- หน้าแรก
- บันทึกเส้นทางจอมเวท
- บทที่ 2 - พ่อมดคนหนึ่ง
บทที่ 2 - พ่อมดคนหนึ่ง
บทที่ 2 - พ่อมดคนหนึ่ง
แต่เฒ่าแฮมก็ไม่ได้อยู่รอจนถึงวันที่จะได้เห็นหลาน เขาลาจากโลกนี้ไปเสียก่อน...
เวลาล่วงเลยถึงช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ ลมหนาวที่เคยทำให้ผิวเย็นเยียบเริ่มเปลี่ยนเป็นสายลมที่อ่อนโยนขึ้น หลังจากทำงานเสร็จ เฒ่าแฮมกับกริมม์ก็ซื้อเหล้าเอลถังเล็กๆ กับเนื้อสัตว์อีกจำนวนนึงมาจากในเมือง เตรียมวางแผนซ่อมแซมบ้านในวันรุ่งขึ้น และเรื่องการหากรรยาให้กริมม์ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระสำคัญ
แต่โชคร้าย เช้าวันรุ่งขึ้น เฒ่าแฮมก็ไม่เคยตื่นมาปลุกกริมม์ไปทำงานอีกเลย
เฒ่าแฮมจากไปพร้อมกับรอยยิ้ม ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหล้ากับเนื้อเมื่อคืนอร่อยมาก หรือเพราะความปรารถนาทุกอย่างกลายเป็นจริงในฝันแล้ว เฒ่าแฮมจึงด่วนจากไป
กระทั่งกริมม์จ้างวานชาวบ้านให้มาช่วยฝังร่างเฒ่าแฮม บนใบหน้าของเฒ่าแฮมก็ยังคงยิ้มแย้มเหมือนคนที่ปล่อยวางทุกอย่างแล้ว
กล้องยาสูบที่เฒ่าแฮมรักและหวงแหนนักหนา ก็ถูกกริมม์ฝังลงไปพร้อมกับร่างของเขาด้วย
การจากไปอย่างกะทันหันของเฒ่าแฮมทำให้กริมม์ซึมไปพักใหญ่ แต่ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป
กริมม์กลายเป็นเจ้าของกระท่อมสองหลังนี้ พร้อมม้าแก่หนึ่งตัว เหรียญทองคำสองเหรียญ และเหรียญเงินสิบเจ็ดเหรียญ นี่คือเงินเก็บทั้งชีวิตที่เฒ่าแฮมทิ้งไว้ ทั้งหมดก็ตกเป็นของกริมม์ และเป็นทรัพย์สินทั้งหมดที่เขามีในตอนนี้
แน่นอนว่า กริมม์แอบซ่อนหนังสือเวทมนตร์ 《ศาสตร์ดัดแปลงจมูกนักล่าและแผนผังกลิ่น》 ไว้ในที่ที่เดียวกับที่เขาเก็บเหรียญทอง ทุกคืนเขามักจะเปิดอ่านมันรอบสองรอบโดยพยายามไม่ให้เปลืองน้ำมันตะเกียงมากนัก
นี่คือการแอบมองลอดผ่านช่องประตูที่จะนำพาเขาไปสู่โลกแห่งพ่อมด
เวลาค่อยๆ ผ่านไปจนเข้าสู่ฤดูร้อน
วันนี้ก็ยังคงเป็นวันที่ธรรมดาวันหนึ่ง หลังจากยุ่งมาทั้งเช้า กริมม์เทขยะกองโตที่เหลือจากงานปาร์ตี้ของขุนนางในคฤหาสน์ไวเคานต์เมื่อคืนทิ้งไว้นอกเมือง แล้วกลับมารับเสบียงสำหรับคืนนี้จากชาวไร่ชาวนา
กริมม์นั่งอยู่บนรถม้า มองท้องฟ้าสีครามและเมฆขาวลอยล่องอย่างสบายใจ
ข้างรถม้า มีเด็กสาวคนนึงที่ชื่อ แมรี่ กำลังขนสินค้าขึ้นรถอย่างคล่องแคล่ว ท่าทางของเธอดูทะมัดทะแมงแข็งขันยิ่งกว่าเด็กผู้ชายทั่วไปเสียอีก
