- หน้าแรก
- จักรพรรดิโอสถศาสตรา
- บทที่ 47 - เรื่องเก่า
บทที่ 47 - เรื่องเก่า
บทที่ 47 - เรื่องเก่า
เสิ่นเทียนเดินออกจากห้องทำงานเจ้าหน้าที่บันทึกความดีความชอบ เดินไปตามระเบียงกว้างที่ปูด้วยหินสีเขียว ก็จัดการลงนามในสัญญาจิตวิญญาณพร้อมกับพ่อบ้าน ต่างคนต่างหยดเลือดบริสุทธิ์ลงไป
นับแต่เขาได้สัญญาฉบับนี้มา เสิ่นซางก็มองเขาตาละห้อย เต็มไปด้วยความปรารถนา
เสิ่นเทียนก็ยินดีให้เป็นเช่นนั้น พอเซ็นสัญญานี้ แล้วช่วยเสิ่นซางหลอมรวมอาวุธวิเศษ คนผู้นี้ก็จะตกอยู่ในกำมือเขา ให้เขาบีบคลึงได้ตามใจชอบ
และในขณะที่เสิ่นซางกำลังเก็บสัญญาเข้าอกเสื้อด้วยความดีใจ เบื้องหน้าทางทิศหอพักนักเรียน (ซั่งเซ่อเยี่ยน) ก็มีเสียงฝีเท้าสับสนเร่งรีบและเสียงตวาดด่าทอดังขึ้น
"หยุดนะ! ไอ้ชาติหมา ยังกล้าหนีอีก?!"
"หนีพระได้หนีวัดไม่ได้! หนีอีกก้าวเดียว ลองนึกถึงแม่แก่ๆ ที่นอนติดเตียงที่บ้านเจ้าดู!"
"ดักทางซ้าย! อย่าให้มันมุดเข้าไปในหอพักอาจารย์!"
"ทำให้มันพิการ! ตีขาให้หัก ดูสิมันจะสอบยังไง!"
เสิ่นเทียนขมวดคิ้ว มองไปตามเสียง
เห็นเพียงไกลออกไปมีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังวิ่งหนีอย่างทุลักทุเล เขาใส่ชุดนักเรียนที่ซักจนซีดขาว ชายเสื้อขาดวิ่น ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าเปื้อนโคลนและคราบเลือด แววตาตื่นตระหนกและโกรธแค้น
ด้านหลังเขามีผู้ฝึกยุทธ์ระดับเจ็ดหน้าตาดุร้ายสองคน นำกลุ่มคนที่แต่งกายเหมือนบ่าวไพร่ไล่กวดมาติดๆ ร่างกายปราดเปรียวดุจเสือดาว
วงนอกยังมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับเจ็ดแปดอีกหกเจ็ดคนตีวงล้อมเข้ามา ปิดทางหนี พวกเขาเคลื่อนไหวรวดเร็ว ประสานงานกันอย่างรู้ใจ ก่อตัวเป็นตาข่ายที่มิดชิด บีบให้ชายหนุ่มผู้นั้นจนตรอก ราวกับลูกแกะที่ถูกฝูงหมาป่าล้อมจับ
สองข้างทางระเบียงมีผู้ใช้อาวุธและนักเรียนจำนวนมากออกมามุงดูตามเสียง
พวกเขามองดูชายหนุ่มที่ถูกไล่ล่าด้วยสายตาซับซ้อน บ้างเห็นใจ บ้างโกรธแค้น บ้างยิ้มขื่น บ้างสายตาหลุกหลิก บ้างไม่พอใจ แต่ส่วนใหญ่คือถอนหายใจอย่างจนปัญญา
หลายคนกำหมัดแน่น แต่แล้วก็คลายออกอย่างหมดแรง ได้แต่ยืนมองตาปริบๆ กล้าโกรธแต่ไม่กล้าพูด
เสิ่นเทียนกวาดสายตามอง เห็นร่างที่คุ้นเคยยืนอยู่ที่ขอบฝูงชน
นั่นคือเฟ่ยอวี้หมิง! คนผู้นี้กำลังไพล่มือยืนอยู่อย่างหยิ่งยโสและเย็นชา มุมปากยกยิ้มเยาะ ราวกับกำลังชมการล่าสัตว์ที่จัดเตรียมมาอย่างดี
เสิ่นเทียนยังสังเกตเห็นว่าพวกผู้ฝึกยุทธ์ที่ไล่ล่าและปิดล้อม ล้วนสวมชุดรัดกุมสีดำเทาที่สั่งตัดพิเศษขององครักษ์ตระกูลเฟ่ย เอวห้อยป้ายเอวลายเมฆที่เป็นเอกลักษณ์ของตระกูลเฟ่ย
เขาขมวดคิ้ว เกิดความสงสัย
เฟ่ยอวี้หมิงผู้นี้สอบตกในการตรวจสอบร่างกายรอบตรวจสอบผู้ใช้อาวุธ และขาดสอบรอบประลองยุทธ์ ถูกถอดถอนชื่อและยึดคืนสถานะผู้ใช้อาวุธไปแล้ว
ตอนนี้มาเล่นละครฉากไหนอีก?
