- หน้าแรก
- พลิกชะตาคุณยายซูเปอร์มาร์เก็ต ร่ำรวยได้ไม่ต้องขายหลาน
- บทที่ 5 ข้าฝันเห็นพ่อของพวกเจ้า
บทที่ 5 ข้าฝันเห็นพ่อของพวกเจ้า
บทที่ 5 ข้าฝันเห็นพ่อของพวกเจ้า
บทที่ 5 ข้าฝันเห็นพ่อของพวกเจ้า
ไม่นานนัก ทุกคนก็จัดการอาหารตรงหน้าจนเกลี้ยง ไม่เหลือข้าวแม้แต่เม็ดเดียวในชาม
ก้นหม้อยังมีโจ๊กข้าวเหลืออยู่เล็กน้อย เมิ่งหลานจึงหาชามมาเทใส่ ได้ประมาณครึ่งชาม นางวางโจ๊กครึ่งชามนั้นไว้ตรงหน้า โดยไม่สนใจสายตาละโมบของสะใภ้สามแซ่หยาง
"ข้าฝันเห็นพ่อของพวกเจ้า"
นี่คือประโยคแรกที่เมิ่งหลานเอ่ยปาก และเป็นผลลัพธ์จากการไตร่ตรองมาอย่างดี
นางจำเป็นต้องหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลสำหรับการเปลี่ยนแปลงของตน และ ‘เหอเหล่าลิ่ว’ ผู้ล่วงลับก็เป็นข้ออ้างที่ดีที่สุด เพราะคนตายพูดไม่ได้ ไม่ว่าจะดำหรือขาวล้วนขึ้นอยู่กับปากของเมิ่งหลานเพียงผู้เดียว
ท่ามกลางสายตาของทุกคน เมิ่งหลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเดิมของเจ้าของร่าง แต่ไม่รู้ทำไม ‘เหอชวนจง’ กลับสัมผัสได้ถึงความเศร้าโศกเจือจาง
เขาเป็นลูกคนที่สี่ของเมิ่งหลาน และเป็นลูกชายคนแรก
สมัยที่น้องชายอีกสองคนยังเล็กและบิดายังมีชีวิตอยู่ เมิ่งหลานรักและเอ็นดูเขามากที่สุด
ในแง่หนึ่ง เขาคิดถึงบิดาอย่างเหอเหล่าลิ่วยิ่งกว่าเมิ่งหลานเสียอีก
เมิ่งหลานพูดพลางหลุบตาลงเล็กน้อย
ท่าทางเช่นนี้ในสายตาผู้อื่นดูเหมือนหญิงชราที่ใจสลาย แต่ในความเป็นจริง เมิ่งหลานกำลังรู้สึกผิดที่ต้องโกหก กลัวว่าจะถูกจับได้
นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ
"หลายวันมานี้ บ้านสามคอยเร่งรัดให้ข้ายกจ้าวดี้ให้แต่งเข้าตระกูลหยาง... พูดตามตรง ในใจข้าลังเลมาตลอด"
"เมื่อคืนข้าฝันเห็นพ่อของพวกเจ้า เขาบอกว่าต่อจากนี้ไป ต่อให้พวกเราต้องรัดเข็มขัดจนกิ่ว ก็ห้ามขายเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลเหอกินเด็ดขาด เขาตำหนิข้าที่ลำเอียง ไม่ยุติธรรมกับเจ้าใหญ่และเจ้ารองมาตลอดหลายปี"
"ชวนจง ชวนเจีย และเทียนซื่อ ล้วนเป็นลูกชายของข้า เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของข้าทั้งนั้น ไม่มีคนไหนที่ข้าไม่รัก เพียงแต่หลายปีมานี้ ข้าลำเอียงรักใคร่เทียนซื่อจนละเลยชวนจงกับชวนเจีย"
"โชคดีที่ยังไม่สายเกินไป"
