- หน้าแรก
- ใครว่าป้ายเกรดต่ำ จะสำรวจดินแดนลึกลับไม่ได้
- บทที่ 18 นิสัยของศิษย์พี่ กับศิษย์น้องผู้อยากกินเนื้อมังกร
บทที่ 18 นิสัยของศิษย์พี่ กับศิษย์น้องผู้อยากกินเนื้อมังกร
บทที่ 18 นิสัยของศิษย์พี่ กับศิษย์น้องผู้อยากกินเนื้อมังกร
ความเป็นไปได้มากมายผุดขึ้นในสมองของฉีตงอย่างรวดเร็ว หลังจากหุ่นเชิดปีศาจปลาปรากฏตัว บรรยากาศโดยรอบก็กลับสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปมาไม่หยุด
"ศิษย์น้อง เราลองเข้าไปดูกันไหม?" ฉีชิวเสนอ เขาใคร่รู้เหลือเกินว่าข้างในอาคารหลังเล็กนั้นมีอะไรซ่อนอยู่
ใช่สิ เข้าไปดูให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย บางทีข้าอาจจะคิดมากไปเอง
ฉีตงดึงสติกลับมา ไม่ว่าจะเป็นใครหน้าไหน แค่เข้าไปดูก็รู้เรื่อง ทั้งเขาและศิษย์พี่ต่างก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรขั้นเจ็ดกลั่นลมปราณ ในที่กันดารแบบนี้ พวกเขาน่าจะพอเอาตัวรอดได้
ต่อให้ไปอยู่ที่ตลาดเขาเทียนตู ระดับพลังขนาดนี้ก็ยังถือว่าเป็นยอดยุทธ์น้อยๆ ได้เลย!
"ไปกันเถอะศิษย์พี่ บุกเข้าไปเลย!" เมื่อตัดสินใจได้ ฉีตงก็บอกศิษย์พี่ฉีชิว แล้วเดินนำไปยังอาคารหลังนั้น
เมื่อเข้าใกล้อาคารสามชั้น ในที่สุดพวกเขาก็เห็นป้ายชื่อร้าน "หอหนิงเซียน" (ศาลาเซียนสงบ) ที่เขียนด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่สามตัว แขวนอยู่เหนือประตูทางเข้าชั้นหนึ่ง
นี่คือชื่อที่หนิงเกอตั้งให้ร้านของเขา และยังเป็นเป้าหมายสูงสุดในชีวิต... สักวันหนึ่ง เขาจะต้องกลายเป็นเซียนให้ได้
เขาถึงกับยอมทุ่มทุนสร้างป้ายนี้ขึ้นมา
"ศิษย์น้อง ดูเหมือนจะเป็นร้านค้านะ?" ฉีชิวพูดอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก ชื่อแบบนี้คล้ายกับร้านค้าในตลาดอย่าง 'หอเทียนเป่า' 'ศาลาหลิงเซียน' หรือ 'หอเสินเซียน' ไม่มีผิด
แต่มันไม่สมเหตุสมผลเลย คนสติดีที่ไหนจะมาเปิดร้านในที่แบบนี้?
"เป็นไปไม่ได้หรอกศิษย์พี่ นี่ไม่น่าใช่ร้านค้า ดูรอบๆ สิ ที่นี่เหมาะแก่การเปิดร้านตรงไหน? ไม่หรอก นี่ต้องเป็นอาณาเขตของขั้วอำนาจสักแห่งแน่ๆ"
"ลองคิดให้ดีๆ ในประวัติศาสตร์สำนักเรา เคยมีปฏิสัมพันธ์อะไรกับไอ้หอหนิงเซียนนี่บ้างไหม!" ฉีตงปฏิเสธข้อสันนิษฐานของฉีชิวทันควัน
เขาปักใจเชื่อว่าหอหนิงเซียนคือคู่ปรับเก่าแก่ของสำนัก และบางทีอาจจะตกอับเหมือนสำนักของเขา จนต้องมาขุดสมบัติที่นี่เพื่อฟื้นฟูสำนักก็เป็นได้
"แต่ว่า..." ไม่ว่าฉีชิวจะมองยังไง โครงสร้างมันก็เหมือนร้านค้าทั่วไปชัดๆ
"ศิษย์พี่ เชื่อสายตาข้าเถอะ ถ้าที่นี่เป็นร้านค้าจริง ข้ายอมกินมันเข้าไปเลย!" ฉีตงยืนกรานเสียงแข็ง แววตามุ่งมั่น ทำเอาฉีชิวเงียบกริบไปทันที
"หืม? ใครกันนะที่มาขอกินข้าวฟรีแถวนี้???" ทันใดนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังของฉีตงและฉีชิว ทำเอาทั้งคู่สะดุ้งโหยง
ใครกัน? เข้ามาประชิดตัวโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวเลย!