เขายื่นมือออกไป คว้าคอเสื้อนักเรียนร่างเตี้ยล่ำที่กำลังมุงดูอยู่อย่างแม่นยำ ถามเสียงขรึม "เกิดเรื่องอะไรขึ้น?"
นักเรียนเตี้ยล่ำผู้นั้นหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น พอถูกคนคว้าตัวกะทันหัน ก็จะดิ้นรนด่าทอตามสัญชาตญาณ แต่พอหันมาเห็นใบหน้าของเสิ่นเทียนที่มี 'ชื่อเสียงเกริกไกร' ในเมืองไท่เทียน ก็เหมือนถูกบีบคอ ความโกรธกลายเป็นความกลัวทันที
เขากลืนน้ำลาย ตอบตะกุกตะกัก "เสิ่น... คุณชายเสิ่น... คือเฟ่ยอวี้หมิงขอรับ เขา... ก่อนหน้านี้สอบตกในการตรวจสอบ ถูกถอดถอนสถานะผู้ใช้อาวุธ ตอนนี้อยากจะเข้าร่วมการสอบคัดเลือกผู้ใช้อาวุธรอบทั่วไป (กงซื่อ) ต้นเดือนแปด แต่โควตาสอบรอบทั่วไปมีจำกัด เขา... เขาก็เลยเล็งไปที่จ้าวเสี่ยวหู่!
จ้าวเสี่ยวหู่ทางบ้านยากจน แค่เคยได้รับความช่วยเหลือจากตระกูลเฟ่ยเล็กน้อยเมื่อนานมาแล้ว และใช้หนี้บุญคุณไปหมดแล้ว ตอนนี้ตระกูลเฟ่ยบีบให้เขาสละสิทธิ์สอบที่อุตส่าห์ได้มา เสี่ยวหู่ไม่ยอม พวกเขา... พวกเขาก็เลยจะตีขาเขาให้หัก ให้เขาไปสอบไม่ได้!"
นักเรียนเตี้ยล่ำพูดจบ แววตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นไม่เป็นธรรม แต่ก็รีบก้มหน้าลง ไม่กล้ามองไปทางเฟ่ยอวี้หมิงอีก
สีหน้าของเสิ่นเทียนมืดครึ้มดุจน้ำทันที ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาจากก้นบึ้งดวงตา
คำพูดของนักเรียนเตี้ยล่ำ เปรียบเสมือนกุญแจเย็นเฉียบ ไขเปิดประตูความทรงจำที่ถูกปิดผนึกของเขา
หกสิบกว่าปีก่อน ตอนที่เขายังเป็นนักเรียนดิ้นรนอยู่ที่ก้นบึ้งของกรมศาสตรา จริงๆ แล้วก็เคยประสบกับฉากที่คล้ายคลึงกันนี้!