แมรี่สวมผ้ากันเปื้อนที่ทำจากผ้ากระสอบ บนใบหน้ามีกระขึ้นประปราย พร้อมกับเส้นผมสีเหลืองทอง ภายในอกหัวใจของเธอเต้นแรงตึกตัก แม้จะทำงานอย่างขันแข็งแต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะแอบชำเลืองมองกริมม์ที่นั่งอย่างสบายใจอยู่บนรถม้า
มองดูชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนนี้ แมรี่ชอบเขาแทบตาย เวลาที่เขาเข้ามาใกล้ เธอจะได้กลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ลอยออกมาจากร่างกายของเขา กลิ่นนั้นทำให้เธอนึกถึงกลิ่นหอมของหญ้าไอแลน
แต่กริมม์ไม่ได้สนใจแมรี่
เมื่อปีก่อนด้วยความบังเอิญ กริมม์ได้รับรู้ว่าเด็กสาวคนนี้ชอบเขา ซึ่งคนที่บอกเรื่องนี้กับเขาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน "เฒ่าแฮม" นั่นเอง
คู่ชีวิตที่เฒ่าแฮมวางแผนคัดเลือกมาให้กริมม์ ก็คือเด็กสาวคนนี้นี่แหละ
แม้ปากจะไม่พูด แต่ในใจกริมม์ก็ต้องยอมรับว่า เขาไม่ได้รู้สึกอะไรกับเด็กสาวแสนขยันผู้ขี้อายคนนี้เลย อย่างมากก็แค่รู้สึกเหมือนเธอเป็นน้องสาวข้างบ้าน
ดังนั้นหลังจากเฒ่าแฮมจากไป กริมม์จึงไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มประโยคสนทนากับเด็กสาวคนนี้ก่อนเลย มากสุดก็แค่เจอหน้ากันตอนขนของทุกวันเท่านั้น ซึ่งตามปกติแล้วกริมม์จะขับรถม้าออกไปทันทีที่ขนของเสร็จ
เด็กสาวเห็นกริมม์ไม่พูดจา ก็ทำงานไปพลาง แอบสังเกตปฏิกิริยาของเขาไปพลาง พอเห็นว่าสินค้าทั้งหมดกำลังจะขนขึ้นรถจนครบแล้ว เด็กสาวจึงขบริมฝีปาก ตัดสินใจเอ่ยปากขึ้น
“กริมม์ เมื่อเช้ามีพ่อมดคนหนึ่งผ่านมาที่นี่ด้วยนะ แถมยังถามทางไปเมืองบิสเซลด้วย คนแถวนี้ตกใจกันใหญ่เลย ฉันเพิ่งเคยเห็นพ่อมดในตำนานเป็นครั้งแรกเลยล่ะ”
เด็กสาวแสร้งทำท่าตื่นเต้นดีใจ แอบสังเกตปฏิกิริยาของกริมม์
กริมม์ที่นั่งเหม่ออยู่บนรถม้า พอได้ยินคำว่า 'พ่อมด' ก็ตาสว่างวาบขึ้นมาทันที ถามด้วยความไม่อยากเชื่อ “พ่อมด? เธอแน่ใจนะ?”
“แน่ใจสิ หลายคนแถวนี้ก็เห็นกันทั้งนั้น”
แมรี่ที่เห็นกริมม์ยอมคุยด้วย ก็รีบตอบกลับอย่างดีใจ
กริมม์ถามด้วยความตื่นเต้น “แล้วพ่อมดคนนั้นหน้าตาเป็นยังไง?”
กริมม์ยังไม่เคยเห็นพ่อมดตัวจริงมาก่อน จึงถามซักไซ้
“อืม... พ่อมดคนนั้นใส่ชุดคลุมตัวใหญ่สีเทา สวมหมวกทรงสูง หน้าตามองเห็นไม่ค่อยชัดนะ เหมือนมีหมอกมาบังไว้ ในมือถือกบตาแดงอยู่ตัวหนึ่งด้วย อ้อ ตอนนั้นเขาคุยกับน้าอิม่าที่หัวหมู่บ้านด้วยนะ”
เมื่อเห็นท่าทางตื่นเต้นของกริมม์ แมรี่ก็เล่าทุกอย่างที่เธอรู้ให้กริมม์ฟังจนหมดเปลือก
“ขอบใจนะ เยี่ยมไปเลย!”