ทั้งสองหันขวับไปมองด้วยความระแวดระวัง ชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นห่างออกไปราวสิบเมตร ดูจากทิศทางที่มา น่าจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรจากเรือนหลังงามนั้น
"พวกเจ้าเป็นใคร? มาทำอะไรที่นี่?" หลังจากเดินชมบ้านใหม่จนหนำใจ ปี้สือซานรู้สึกว่ายังขาดอะไรไปบางอย่าง เขาจึงกะจะมาหาซื้อของกินของดื่มจากหนิงเกอเพื่อฉลองขึ้นบ้านใหม่เป็นการส่วนตัว
ความตื่นเต้นทำให้เขารอไม่ไหว ทันทีที่ก้าวเท้าออกมา ก็เห็นชายสองคนทำท่าลับๆ ล่อๆ เดินตรงไปยังอาคารของหนิงเกอ
เขาจึงใช้วิชาพรางกายไร้นามย่องเข้ามาเงียบๆ
เมื่อได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่ โดยเฉพาะเจ้าอ้วนที่ประกาศจะกินร้านเข้าไป ปี้สือซานจึงเอ่ยทักขึ้น
"สหาย เราแค่ผ่านมาเห็นอาคารหลังนี้ดูแปลกตา เลยแวะมาดูหน่อยน่ะ" ฉีตงรีบชิงตอบตัดหน้าฉีชิว
"เมื่อกี้เจ้าบอกว่า ถ้าที่นี่เป็นร้านค้า เจ้าจะกินมันเข้าไปงั้นรึ?" ปี้สือซานถามด้วยความสนใจ เขาไม่สัมผัสถึงเจตนาร้ายจากทั้งสองคน
"กินอะไรนะ?"
"สิ่งที่ศิษย์น้องข้าหมายถึงคือ ถ้าที่นี่เป็นร้านค้า เขาจะกินขี้หมูขนเม่น!" ฉีชิวตอบด้วยความซื่อสัตย์
เพราะก่อนหน้านี้ ฉีตงมักจะพูดประโยคนี้เพื่อยืนยันความมั่นใจให้ฉีชิวเชื่อถืออยู่บ่อยๆ
"จริงรึ?" รอยยิ้มของปี้สือซานกว้างขึ้น ไม่นึกว่านอกจากเรื่องย้ายบ้านใหม่แล้ว จะมีเรื่องบันเทิงให้ดูอีก
นานแล้วที่เขาไม่ได้เห็นผู้บำเพ็ญเพียรที่ปากกล้าขนาดนี้
ไม่รอให้ฉีตงแก้ตัว ปี้สือซานเดินตรงไปที่อาคารสามชั้น แล้ววางมือทาบลงบนค่ายกล
เขาเมินเฉยต่อสายตาตกตะลึงของฉีตงและฉีชิว แล้วยืนรออย่างใจเย็น
ไม่นานนัก ค่ายกลก็เปิดช่องออก หนิงเกอเดินออกมา เขามองปี้สือซาน แล้วหันไปมองสองพี่น้องอ้วนผอม
ลูกค้าใหม่?
"สหายปี้ สองคนนี้เพื่อนท่านหรือ?" หนิงเกอถามด้วยความสงสัย รูปลักษณ์ของสองคนนี้ช่างมีเอกลักษณ์ คนหนึ่งอ้วนกลม อีกคนผอมแห้ง รูปร่างแบบนี้หาได้ยากยิ่งบนดาวเหยียนหวง แทบจะสูญพันธุ์ไปแล้ว
ด้วยวิทยาการบำเพ็ญเพียรที่ทั่วถึง ทุกคนจึงมีรูปร่างหน้าตาสมบูรณ์แบบ พูดง่ายๆ คือไม่มีคนขี้เหร่จริงๆ สักคน!
"เปล่าหรอก สหายท่านนี้เขาคิดว่าที่นี่ไม่ใช่ร้านค้า ถ้าใช่ เขาจะยอมกินขี้หมูขนเม่น" ปี้สือซานอธิบาย
"ว้าว ผู้บำเพ็ญเพียรสมัยนี้มีรสนิยมชอบกินของแปลกกันด้วยรึนี่?" หนิงเกออุทานอย่างทึ่งๆ
ฉีตง: "..."