ตอนนั้นเขาเป็นเพียงนักเรียนที่ไม่มีใครสนใจในกรมศาสตรา เพราะไม่ยอมก้มหัวให้ตระกูลใหญ่ ถูกคนใช้วิธีการต่างๆ แย่งชิงโควตาสอบไปอย่างหน้าด้านๆ ถึงสามครั้งซ้อน เจอทางตันทุกทิศทาง ไม่มีโอกาสได้ผุดได้เกิด
สุดท้ายเขาหมดอาลัยตายอยาก แอบหลอมรวมอาวุธวิเศษ เดินเข้าสู่เส้นทางมาร ถูกราชสำนักไล่ล่าสังหารมาหลายสิบปี จนกระทั่งจบชีวิตที่ภูเขาสมุนไพรเทวะ
ความอัปยศ ความโกรธแค้น และความไม่ยินยอมในตอนนั้น เหมือนเถาวัลย์พิษที่เลื้อยพันหัวใจในทันที ทำให้เขาเกิดความรังเกียจเข้ากระดูกต่อภาพเบื้องหน้า
ในขณะที่พวกเขาคุยกัน วงล้อมก็บีบกระชับเข้ามาภายใต้แรงกดดันของผู้ฝึกยุทธ์ตระกูลเฟ่ย
ชายหนุ่มที่ชื่อจ้าวเสี่ยวหู่ถูกต้อนไปจนมุมกำแพงใกล้ๆ ถอยไม่ได้อีกแล้ว ผู้ฝึกยุทธ์ระดับแปดคนหนึ่งยิ้มเหี้ยม ฝ่ามือใหญ่ดั่งพัดใบลานพกพาลมปราณเกรี้ยวกราด ตะปบเข้าที่ไหล่ของเขา หมายจะจับกดให้หมอบ
เสิ่นเทียนพลิกข้อมือ ทวนสั้นนิลกาญจน์ปรากฏขึ้นในมือทันที ฟันฉับไปข้างหน้า!
"วูม!"
เสียงหวีดหวิวดั่งฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ปราณทวนสีทองคำคล้ำที่ควบแน่นดุจวัตถุพุ่งแหวกอากาศ ออกทีหลังแต่ถึงก่อน กระแทกเข้ากับแขนของผู้ฝึกยุทธ์ระดับแปดที่ตะปบจ้าวเสี่ยวหู่อย่างแม่นยำ
"ปัง!" เสียงทึบหนัก
ผู้ฝึกยุทธ์ระดับแปดผู้นั้นราวกับถูกค้อนหนักทุบ แขนสั่นสะท้าน ร่างทั้งร่างถูกแรงมหาศาลกระแทกจนเซถลาถอยหลังไปหลายก้าว ท่าจับกุมถูกทำลายในพริบตา
ผู้ฝึกยุทธ์ระดับแปดอีกคนที่พุ่งเข้ามาก็ถูกลมปราณที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้บีบจนชะงัก
พวกผู้ฝึกยุทธ์ตระกูลเฟ่ยเห็นดังนั้นก็ชะงัก หันมามองเสิ่นเทียน
เสิ่นเทียนเดินเข้าไปด้วยท่าทางไม่ยี่หระ ไปยืนขวางหน้าจ้าวเสี่ยวหู่ที่ตัวสั่นเทา
"แซ่เฟ่ย" สายตาของเขาคมกริบดุจมีดน้ำแข็งกวาดมองคนตระกูลเฟ่ย สุดท้ายไปหยุดที่ใบหน้าของเฟ่ยอวี้หมิงที่อยู่ไกลออกไป น้ำเสียงไม่ดัง แต่แฝงอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธ "คนผู้นี้ข้าคุ้มครองแล้ว รู้ความหน่อย ก็พาคนของเจ้าไสหัวไป"
"เสิ่นเทียน?!" เฟ่ยอวี้หมิงเห็นเข้าก็ตะลึงงันอย่างยิ่ง จากนั้นก็แค่นเสียงหัวเราะ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความดูแคลน "เจ้าเป็นตัวอะไร? ยังกล้ามาวางก้ามที่นี่? คุ้มครองเขา? เจ้าเอาอะไรมาคุ้มครอง?!"
เขาเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ใบหน้าเย้ยหยันยิ่งกว่าเดิม เสียงดังขึ้นอีกหลายส่วน ราวกับจะให้ทุกคนได้ยิน "ฮ่า! ข้าเกือบลืมไป ลุงของเจ้า เสิ่นปาต๋า ที่เป็นที่พึ่งในกรมสรรพาวุธของเจ้า สองสามวันนี้ล้มไปแล้วนี่? ได้ยินว่าถูกเนรเทศไปกวาดส้วมที่กรมปัดกวาดแล้ว? ตอนนี้ก็แค่พระดินเผาข้ามแม่น้ำ เอาตัวยังไม่รอด!
เจ้าเสิ่นเทียนตอนนี้ก็แค่เสือถอดเขี้ยว ไม่สิ เสือก็ยังไม่ได้เป็น เป็นแค่หมาจนตรอก! ยังกล้ามาสามหาวกับนายน้อยอย่างข้าที่นี่? ใครให้ความกล้าหมาๆ กับเจ้า?!"
เสิ่นซางและเสิ่นซิวหลัวได้ยินดังนั้นก็ชะงัก มองหน้ากัน ในแววตาของทั้งคู่ฉายแววตกใจและกังวล
พวกเขาติดตามเสิ่นเทียนมาตลอด ไม่รู้เลยว่าเสิ่นปาต๋าถูกลดขั้นแล้ว
นายท่านผู้เฒ่าหมดอำนาจในวังแล้วหรือ?
เสิ่นเทียนกลับคิ้วไม่กระดิก เขาขี้เกียจจะเปลืองน้ำลายกับเจ้าโง่นี่ สะบัดแขนเสื้อ เค้นเสียงเย็นชาออกมาจากไรฟันคำหนึ่ง "ตี!"
เสิ่นซางและเสิ่นซิวหลัวได้ยินดังนั้น ก็รีบกดความหวั่นไหวในใจลง ตั้งสมาธิ
เสิ่นซางทำเพราะความเคยชินที่จะเชื่อฟังเจ้านายตระกูลเสิ่นมาอย่างยาวนาน และความกตัญญูต่อตัวเสิ่นเทียน ส่วนเสิ่นซิวหลัวทำเพราะทนดูเรื่องตรงหน้าไม่ได้โดยสัญชาตญาณ
ปฏิกิริยาของนางรวดเร็วที่สุด ร่างกายเลือนรางทิ้งภาพติดตาสีทองจางๆ ไว้ที่เดิม ร่างจริงดุจภูตพรายแทรกเข้าไประหว่างผู้ฝึกยุทธ์ระดับเจ็ดตระกูลเฟ่ยสองคนที่พุ่งเข้ามา
ดาบเหล็กกล้าลงยันต์ตีสามร้อยครั้งคู่หนึ่งในมือนาง ไม่ใช่อาวุธเย็นเยียบอีกต่อไป แต่กลายเป็นแพรสีเขียวสองสายที่ฉีกกระชากอากาศ!
แสงดาบเร็วจนสายตามองไม่ทัน วิถีดาบพิสดารพันลึก แฝงคลื่นพลังมายาที่ล่อลวงจิตใจ
หลังจากนางเลื่อนระดับเป็นระดับเจ็ดขั้นต้น และเปลี่ยนไปฝึก 《มหาเวทจิ้งจอกดำแปลงสวรรค์》 กับ 《ย่างก้าวเงามายา》 แล้ว ตอนนี้ผ่านไปวันหนึ่ง พลังต่อสู้ก็เพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน!
ผู้ฝึกยุทธ์ระดับเจ็ดคนหนึ่งคำรามลั่น ฟันดาบต้านรับ ทันทีที่คมดาบปะทะกัน เขาก็รู้สึกถึงแรงมหาศาลที่ไม่อาจต้านทานผสมกับแรงสั่นสะเทือนประหลาด แขนชาด้านทันที ดาบเหล็กกล้าในมือถึงกับถูกกระแทกจนเบี่ยงออก
ฉัวะ!