"นับจากนี้ข้าจะปฏิบัติต่อพวกเจ้าสามพี่น้องอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะบ้านสาม รอเขากลับมาเมื่อไหร่ ให้บอกเขาไปว่าพี่ชายทั้งสองส่งเสียเขาเรียนมาหลายปีแล้ว ตอนนี้เขาเองก็ได้เป็นพ่อคน ถึงเวลาต้องตอบแทนบุญคุณครอบครัวและพี่น้องบ้างแล้ว"
วาจาของเมิ่งหลานเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางแสกหน้าของสะใภ้สามแซ่หยาง ภรรยาของ ‘เหอเทียนซื่อ’
นางรู้ดีแก่ใจว่าคำพูดของแม่สามีหมายความว่า นับจากนี้บ้านสามของนางจะไม่มีสิทธิพิเศษเหนือใครอีกต่อไป
แต่ถ้อยคำเหล่านี้เมื่อตกกระทบหูของบ้านใหญ่และบ้านรอง กลับไพเราะราวกับเสียงสวรรค์
โดยเฉพาะพี่ใหญ่ เหอชวนจง เมื่อเห็นมารดาแท้ๆ เอ่ยปากเช่นนั้น เขาก็ตื้นตันจนน้ำตาแทบไหล
ผ่านไปหลายปี ในที่สุดเขาก็ได้รับรู้ว่ามารดายังคงห่วงใยเขาอยู่ลึกๆ ในใจ
ดวงตาของ ‘นางเถียน’ สะใภ้ใหญ่ก็เป็นประกายขึ้นมา นางเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของแม่สามีในวันนี้ได้ทันที
เมื่อคิดว่าแม่สามีจะไม่ขายจ้าวดี้อีกแล้ว ภูเขาที่ทับอยู่ในอกก็ถูกยกออกไปจนหมดสิ้น
สีหน้าของลูกรอง ‘เหอชวนเจีย’ ก็ดูซาบซึ้งใจเช่นกัน ผิดกับสะใภ้รอง ‘นางเจียง’ ที่มีสีหน้าตายด้าน เดาใจไม่ถูก
นางเถียนเป็นพี่สาวคนโตในครอบครัวเดิม เคยชินกับการดูแลน้องๆ นิสัยจึงอ่อนโยนจนถึงขั้นหัวอ่อน
ต่างจากพี่สะใภ้ใหญ่อย่างนางเถียน นางเจียงมีทั้งพี่ชายพี่สาวอยู่ข้างบนและน้องชายสาวน้องอยู่ข้างล่าง นางเป็นคนกลางที่บิดาไม่โปรด มารดาไม่รัก จึงต้องยืนหยัดด้วยลำแข้งของตนเองมาตั้งแต่เด็ก
ตอนที่นางหมายตาลูกรองตระกูลเหอ ก็เพราะชื่นชมในความอดทนและขยันขันแข็งของเหอชวนเจีย คิดว่าถ้าสองสามีภรรยาช่วยกันทำมาหากิน สักวันชีวิตคงจะดีขึ้น
ทว่านางคาดไม่ถึงว่าจะต้องมาเจอแม่สามีเช่นนี้ แถมเหอชวนเจียก็กตัญญูจนเกินเหตุ
นางเจียงรู้สึกว่าท่าทีของแม่สามีในวันนี้ผิดปกติเกินไป สงสัยว่านางกำลังหลอกล่อพวกตนเพื่อวางแผนการใหญ่บางอย่างในภายหลังหรือไม่
นางลังเลอยู่หลายตลบ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเสี่ยงลองหยั่งเชิงเมิ่งหลานดู
"ท่านแม่ ครอบครัวเรายังต้องพึ่งพาการสอบขุนนางของน้องสามเพื่อลืมตาอ้าปากนะเจ้าคะ หากทำเช่นนี้จะไม่กระทบอนาคตของน้องสามหรือ?"