กริมม์ตื่นเต้นมาก ตั้งแต่ได้หนังสือเวทมนตร์มาเมื่อครึ่งปีก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับเบาะแสเกี่ยวกับพ่อมดตัวจริง
เขารีบวิ่งไปที่บ้านของอิม่าที่หัวหมู่บ้านทันที
อิม่าเป็นหญิงสาววัยยี่สิบสามยี่สิบสี่ รูปร่างอวบเล็กน้อย เธอผูกผ้ากันเปื้อนสีขาวไว้ที่เอว ตอนนี้เธอเป็นแม่ลูกสองแล้ว
สามีของเธอเป็นพรานป่าชื่อ โซการา ร่างกายกำยำ นิสัยใจคอกว้างขวาง แก้มซ้ายของเขามีรอยแผลเป็นจากการโดนเขี้ยวหมูป่าขวิด
โซการาเห็นกริมม์มาหา ก็ทักทายด้วยความแปลกใจ “อ้าว กริมม์มาแล้วเหรอ ฮ่าๆ ได้กลิ่นหอมๆ เลยตามมาล่ะสิ? มาๆๆ นี่เป็นของป่าที่ล่าได้จากภูเขาฝั่งตะวันออกเมื่อวาน...”
ในครัว อิม่าเดินออกมา พร้อมลูกน้อยสองคนที่มองกริมม์ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
กริมม์เดินออกจากบ้านของอิม่าด้วยความตื่นเต้น พึมพำกับตัวเองอย่างลิงโลด “เมืองบิสเซล ไปเมืองบิสเซลจริงๆ ด้วย!”
กริมม์ขับรถม้ามุ่งหน้าเข้าเมืองอย่างเร่งรีบ ม้าแก่วิ่งเหยาะๆ ตลอดทาง ผู้คนตามทางที่เห็นรถม้าต่างก็กลัวว่ามันจะขาดใจตายตามเฒ่าแฮมไปเสียก่อน
หน้าประตูคฤหาสน์ไวเคานต์ มีพ่อบ้านชราจอมวางก้ามยืนอยู่ ด้านหลังมีอัศวินร่างยักษ์อีกสี่คนยืนขวางประตูเอาไว้
พ่อบ้านชราแววตาอำมหิต ตวาดใส่ชาวนาสิบกว่าคนที่มามุงอยู่หน้าคฤหาสน์ “ที่ดินของพวกแก ท่านไวเคานต์เป็นคนประทานให้ ท่านไวเคานต์จะเก็บภาษียังไงก็ได้ พวกแกคิดจะก่อกบฏรึไง? ฉันจะบอกให้นะ...”
กริมม์รออย่างร้อนใจอยู่ไกลๆ
เป็นปกติในทุกปีที่ช่วงเวลานี้ จะมีชาวนากลุ่มใหญ่มาประท้วงที่หน้าคฤหาสน์ แล้วก็จะโดนอัศวินร่างยักษ์พวกนี้จัดการจนวงแตกกระเจิง เพียงแต่จะใช้เวลานานแค่ไหนเท่านั้น
“ไอ้พวกชั้นต่ำ! ชั้นต่ำ! ยังกล้าเถียงอีก!”
พ่อบ้านชราตวาดลั่น “ไล่พวกมันไปให้พ้น!”
อัศวินร่างยักษ์สี่คนใช้เวลาเพียงครู่เดียว ทุบตีเตะต่อยจนชาวนาสิบกว่าคนแตกกระเจิงไปหมด
พ่อบ้านชราโกรธจนหนวดกระดิก หน้าแดงก่ำ
กริมม์ไม่กล้าชักช้า รีบขับรถม้าเข้าคฤหาสน์อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว พ่อบ้านชราตวาด “หยุด!”
เขากวาดตามองกริมม์ แล้วค้นดูสินค้าบนรถม้าแบบขอไปที ก่อนจะตวาดด่า “ทำไมมาช้านัก ยังอยากทำงานอยู่ไหม?”
กริมม์แสยะยิ้มแหยๆ ปั้นสีหน้าเรียบเฉย แต่ในใจของเขากลับเดือดปุดๆ
ตาแก่นี่ เดือนนี้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเขาไปสองเหรียญเงินแล้ว ทำงานในคฤหาสน์ไวเคานต์เดือนหนึ่งได้แค่สี่เหรียญเงิน ถึงค่าแรงจะสูง แต่โดนตาแก่นี่ขูดรีดแบบนี้ทุกเดือนก็ไม่ไหวเหมือนกัน
“ท่านพ่อบ้าน ของมาถึงตั้งนานแล้วครับ แต่พวกชาวนาขวางทางอยู่เลยเข้ามาไม่ได้”
กริมม์เป็นคนหนุ่มเลือดร้อน ไม่ใช่คนแก่ชราอย่างเฒ่าแฮม จึงไม่มีความอดทนขนาดนั้น
ทันใดนั้น พ่อบ้านชราราวกับถูกแหย่รังแตน ผมแทบจะตั้งชี้ขึ้นฟ้า หน้าแดงก่ำชี้นิ้วด่ากริมม์
“ไอ้สารเลว! ไอ้ไพร่ชั้นต่ำอย่างแกยังกล้าเถียง? ดูท่าท่านไวเคานต์จะเลี้ยงพวกแกเสียข้าวสุก! ดี! ดี... พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องมาแล้ว ไสหัวไปซะ!”