"งั้นเจ้าก็... สมหวังแล้วล่ะ เชิญให้รางวัลตัวเองได้เลย เพราะที่นี่เป็นร้านค้าจริงๆ ข้าขายทุกอย่าง อยากได้อะไร ข้ามีให้หมด"
'ให้รางวัลตัวเอง' บ้าบออะไรกัน! หน้าของฉีตงแดงก่ำ เขาอยากจะเถียง แต่ก็จนปัญญาจะอธิบาย
จะบอกว่าแค่พูดเล่น หรือพูดส่งเดชไปงั้น ไม่ได้พิสมัยการกินของพรรค์นั้นจริงๆ งั้นรึ?
"เถ้าแก่ มีทุกอย่างจริงเหรอ?" ฉีชิวกลับไปโฟกัสผิดจุด เขารู้ว่าศิษย์น้องคงไม่กินขี้หมูโชว์หรอก ส่วนลับหลังจะแอบกินหรือเปล่าก็เรื่องของมัน เขาไม่ถือ
อาจารย์เคยสั่งเสียไว้ก่อนตายว่า ให้เคารพรสนิยมการกินของศิษย์พี่ศิษย์น้อง ฉีชิวจึงเคารพเรื่องนี้มาตลอด มักจะเออออห่อหมกกับฉีตง เพื่อเปิดโอกาสให้ศิษย์น้องได้ลิ้มรสเมนูโปรด
เขาไม่เข้าใจ แต่เขาเคารพ
"แน่นอน ข้ามีทุกอย่าง" การเปิดร้านค้า ต้องโม้ไว้ก่อนว่ามีทุกอย่าง จริงไม่จริงค่อยว่ากัน ถ้าลูกค้าดันถามหาสิ่งที่ไม่มี ก็หาข้ออ้างแถๆ ไป แล้วเชียร์ขายของที่ใกล้เคียงแทน
การค้าขายเขาไม่เรียกว่าหลอกลวง! เขาเรียกว่ากลยุทธ์ทางการตลาด
"จริงเหรอ? งั้นท่านมีเนื้อมังกรไหม?" ฉีชิวถามหน้าตาเฉย แต่คำถามนั้นทำเอาหนิงเกอรู้สึกเหมือนหมอนี่โดนประตูหนีบหัวมา!
ดูสภาพร้านสิ ที่นี่มันดูเหมือนที่ขายเนื้อมังกรหรือไง?
อันที่จริง มี! แค่กลัวว่าพวกเอ็งจะไม่มีปัญญาจ่าย! หนิงเกอรีบเช็กราคาเนื้อมังกรในร้านค้าลอร์ด ตัวเลขศูนย์ต่อท้ายยาวเหยียดจนน่าขนลุก
เดี๋ยวนะ ราคาเนื้อพญางูเกล็ดมังกรขั้นแกนทองคำยังพอรับได้ อยู่ที่สามหมื่นหินวิญญาณระดับต่ำต่อชั่ง พอๆ กับราคายาเสวียนจีหนึ่งเม็ด
แต่ดูสภาพสองคนนี้แล้ว ไม่น่าจะมีปัญญาซื้อของหรูหราขนาดนั้น
"มีสิ แต่พวกเจ้ามีปัญญาจ่ายไหวรึ?" หนิงเกอยังคงรักษามาดนิ่ง พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เท่าไหร่รึ?" ฉีชิวตื่นเต้นสุดขีด ไม่นึกว่าจะมีจริงๆ! ส่วนฉีตงที่อยู่ข้างๆ มองศิษย์พี่กับเถ้าแก่ราวกับมองคนบ้า
เขาอยากจะเยี่ยวใส่สองคนนี้เพื่อเรียกสติจริงๆ! คนหนึ่งกล้าถาม อีกคนกล้าตอบ แถมไอ้คนแรกดันเชื่อซะด้วย! บ้าบอคอแตก เขาอยากจะผ่าสมองศิษย์พี่ออกมาดูจริงๆ ว่าข้างในมีอะไรอยู่บ้าง
"เอางี้ ข้าไม่คิดแพง เนื้อพญางูเกล็ดมังกรขั้นแกนทองคำ หกหมื่นหินวิญญาณระดับต่ำต่อชั่ง รับประกันความสดใหม่"
หนิงเกอก็แค่พูดไปงั้น ไม่คิดว่าจะปิดการขายได้ แต่ต้องรักษาฟอร์มไว้ก่อน เผื่อวันหน้าหมอนี่รวยขึ้นมา อาจจะมีปัญญาซื้อเนื้อมังกรจริงๆ ก็ได้
"แพงเกินไป พวกเราไม่มีหินวิญญาณมากขนาดนั้นหรอก" ฉีชิวถอนหายใจ น้ำลายสอ เสียดายที่จนกรอบ
อย่ามาเหมาว่า 'พวกเรา'! เจ้าก็ส่วนเจ้า ข้าก็ส่วนข้า! ฉีตงกรีดร้องในใจ!