นี่เป็นประโยคที่เมิ่งหลานคนเก่าชอบพูดจนติดปาก
สมัยที่เจ้าของร่างเดิมยังอยู่ นางมักจะใช้คำพูดนี้กรอกหูคนในบ้านทุกวัน
น้ำเสียงของนางเจียงเต็มไปด้วยความระมัดระวัง แม้จะระวังตัวแจแล้ว แต่นางก็เตรียมใจที่จะโดนด่า
ทว่าคำด่าทอที่คาดไว้กลับไม่เกิดขึ้น เมิ่งหลานกลับหันไปด่าเหอเทียนซื่อแทน
"เรียนอะไรกัน? เรียนมาตั้งกี่ปีก็ไม่เห็นจะมีชื่อเสียงเกียรติยศอะไรกลับมา ข้าว่าเขาไม่ได้เกิดมาเพื่อเรียนหนังสือหรอก"
"อ่านตำราปราชญ์ภาษาอะไร ให้แม่แท้ๆ พี่น้อง และหลานๆ ต้องอดอยาก ข้าว่าเขาอ่านตำราลงท้องหมาไปหมดแล้วกระมัง! หลายปีมานี้เขาไม่เคยหาเงินเข้าบ้านได้สักแดงเดียว!"
ยิ่งเมิ่งหลานด่า นางก็ยิ่งรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจ
ยิ่งสะใภ้สามฟัง หน้าตาก็ยิ่งมืดมน หัวใจเริ่มสั่นระรัว
คุณพระช่วย ตื่นมาอีกทีโลกก็เปลี่ยนไปแล้ว
ไม่เพียงแต่นางและเหอเทียนซื่อจะกลายเป็นชนชั้นต่ำสุดในบ้าน แต่ยังจะกลายเป็นเป้าให้ทุกคนรุมประณามอีกด้วย
"สะใภ้สาม คราวหน้าน้องสามกลับมา... ไม่สิ พรุ่งนี้เจ้านั่งเกวียนเข้าเมืองไปบอกน้องสามเลยนะ บอกว่าแม่สั่ง ต่อไปนี้ที่บ้านจะไม่ให้เงินเขาอีกแล้ว นับจากนี้เขาต้องส่งเงินให้ที่บ้านเดือนละหนึ่งพวง หรือไม่ก็กลับมาทำนากับพี่ใหญ่และพี่รอง!"
เงินหนึ่งพวงเท่ากับหนึ่งพันอีแปะ เมิ่งหลานไม่ได้โลภจนเกินไป
เหอเทียนซื่อร่ำเรียนมาหลายปี อ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็น
ถ้าขยันหน่อยก็ไปรับจ้างเขียนจดหมาย ได้ฉบับละสิบอีแปะ
ถ้าคัดลอกตำรา ก็ได้เล่มละสองสามร้อยอีแปะ
หรือจะไปรับจ้างทำบัญชีให้ร้านค้าก็ได้
มีหนทางหาเงินมากมายในเมือง ซึ่งล้วนแต่สบายกว่างานแบกหามของพี่ใหญ่และพี่รองตั้งเท่าไหร่
น่ารังเกียจนักที่เหอเทียนซื่อโตจนป่านนี้ยังแบมือขอเงินที่บ้านอยู่ได้!
ทุกคำพูดของเมิ่งหลานทำให้สะใภ้สามเจ็บปวดหัวใจ
เมื่อเมิ่งหลานรัวคำพูดจนจบ สะใภ้สามก็ตกใจจนแทบเป็นลม
ดูจากท่าทีของหญิงชราในวันนี้ บ้านสามของพวกนางคงใช้ชีวิตลำบากแน่แล้ว!