ดาบอีกเล่มของเสิ่นซิวหลัวดุจงูพิษฉกกัด ส่งเสียงหวีดหวิวโหยหวน ฟันเข้าที่สีข้างเขาอย่างโหดเหี้ยม!
หากมิใช่เพราะเขาบิดตัวหนีตายในวินาทีวิกฤต ดาบนี้คงผ่าท้องเขาเละเทะ ถึงกระนั้นปราณคุ้มกายก็ถูกฉีกขาดในพริบตา เสื้อผ้าขาดวิ่น ทิ้งรอยเลือดลึกจนเห็นกระดูก ร้องโหยหวนกระเด็นออกไป
ผู้ฝึกยุทธ์ระดับเจ็ดอีกคนยิ่งทุลักทุเล เขาเพิ่งจะคิดโจมตีขนาบข้าง ร่างของเสิ่นซิวหลัวกลับปรากฏขึ้นข้างกายเขาราวกับเทเลพอร์ต แสงดาบดุจแสงจันทร์สาดส่อง ครอบคลุมจุดตายทั่วร่างเขาในพริบตา
เขารับมือพัลวัน ได้ยินเพียงเสียง "ติงๆ ตังๆ" ถี่ยิบดั่งเม็ดฝนของโลหะปะทะกัน ประกายไฟสาดกระจาย
เพลงดาบของเสิ่นซิวหลัวไม่เพียงเร็วและแรง ยังมีจังหวะที่ประหลาด ทุกการปะทะทำให้เลือดลมเขาปั่นป่วน จังหวะถูกทำลายจนหมดสิ้น
เพียงแค่สามลมหายใจ การป้องกันของเขาก็เปิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ ถูกเสิ่นซิวหลัวเตะเข้าที่จุดตันเถียนอย่างจัง ร่างกระเด็นไปเหมือนกระสอบทราย ชนเข้ากับเสาเรือน กระอักเลือดกองโต ลงไปนอนกองกับพื้น หมดสภาพต่อสู้โดยสิ้นเชิง
ในขณะเดียวกัน เสิ่นซางก็เคลื่อนไหวแล้ว
เขาก้าวเท้าหนักแน่นดั่งขุนเขาไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ง้าวกระจายแสงคู่ในมือที่มีรูปลักษณ์โบราณ คมง้าวส่องประกายเย็นเยียบ ไขว้กันที่หน้าอก
"วูม!"
ปราณคุ้มกายสีเหลืองดินอันหนาหนักควบแน่นขึ้นเบื้องหน้าเขาทันที กลายเป็นโล่แสงขนาดยักษ์
หมัดและปราณดาบอันดุดันที่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับแปดตระกูลเฟ่ยสองคนร่วมมือกันโจมตีเข้ามา กระแทกเข้ากับโล่แสงอย่างจัง เกิดเสียงระเบิดกึกก้อง คลื่นลมม้วนตลบ จนนักเรียนที่มีพลังต่ำรอบๆ ต้องถอยหลังกรูด
ทว่าโล่แสงเพียงแค่สั่นไหวรุนแรง แต่กลับตั้งตระหง่านไม่ขยับเขยื้อน!
นัยน์ตาเสิ่นซางส่องประกายเจิดจ้า คำรามต่ำ "เปิด!"
ง้าวกระจายแสงแยกออกด้านข้างอย่างแรง! โล่แสงหนาหนักนั้นระเบิดออกทันที กลายเป็นเศษเสี้ยวปราณอันคมกริบนับไม่ถ้วน ม้วนกลับใส่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับแปดสองคนนั้นดุจคลื่นคลั่ง
ทั้งสองไม่ทันตั้งตัว ปราณคุ้มกายถูกฉีกขาดดุจกระดาษ ร่างกายถูกกรีดเป็นแผลเลือดนับสิบแห่ง ร้องโหยหวนถอยกรูด อาวุธในมือแทบหลุด
เสิ่นเทียนมองดูการระเบิดพลังอันหนักแน่นไร้เทียมทาน ทั้งรุกและรับของเสิ่นซาง แววตาฉายแววรู้ทันและขบขัน
เจ้าโจรน้ำเฒ่านี่ ตอนไปลงถ้ำคราวก่อนออมมือไว้จริงๆ ด้วย! ตอนนี้เอาจริง แม้จะยังห่างจากระดับหก แต่พลังที่ระเบิดออกมาจากความหนักแน่นนั้น เหนือกว่าระดับเจ็ดขั้นสูงสุดทั่วไปมาก โดยเฉพาะพลังป้องกันนั้นน่าทึ่ง
ต้องรอถึงตอนนี้ถึงจะยอมออกแรงเพื่อเขาหรือ?
