- หน้าแรก
- พลิกชะตาคุณยายซูเปอร์มาร์เก็ต ร่ำรวยได้ไม่ต้องขายหลาน
- บทที่ 7 เข้าเมือง
บทที่ 7 เข้าเมือง
บทที่ 7 เข้าเมือง
บทที่ 7 เข้าเมือง
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เมิ่งหลานเห็นว่าสะใภ้สามยังไม่ตื่น จึงบุกเข้าไปลากนางลงจากเตียง สั่งกำชับให้รีบไปหุงหาอาหารเช้าให้ทุกคนในครอบครัว
อย่างไรเสีย ตอนนี้ในบ้านก็เหลือเพียงข้าวเก่าและแป้งธัญพืชหยาบๆ ไม่มีวัตถุดิบราคาแพงให้นางหยางถลุงเล่น ต่อให้ฝีมือการทำอาหารของนางจะย่ำแย่เพียงใด ขอแค่ทำให้สุกกินได้ก็พอแล้ว
เมิ่งหลานเป็นคนกำหนดปริมาณข้าวที่จะหุง ส่วนนางหยางมีหน้าที่เพียงแค่จุดไฟและลงมือทำเท่านั้น
หลังจากตักข้าวสารออกมาและกำลังจะลงกลอนห้องเก็บเสบียง หางตาของเมิ่งหลานก็เหลือบไปเห็นเหอเจ้าตีที่มีใบหน้าซีดเซียวกำลังให้อาหารไก่อยู่
มือที่กำลังจะกดล็อกชะงักไป นางตัดสินใจเดินกลับเข้าไปหยิบไข่ไก่ออกมาสี่ฟอง แล้วเดินเข้าครัวไปหาหม้อใบเล็กใส่น้ำตั้งไฟต้ม นางหยางที่กำลังทำอาหารอยู่ข้างๆ เห็นเข้าก็อดไม่ได้ที่จะลอบกลืนน้ำลาย
เมื่ออาหารเสร็จเรียบร้อย เมิ่งหลานก็เริ่มแจกจ่ายอาหาร วันนี้นางหยางทำตัวดี เมิ่งหลานจึงไม่ได้ปฏิบัติต่อนางแตกต่างจากคนอื่นเหมือนเมื่อวาน
หลังแจกจ่ายอาหารเสร็จ เมิ่งหลานสังเกตเห็นว่าทุกคนบนโต๊ะต่างพากันจดจ้องไข่ต้มสี่ฟองข้างมือนางตาเป็นมัน เมิ่งหลานไม่รอช้า แบ่งไข่ให้หลานสาวทั้งสามและหลานชายคนเดียวคนละฟอง
เหอกวงจงนั้นเคยชินเสียแล้ว เพราะแต่ก่อนมีเพียงเขาคนเดียวในบ้านที่ได้กินไข่ไก่อยู่บ่อยๆ
ส่วนเหอเจ้าตี เหอพ่านตี และเหอเหลียนเหลียนต่างรู้สึกตื่นเต้นจนทำตัวไม่ถูก ลำพังแค่ได้กินข้าวเต็มชามพวกนางก็พอใจแล้ว แต่วันนี้ท่านย่ายังให้ไข่กินอีก? นี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจริงๆ
เด็กสาวทั้งสามมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครกล้าแตะต้องไข่ตรงหน้า ท่าทางระแวดระวังของพวกนางทำให้เมิ่งหลานรู้สึกปวดใจและโทษตัวเองในคราวเดียวกัน
"กินกันเถอะ พวกเจ้าล้วนเป็นหลานสาวและหลานชายของข้า บ้านเราไม่ได้ยากจนข้นแค้นถึงขนาดไม่มีปัญญาจะกินไข่หรอกนะ"
เมิ่งหลานเงยหน้าบอกเด็กสาวทั้งสาม ก่อนจะหันไปพูดกับพวกผู้ใหญ่
"รอวันหน้าบ้านเรามีเงินมากกว่านี้ ทุกคนจะได้กินไข่กันถ้วนหน้า ตอนนี้เด็กๆ กำลังโต ให้พวกเขากินก่อนเถอะ"
เมื่อเมิ่งหลานออกคำสั่ง ทุกคนก็เลิกลังเลและเริ่มลงมือทาน เหอกวงจงยังคงเหมือนเดิม เขากินไข่หมดเกลี้ยงภายในไม่กี่คำ
เหอเหลียนเหลียนจากบ้านรองได้รับไข่มาแล้วยังไม่รีบกิน นางขยับเข้าไปกระซิบกระซาบบางอย่างกับนางเจียงผู้เป็นแม่ ทำให้นางเจียงถลึงตาใส่หลายที จนเด็กน้อยต้องหดคอกลับไปอย่างว่าง่าย ค่อยๆ ถือไข่กัดกินทีละคำเล็กๆ
เหอพ่านตี ลูกสาวคนรองของนางเถียนถือไข่ไว้ ตั้งใจจะส่งให้นางเถียน "ท่านแม่ ข้าไม่ได้อยากกินไข่ ท่านแม่กินเถอะ"
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการส่ายหน้าปฏิเสธ นางเถียนยิ้มให้เหอพ่านตีก่อนเอ่ยว่า
"แม่ไม่ชอบกินไข่ พ่านตีรีบกินเถอะลูก"
เหอพ่านตีเองก็ดื้อรั้นใช่ย่อย นางไม่ได้โง่ แม่คิดจะหลอกนางเหมือนเด็กสามขวบหรือไร?