เมื่อครู่นางยังคิดอยากจะกินน้ำตาลทรายแดง แต่ตอนนี้เกรงว่าแม้แต่ข้าวก็คงจะกินไม่อิ่มท้อง
ตรงกันข้าม เมื่อนางเจียงได้ยินคำด่ากราดของเมิ่งหลาน มุมปากของนางกลับอดไม่ได้ที่จะยกยิ้ม
แม่สามีด่าน้องสาม นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่นางแต่งเข้าบ้านตระกูลเหอ
ไม่ว่าแม่สามีจะใจแข็งกับน้องสามได้จริงหรือไม่ แต่นี่ก็นับเป็นการเริ่มต้นที่ดี
แสดงว่าตำแหน่งของเหอเทียนซื่อในใจเมิ่งหลานเริ่มสั่นคลอนแล้ว
"นี่ก็ดึกแล้ว น้ำมันตะเกียงก็ไม่มี พวกเจ้าแยกย้ายกันกลับห้องไปพักผ่อนเถอะ"
เมิ่งหลานมองท้องฟ้าที่เกือบจะมืดสนิท คิดว่าวันนี้พูดไปมากพอแล้ว
การเปลี่ยนแปลงต้องค่อยเป็นค่อยไป สิ่งที่สื่อสารไปในวันนี้ก็นับว่าเพียงพอแล้ว นางจึงไล่ให้ทุกคนกลับห้อง
เมื่อเมิ่งหลานออกคำสั่ง สะใภ้ใหญ่แซ่เถียน พร้อมด้วยเหอจ้าวดี้และเหอพานดี้ ก็ลุกขึ้นเตรียมเก็บกวาดถ้วยชาม
งานบ้านเหล่านี้ปกติจะผลัดเวรกันระหว่างบ้านใหญ่และบ้านรอง วันนี้พอดีเป็นเวรของบ้านใหญ่
เดิมทีตอนที่สะใภ้สามแต่งเข้ามาใหม่ๆ นางก็แสร้งทำเป็นช่วยงานบ้าง สะใภ้ทั้งสามคนผลัดเวรกันทำ
แต่พอสะใภ้สามคลอดลูกชาย หางก็ชี้ฟ้า ยกมือไม้ไม่ยอมทำอะไร รังแกพี่สะใภ้ใหญ่และพี่สะใภ้รองที่เป็นคนซื่อ
เจ้าของร่างเดิมที่ลำเอียงอยู่แล้วก็แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น
แต่เมิ่งหลานจะไม่ตามใจนิสัยเสียของสะใภ้สามอีกต่อไป
"สะใภ้ใหญ่ วางมือซะ กลับห้องไปพักผ่อน นับจากนี้งานบ้านทั้งหมดให้สะใภ้สามเป็นคนทำ"
"ท่านแม่ นี่... นี่... ก่อนหน้านี้ตกลงกันแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ? ว่าข้ากับพี่สะใภ้ใหญ่และพี่สะใภ้รองจะผลัดเวรกัน!"
ทันทีที่สะใภ้สามได้ยินเมิ่งหลานบอกว่านางต้องเหมางานทั้งหมด นางก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
ถ้านางไม่พูดเพื่อตัวเองตอนนี้ เกรงว่าต่อไปคงโดนพี่สะใภ้ใหญ่และพี่สะใภ้รองเหยียบจมดินแน่
เมื่อได้ยินคำพูดของสะใภ้สาม เมิ่งหลานก็มองนางด้วยรอยยิ้มกึ่งบึ้งตึงแล้วสวนกลับว่า "แล้วที่ผ่านมาเจ้าเคยทำหรือเปล่าล่ะ?"
สะใภ้สามที่เตรียมคำพูดไว้เป็นตะกร้า พลันจุกจนพูดไม่ออกด้วยประโยคเรียบง่ายของเมิ่งหลาน
ที่ผ่านมานางไม่เคยทำจริงๆ
ถ้าแม่สามีไม่ถือสา ก็ไม่มีเรื่องอะไร แต่ตอนนี้แม่สามีกลับถือสาขึ้นมา
สะใภ้สามยืนอึ้งอยู่กับที่ อ้ำอึ้งจนพูดไม่ออก