เฟ่ยอวี้หมิงเห็นลูกน้องฝีมือดีที่ตนพามาถูกเสิ่นซิวหลัวและเสิ่นซางกวาดล้างจนแตกพ่ายดุจไก่ดินสุนัขปั้น รอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้าแข็งค้าง แทนที่ด้วยความตกตะลึงและไม่อยากเชื่อ
โดยเฉพาะพลังต่อสู้ที่น่าสะพรึงกลัวของเสิ่นซิวหลัว ทำให้เขาขนลุกซู่
สตรีนางนี้ถึงกับเป็นระดับเจ็ดแล้ว!
เสิ่นซิวหลัวคนก่อนก็ทำให้พวกเขาหวาดระแวงอยู่แล้ว ตอนนั้นนางแค่ระดับแปดขั้นสูงสุด ก็ยื้อระดับเจ็ดได้สองสามคน ลากคู่ต่อสู้จนหมดแรงตาย
ตอนนี้วิชาตัวเบาดุจภูตพราย เพลงดาบดุดันเกรี้ยวกราด พลังต่อสู้เห็นได้ชัดว่าปะทะกับระดับเจ็ดขั้นสูงสุดได้สบาย! บวกกับลมปราณที่ลึกดั่งมหาสมุทรและพลังฟื้นตัวที่น่ากลัว พลังต่อสู้จริงยิ่งน่ากลัวกว่าเดิม
ส่วนไอ้พ่อบ้านเฒ่านั่นพอเอาจริง อานุภาพกลับเหนือกว่าระดับเจ็ดขั้นสูงสุดทั่วไปมาก โดยเฉพาะพลังป้องกัน แข็งแกร่งดั่งกำแพงเหล็ก
เห็นเสิ่นซิวหลัวและเสิ่นซางถูกผู้ฝึกยุทธ์ตระกูลเฟ่ยสองคนสุดท้ายที่สู้ตายถ่วงเวลาไว้ชั่วคราว เฟ่ยอวี้หมิงลังเลเล็กน้อย นัยน์ตาก็ฉายแววอำมหิตบ้าคลั่ง
ลมปราณแท้จริงในกายเขาระเบิดออกโดยไม่กั๊ก ร่างกายกลายเป็นเงาเลือนราง พุ่งเข้าโจมตีอย่างกะทันหัน! เป้าหมายคือเสิ่นเทียนที่อยู่ข้างๆ!
เขากางนิ้วทั้งห้าเป็นกรงเล็บ ปลายนิ้วมีลมปราณแหลมคมฉีกกระชากอากาศ พุ่งตรงไปที่ลำคอเสิ่นเทียน!
เฟ่ยอวี้หมิงรู้ว่าวันนี้คงจบไม่สวย ผู้ฝึกยุทธ์ที่ตนพามาคงสู้เสิ่นซิวหลัวกับเสิ่นซางไม่ได้
หากเขาไม่อยากถูกเสิ่นเทียนเหยียบหน้า ถอยหนีอย่างน่าสมเพชต่อหน้าธารกำนัล ก็มีแต่ต้องจับโจรจับหัวหน้า!
ไอ้เด็กเวรนี่วรยุทธ์แค่ระดับเก้า แม้จะผ่านการตรวจสอบผู้ใช้อาวุธ แต่ใครจะรู้ว่าตอนนั้นเสิ่นเทียนใช้วิธีลับอะไร?
แต่ตอนนี้บนตัวเขา มีอาวุธวิเศษระดับหกที่ตอนสอบห้ามใช้อยู่ถึงสองชิ้น!