พูดจบ พ่อบ้านชราก็เดินฮึดฮัดเข้าบ้านไป สั่งอัศวินข้างกายว่า “พรุ่งนี้ถ้าไอ้ไพร่นี่โผล่มาอีก ตีขามันให้หัก ไม่งั้นพวกแกก็ไม่ต้องมาทำงานแล้ว”
กริมม์ยืนอยู่ข้างรถม้า โกรธจนแทบบ้า ในใจสาปแช่งให้ตาแก่นี่รีบตามเฒ่าแฮมไปไวๆ
ทันใดนั้น กริมม์ก็นึกอะไรขึ้นได้ เขาส่งเสียงฮึในลำคอ จอดรถม้าทิ้งไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลนัก แล้ววิ่งไปที่ร้านตีเหล็กแห่งหนึ่งในเมือง
“เฮ้ พี่หก”
กริมม์ทักทายเด็กฝึกงานตีเหล็กคนหนึ่ง
สมัยที่กริมม์ยังเป็นขอทานในเมืองบิสเซล มีเด็กขอทานอยู่ด้วยกันเก้าคน นับตามอายุกริมม์เป็นคนที่แปด
พอโตขึ้นต่างคนต่างแยกย้ายไปมีชีวิตของตัวเอง กริมม์ถูกเฒ่าแฮมรับไปเลี้ยง พี่หกมาเป็นเด็กฝึกงานร้านตีเหล็ก พี่สองได้ยินว่าไปเป็นคนรับใช้ในชนบท ส่วนคนอื่นๆ ก็ขาดการติดต่อกันไป
“เจ้าแปด!”
เด็กฝึกงานตีเหล็กคนนั้นเห็นกริมม์ก็ตาลุกวาว เดินดุ่มๆ เข้ามาตบไหล่กริมม์ “ลมอะไรหอบมาถึงนี่ได้?”
ส่วนสูงร้อยแปดสิบกว่าเซนติเมตร ตัวเหม็นเปรี้ยวเหงื่อ ร่างกายเต็มไปด้วยกลิ่นอายของลูกผู้ชาย ตอนนี้พี่หกล่ำสันกว่ากริมม์มาก ไว้หนวดเคราครึ้ม แก้มฝาดแดงระเรื่อเพราะโดนไฟเตาหลอมรมอยู่ทุกวัน มือหยาบกร้านตบไหล่กริมม์ทีนึงทำให้เขาเจ็บไปถึงกระดูก
“พี่หก ผมมาสืบข่าวหน่อย ได้ยินว่ามีพ่อมดเข้ามาในเมืองเหรอ?”
กริมม์ถามเสียงเบา พี่หกหน้าเปลี่ยนสีทันที
“นายรู้ได้ไง? มีพ่อมดมาจริงๆ เขาว่ามารับนักเรียนที่มีคุณสมบัติเป็นพ่อมด แต่ค่าตรวจสอบว่ามีคุณสมบัติไหม ต้องจ่ายตั้งหนึ่งเหรียญทองแน่ะ”
พูดจบ พี่หกก็บุ้ยปากไปข้างหลัง ชี้ไปที่ช่างตีเหล็กเฒ่า “ตาแก่นั่นก็พาลูกชายเขา 'อาอี' ไปลองมาแล้ว ปรากฏว่าไม่มีคุณสมบัติ ตอนนี้กำลังนั่งเสียดายเงินหนึ่งเหรียญทองอยู่เลย”
กริมม์ดีใจผสมตื่นเต้น “ตอนนี้พ่อมดคนนั้นอยู่ที่ไหน?”
พี่หกหน้าเปลี่ยนสี มองกริมม์ด้วยความตกใจ “นายคงไม่ได้คิดจะไปหรอกนะ หนึ่งเหรียญทองไม่ใช่เงินน้อยๆ นะเว้ย พวกเราไม่มีเงินมากขนาดนั้นไปผลาญเล่นหรอก”
ได้ยินดังนั้น กริมม์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
ถ้าเสียเงินหนึ่งเหรียญทองไปจริงๆ สำหรับเขาที่มีเงินแค่สองเหรียญทองกว่าๆ ถือว่าเป็นความเสียหายครั้งใหญ่
แต่ถ้าพลาดโอกาสนี้ไป บางทีทั้งชีวิตก็อาจจะหาโอกาสแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว...
ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้ กริมม์ก็พยักหน้าอย่างมุ่งมั่น
พี่หกอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยปาก “อยู่ที่คฤหาสน์เจ้าเมือง ได้ยินว่าลูกสาวสุดที่รักของท่านเจ้าเมืองตรวจพบว่ามีคุณสมบัติเป็นแม่มดแล้ว แน่นอน เธอเป็นคนเดียวในเมืองบิสเซลที่ผ่านการทดสอบ”
“ขอบคุณมากพี่หก”
กริมม์ตื่นเต้นสุดขีด เขาลืมเรื่องที่ขุ่นข้องหมองใจกับพ่อบ้านชราที่คฤหาสน์ไวเคานต์ไปจนหมดสิ้น ในหัวมีแต่เรื่องพ่อมดเพียงอย่างเดียว
กริมม์รีบวิ่งกลับไปที่กระท่อมมุงจากของตัวเองอย่างไม่คิดชีวิต ลากกล่องสมบัติจากที่ซ่อนลับออกมา ข้างในเต็มไปด้วยเหรียญเงินและเหรียญทองแดง
“ต้องเป็นพ่อมดให้ได้! ต้องทำให้ได้!”
หลังจากนับเหรียญเงินได้หนึ่งร้อยเหรียญ กริมม์นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจหยิบหนังสือเวทมนตร์ 《ศาสตร์ดัดแปลงจมูกนักล่าและแผนผังกลิ่น》 ติดตัวไปด้วย ก่อนจะซ่อนกล่องสมบัติไว้ที่เดิม แล้ววิ่งกลับไปที่เมืองบิสเซลอีกครั้ง
เนื่องจากเป็นฤดูร้อน กลางวันยาวนานกว่ากลางคืน ฟ้าจึงยังไม่มืด
ท่านเจ้าเมืองคือขุนนางผู้สูงศักดิ์ที่สุดในเมืองบิสเซล ว่ากันว่าเป็นท่านมาร์ควิสเพียงหนึ่งเดียวในแถบนี้
เว้นแต่จะไปเขตเมืองอื่น ในเขตบิสเซล ท่านเจ้าเมืองคือขุนนางที่มีอำนาจมากที่สุด แม้แต่ท่านไวเคานต์ก็ต้องเชื่อฟัง
กริมม์เคยเห็นคฤหาสน์เจ้าเมืองจากไกลๆ แค่ไม่กี่ครั้ง ปกติที่นี่จะมีการคุ้มกันแน่นหนา มีอัศวินเจ็ดแปดคนเฝ้าอยู่ แต่ตอนนี้ กลับมีคนเข้าออกคฤหาสน์เจ้าเมืองไม่ขาดสาย
กริมม์กวาดตามองคร่าวๆ คนที่เข้าออกส่วนใหญ่เป็นเจ้าของร้านค้าในเมืองหรือขุนนาง พวกเขาพาบุตรหลานมาด้วย และหลายคนมักจะมีสีหน้าผิดหวังกลับไป
กริมม์ที่รู้ว่ามีพ่อมดอยู่ข้างใน เขาก็ไม่ได้สนใจคนพวกนี้มากนัก รีบพุ่งเข้าไปทันที
“หยุด จ่ายค่าธรรมเนียมหนึ่งเหรียญทอง”
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับกริมม์ก็ตะคอกใส่เขา
กริมม์ยื่นถุงใส่เหรียญเงินให้อีกฝ่ายด้วยความเสียดาย เด็กคนนั้นกวาดตามองกริมม์ด้วยความดูถูก แล้วโยนถุงเงินลงในหีบข้างหลังโดยไม่แม้แต่จะเปิดนับ
กริมม์ชะงักไป ดูจากบุคลิกและการแต่งตัว หมอนี่ก็ดูเหมือนลูกชาวนาธรรมดา ไม่รู้ว่าไปโดนโชคหล่นทับท่าไหน ถึงได้ทำตัวหยิ่งยโสขนาดนี้
กริมม์ถลึงตามองอย่างดูถูกกลับไป แล้วจึงเดินตามฝูงชนเข้าไปในคฤหาสน์เจ้าเมือง
(จบแล้ว)