เมื่อถูกนางเถียนปฏิเสธ เหอพ่านตีก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง บิไข่ที่ปอกเปลือกแล้วออกเป็นสองซีก กินเองครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งโยนใส่ชามของนางเถียนทันที ทำเอานางเถียนตกใจจนสะดุ้ง
มีเพียงเหอเจ้าตีที่สังเกตเห็นว่าพวกนางที่เป็นหลานๆ ได้กินไข่กันหมด แต่ตัวเมิ่งหลานเองกลับตัดใจกินไม่ลง
ท่านย่าเป็นคนปากร้ายใจดี เมื่อไม่กี่วันก่อนยังโวยวายจะขายตนอยู่เลย แต่วันนี้กลับแบ่งไข่ให้พวกนางที่เป็นเด็กผู้หญิงกิน เหอเจ้าตีคิดในใจว่าท่านย่าคงทำใจขายนางไม่ลงหรอก
เมิ่งหลานไม่รู้ว่าเหอเจ้าตีกำลังคิดอะไรอยู่ นางเห็นเพียงหลานสาวคนโตจ้องนางเขม็ง จากนั้นเหอเจ้าตีก็ลุกจากม้านั่ง ถือไข่ที่ปอกแล้วเดินเข้ามาหาและพูดเสียงเบา
"ท่านย่า ข้าโตแล้ว ไม่จำเป็นต้องกินไข่หรอกเจ้าค่ะ ท่านย่ากินบำรุงร่างกายเถอะ"
เมิ่งหลานมองแววตาจริงจังของเหอเจ้าตีแล้วรู้สึกอบอุ่นวาบในหัวใจ พร้อมกับความรู้สึกเศร้าและละอายใจที่ถาโถมเข้ามา
เด็กโง่คนนี้เพิ่งจะสิบเอ็ดขวบ เป็นวัยกำลังกินกำลังนอน จะไม่จำเป็นต้องกินไข่ได้อย่างไร?
ขณะเดียวกัน เมิ่งหลานก็นึกถึงเจ้าของร่างเดิมที่คิดจะขายเหอเจ้าตีเมื่อไม่กี่วันก่อน หากนางมาไม่ทัน ป่านนี้เหอเจ้าตีคงถูกขายไปแล้ว
ขนาดโดนกระทำเช่นนั้น เด็กคนนี้ยังคิดจะยกไข่ให้นางกิน แล้วนางจะไม่รู้สึกละอายใจได้อย่างไร?
"เอาเถอะๆ ข้าบอกให้กินก็กินสิ ถ้าเจ้าไม่กิน ก็เอาไปโยนให้หมากินไป!"
