริมม์มองหนังสือนิยายเล่มนั้น พลางพูดอย่างตะกุกตะกัก
มนุษย์กระดาษตัวเล็กๆ กำลังฉีกหน้ากระดาษออกมา แล้วค่อยๆ ยืนขึ้น มนุษย์จิ๋วมีอวัยวะครบเหมือนมนุษย์ทุกอย่าง สีหน้าสมจริง ทำท่าทางตกใจ จ้องมองไปรอบๆ
มนุษย์กระดาษตัวนี้คือภาพประกอบตัวเอกในหนังสือนิยายเล่มนั้น
เพียงแต่ตอนนี้ใบหน้าของเขากลับไม่ใช่ภาพประกอบหยาบๆ อีกต่อไป เขามีสีหน้าที่เหมือนกับมนุษย์ที่ละเอียดอ่อน แต่ร่างกายกลับยังบางเป็นกระดาษ!
เป็นแค่แผ่นกระดาษบางๆ ที่ยืนได้ และด้านหลังของเขาก็เป็นหน้าหนังสือที่มีตัวอักษรพิมพ์อยู่เต็มไปหมด
“ผีหลอก! ที่นี่ที่ไหน? ฉันควรจะได้เป็นเทพเจ้าไม่ใช่เหรอ?”
มนุษย์กระดาษตะโกนด้วยความตื่นตระหนก มองไปรอบๆ อย่างงงงวย
ทันใดนั้น มนุษย์จิ๋วเหมือนจะมองเห็นกริมม์ ใบหน้าเล็กๆ เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที ชักดาบที่ทำจากกระดาษออกมาชี้ไปที่กริมม์
“นายเป็นใคร? เทพเจ้าแห่งแดนเทพงั้นเหรอ?”
ทันใดนั้นรอยแตกบนพื้นกระเบื้องของห้องโถงใหญ่ก็ค่อยๆ เคลื่อนมารวมตัวกันเป็นรอยแยกยาวเส้นหนึ่ง รอยแยกนั้นขยับอ้าหุบราวกับปากที่พูดได้ กริมม์และพวกขุนนางที่ยืนนิ่งค้างในโถงแม้จะยืนอยู่บนรอยแยก แต่กลับไม่ได้ตกลงไป
“นายเป็นใคร เทพเจ้าแห่งแดนเทพงั้นเหรอ? นายเป็นใคร? เทพเจ้าแห่งแดนเทพงั้นเหรอ? นายเป็นใคร? ...”
ราวกับรอยแยกรูปปากนี้เป็นเพียงภาพหลอน แต่มันกลับพูดเลียนแบบคำพูดของมนุษย์กระดาษซ้ำไปซ้ำมาราวกับนกแก้ว
ลิ้นสีแดงฉานโผล่พรวดออกมาจากรอยแยกที่มืดมิด ลิ้นนั้นโผล่ออกมาจากใต้เท้าของกริมม์ กริมม์เห็นชัดเจนเลยว่าลิ้นนั้นประกอบขึ้นมาจากงูตัวเล็กๆ นับไม่ถ้วนที่เลื้อยพันกัน มันตวัดม้วนเอามนุษย์จิ๋วที่ยืนตะลึงอยู่บนหนังสือไป
เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่ว มนุษย์จิ๋วถูกลิ้นที่ว่าลากหายวับลงไปในรอยแยกของพื้น
“นี่ไม่ใช่เรื่องจริง...”
กริมม์ยืนตะลึง ตัวสั่นเทาอยู่กับที่
ทันใดนั้น ลูกแก้วบนโต๊ะก็เปล่งแสงจ้าออกมา พร้อมกันนั้นกริมม์รู้สึกราวกับเขาจะหมดสติจากอาการหน้ามืด ร่างกายของเขาถูกดึงกลับมาที่ข้างลูกแก้ว ทันทีที่มือแตะโดนลูกแก้ว โลกใบนี้ก็ไม่ได้หยุดนิ่งอีกต่อไป เสียงพูดคุยอื้ออึงของผู้คนทะลุเข้าสู่โสตประสาทของกริมม์
“พลังจิต 12 ไม่เลว ไปยืนข้างหลังฉัน”
กริมม์เงยหน้าขึ้นด้วยใบหน้าซีดเผือด ลุกขึ้นยืนอย่างมึนงง แล้วเดินไปยืนข้างหลังพ่อมด
เขาเงยหน้ามองรอบๆ ความวิปริตทั้งหมดที่เห้นก่อนหน้านี้หายไปแล้ว แม้แต่ขุนนางที่อ่านนิยายอยู่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ บนโต๊ะไม่มีเชิงเทียนหัวหมู พื้นห้องก็ปกติดี ดูเหมือนทุกอย่างเมื่อครู่เป็นแค่ภาพหลอน หรือความฝัน
“บ้าจริง! เจ้านั่นไปกินดีหมีหัวใจเสือที่ไหนมา ถึงมีคุณสมบัติพ่อมดได้?”
“ซวยแล้วๆ ลูกฉันเคยแกล้งมันด้วย วันหลังมันจะกลับมาแก้แค้นไหมเนี่ย!”
ห้องโถงฮือฮากันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เงียบลงเมื่อพ่อมดส่งเสียงฮึดฮัดเย็นชา ส่วนลูกสาวเจ้าเมืองกับเวดที่อยู่ข้างกริมม์ ก็หันมามองกริมม์ด้วยความแปลกใจ
แต่พอเห็นกริมม์แต่งตัวเหมือนคนรับใช้ ก็เบ้ปากด้วยความดูถูก อารมณ์ที่อยากจะคุยด้วยหดหายไปทันที
(จบแล้ว)