วันที่สองหลังทะลุมิติ เมิ่งหลานไม่เพียงเรียนรู้น้ำเสียงของเจ้าของร่างเดิม แต่ยังเรียนรู้วิธีใช้อารมณ์โกรธกลบเกลื่อนความขัดเขินอีกด้วย
ต้องบอกว่าไม้ตายนี้บางครั้งก็ได้ผลชะงัดนัก เหอเจ้าตีเห็นท่านย่าโกรธก็ยิ่งซาบซึ้งใจ นางไม่อาจขัดใจผู้ใหญ่ จึงจำต้องนำไข่กลับไปที่นั่งอย่างว่าง่าย
นางเถียนเห็นลูกสาวนำไข่กลับมาโดยที่ยังไม่ได้กินก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เอ่ยเสียงเบาว่า "เจ้าตี ต่อไปดีกับท่านย่าให้มากๆ นะลูก"
"ท่านแม่ ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะ" เหอเจ้าตีพยักหน้า เรื่องนี้นางรู้อยู่แก่ใจโดยไม่ต้องให้แม่บอก
ท่านย่าไม่ขายนางซ้ำยังให้ไข่กิน ท่านย่าที่ดีเช่นนี้จะหาได้จากที่ไหนอีก? แน่นอนว่านางต้องกตัญญูให้มาก
เป็นอีกมื้อที่อิ่มหนำสำราญ หลังทานเสร็จ เหอชวนจงและพี่น้องก็ออกไปทำงานในนา แม้วันนี้จะดูไม่ต่างจากวันปกติ แต่ความรู้สึกอิ่มท้องทำให้พวกพี่น้องมีแรงฮึดขึ้นมาบ้าง
นางเถียนและนางเจียงเก็บกวาดข้าวของเตรียมไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำ เหอเจ้าตีและเหอพ่านตีเตรียมตัวไปขุดผักป่า ส่วนเหอเหลียนเหลียนรู้สึกไม่ค่อยสบายมาหลายวันจึงอยู่บ้าน ไม่ได้ตามพี่สาวทั้งสองไป
นางหยางถูกเมิ่งหลานส่งสายตาดุใส่หลายครั้งจนไม่กล้าอู้อีก นางยอมไปล้างถ้วยชามอย่างว่าง่าย ด้วยเหตุนี้ ครอบครัวภายใต้การจัดการของเมิ่งหลานจึงถือว่า "เป็นระเบียบเรียบร้อย" ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตน
เมิ่งหลานเห็นนางหยางเก็บกวาดเกือบเสร็จแล้ว และสังเกตเห็นเหอเหลียนเหลียนจากบ้านรองยังอยู่บ้าน จึงสั่งนางว่า
"เหลียนเหลียน วันนี้เจ้าดูน้องกวงจงนะ ย่าจะพาอาสะใภ้สามเข้าเมือง"
พูดจบ นางก็ไปหยิบไข่เพิ่มอีกสองสามฟอง และตักข้าวสารดิบใส่กะละมังใบเล็ก พร้อมกำชับเหอเหลียนเหลียน "ถ้าย่ากับอาสะใภ้สามกลับมาดึก ให้แม่เจ้ากลับมาหุงข้าวได้เลย"
เหอเหลียนเหลียนเป็นลูกของนางเจียง สะใภ้บ้านรอง ตอนที่นางเกิด เจ้าของร่างเดิมคิดว่าในเมื่อมีเจ้าตี (เรียกน้องชาย) และพ่านตี (รอน้องชาย) แล้ว คนนี้ก็ควรชื่อ 'เหลียนตี' (น้องชายต่อเนื่อง)
แต่นางเจียงไม่ยอมและเถียงกับแม่สามีเป็นครั้งแรก สุดท้ายเจ้าของร่างเดิมเห็นว่าเป็นแค่หลานสาว ชื่ออะไรก็ช่างเถอะ จึงตามใจนางเจียง ไม่ได้ตั้งชื่อว่าเหลียนตี แต่ให้ชื่อว่าเหลียนเหลียนแทน
เหอเหลียนเหลียนถอดแบบนิสัยมาจากนางเจียง นางเป็นเด็กกล้าหาญและร่าเริง เช่นเดียวกับที่แม่ของนางไม่กลัวเมิ่งหลาน นางเองก็ไม่กลัวท่านย่าเหมือนพี่สาวคนโตและคนรอง
ทันทีที่เมิ่งหลานสั่ง นางก็รับคำอย่างแข็งขัน
"ท่านย่า ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะดูกวงจงให้อย่างดี ท่านไปกับอาสะใภ้สามไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ"
เมื่อวานเมิ่งหลานให้นางหยางไปเรียกเจ้าสามกลับจากในเมือง แต่เช้านี้ตื่นมาคิดดูแล้ว นางตัดสินใจไปดูด้วยตาตัวเองดีกว่าว่าเหอเทียนซื่อทำอะไรอยู่ที่นั่นกันแน่
เรียนหนังสืองั้นรึ? นางเดาว่าเขาคงไม่ได้ตั้งใจเรียนหรอก ไม่อย่างนั้นผ่านไปตั้งหลายปีทำไมยังไม่เป็นโล้เป็นพาย?
สู้รีบไปลากคอลูกทรพีคนนี้กลับมาเสียแต่เนิ่นๆ ดีกว่า ดีกว่าปล่อยให้ไปก่อเรื่องข้างนอกให้เดือดร้อนถึงนาง
ส่วนเรื่องที่จะให้เขาส่งเงินกลับมาให้ที่บ้านเดือนละหนึ่งพวง? เมิ่งหลานคิดว่าด้วยนิสัยขี้เกียจสันหลังยาวอย่างเหอเทียนซื่อ คงไม่มีปัญญาหามาจ่ายหรอก
"นางหยาง วันนี้เจ้าไปในเมืองกับข้า ไปตามหาเจ้าเทียนซื่อ"
เมิ่งหลานตัดสินใจแทนเสร็จสรรพ นางหยางได้ยินทีแรกก็อึ้งไป ก่อนจะพยักหน้าอย่างจำยอม แม่สามีจะทำอะไรนางก็ต้องทำตาม อย่างไรก็ขัดขืนไม่ได้อยู่แล้ว สองวันมานี้แม่สามีปราบพยศนางจนอยู่หมัด
หมู่บ้านของเมิ่งหลานอยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง เมิ่งหลานและนางหยางอาศัยติดเกวียนชาวบ้านไป ไม่นานก็ถึง
นางหยางเคยมาหาเหอเทียนซื่อในเมืองทุกเดือนจึงคุ้นเคยเส้นทางดี เมิ่งหลานสั่งให้นางนำทางทันที
หลังจากเดินในเมืองสักพัก ทั้งสองก็มาถึงที่พักของเหอเทียนซื่อ เป็นลานบ้านเล็กๆ ที่เขาเช่าอยู่ในตรอกแห่งหนึ่ง
นางหยางเดินนำเข้าไปอย่างคุ้นเคย ในลานบ้านมีผู้เช่าคนอื่นกำลังซักผ้าอยู่ พอเห็นนางหยางก็เงยหน้าทักทาย เห็นได้ชัดว่ารู้จักกัน แต่แววตาที่มองเมิ่งหลานกลับเต็มไปด้วยความสงสัย
นางหยางยิ้มเจื่อนๆ พยักหน้ารับ แล้วพาแม่สามีเดินลึกเข้าไป
เมื่อมาถึงหน้าห้องหนึ่ง ประตูใหญ่ปิดสนิท นางหยางหยุดฝีเท้าแล้วยกมือขึ้นเคาะ
"ใครน่ะ—"
เสียงเกียจคร้านของเหอเทียนซื่อดังลอดออกมาจากข้างใน เวลานี้เขาควรจะเรียนอยู่ที่สำนักศึกษาแท้ๆ
"พี่เทียนซื่อ ข้ากับท่านแม่มาหาเจ้าจ้ะ" นางหยางทำใจดีสู้เสือตะโกนบอก
จากนั้นเมิ่งหลานก็ได้ยินเสียงกุกกักวุ่นวายจากข้างใน ไม่นานประตูก็เปิดออก เผยให้เห็นใบหน้ามันเยิ้มและง่วงงุนของเหอเทียนซื่อ
"ท่านแม่? ท่านมาทำไมขอรับ?" เหอเทียนซื่อถามเมิ่งหลานด้วยท่าทีลนลานและร้อนตัว
"ทำไม? ข้ามาไม่ได้รึ?" เมิ่งหลานจ้องหน้าลูกชายด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เหอเทียนซื่อเริ่มพูดติดอ่างทันที
"ท่านแม่... ท่านแม่จะมาเมื่อไหร่ก็ได้ขอรับ ลูกไม่ได้... ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น..."
"แล้วทำไมยังยืนขวางประตูอยู่ได้? ไม่คิดจะเชิญแม่เข้าไปดูข้างในหน่อยรึ?"
เมิ่งหลานเห็นเหอเทียนซื่อยืนขวางประตูด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลน บังสายตาไม่ให้นางมองเข้าไปในห้อง ความสงสัยจึงพุ่งขึ้นมาทันที