มุมปากเฟ่ยอวี้หมิงแสยะยิ้ม ราวกับเห็นภาพเสิ่นเทียนถูกเขาบีบคออย่างน่าสมเพช
เสิ่นเทียนยืนอยู่ที่เดิม ไม่แม้แต่จะยกเปลือกตา มุมปากกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา
ภาพเฟ่ยอวี้หมิงที่พุ่งเข้ามา กำลังซ้อนทับกับภาพในความทรงจำของเขา
หกสิบแปดปีก่อน ก็มีลูกหลานตระกูลใหญ่คนหนึ่ง เพื่อแย่งสิทธิ์สอบของเขา จะตีขาเขาให้หัก!
เพียงแต่ตอนนั้น แม้เขาจะมีปัญญาจัดการไอ้ลูกผู้ดีนั่น แต่กลับไร้กำลังจะต่อกรกับตระกูลของมัน—————
ในชั่วพริบตาที่กรงเล็บเฟ่ยอวี้หมิงกำลังจะสัมผัสผิวหนังเขา เสิ่นเทียนก็ขยับ!
ไม่ได้ชักทวน เพียงแค่กำหมัดขวา ชกออกไปตรงๆ หนึ่งหมัด!
ทว่าหมัดนี้ กลับแฝงพลังที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ลมปราณแท้จริงวิชาดรุณีบริสุทธิ์อันบริสุทธิ์และร้อนแรงดุจแม่น้ำไหลเชี่ยว ภายใต้การขับเคลื่อนของกระดูกเซียนเทียนสิบข้อ และยังมีเจตจำนงอันบ้าคลั่ง เด็ดเดี่ยว และจะฟันฝ่าทุกสิ่ง ที่มาจากแก่นใจกลางวิชาผ่าโลหิตคลั่งในทะเลจิตสำนึก อัดฉีดเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง!
กระบวนท่าอันแข็งแกร่งของหมัดมังกรพยัคฆ์คู่ผสาน ถูกเขาผสานเข้ากับเจตจำนงอันน่าสะพรึงกลัวของวิชาผ่าโลหิตคลั่งที่ว่า 'เจตจำนงล็อคแน่นดั่งครอบฟ้า พละกำลังดั่งพายุคลั่ง' ได้อย่างสมบูรณ์แบบ!
"โฮก!"
หมัดออกดั่งเสียงมังกรคำรามพยัคฆ์คำรน! บนปราณหมัดสีทองจางๆ ถึงกับมีเส้นเลือดสีแดงคล้ำพันเกี่ยวจางๆ แผ่กลิ่นอายแห่งการทำลายล้างที่น่าใจหายออกมา!
"ตูม!!!"
หมัดและกรงเล็บปะทะกัน เกิดเสียงดังสนั่นดั่งฟ้าร้อง
รอยยิ้มเหี้ยมบนหน้าเฟ่ยอวี้หมิงกลายเป็นความหวาดกลัวถึงขีดสุดในพริบตา เขารู้สึกเพียงพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่ไม่อาจต้านทาน ราวกับจะบดขยี้ขุนเขา ผสมผสานกับเจตจำนงอันคมกริบที่ฉีกกระชากเส้นลมปราณ ระเบิดเข้ามาในร่างกายผ่านแขน! ปราณคุ้มกายแตกสลายดุจฟองสบู่ เสียงกระดูกแตกดังชัดเจน
"อั๊ก!"
เฟ่ยอวี้หมิงเหมือนว่าวสายป่านขาด เลือดสดๆ พุ่งออกจากปาก ร่างทั้งร่างถูกแรงมหาศาลที่ไร้คู่ต่อกรนี้ซัดกระเด็นไป กระแทกเข้ากับผนังระเบียงทางเดินที่แข็งแกร่งห่างออกไปสิบจั้งอย่างจัง!
ผนังเกิดรอยร้าวเป็นใยแมงมุมโดยมีร่างกายเขาเป็นศูนย์กลางทันที
เขารูดลงมากองกับพื้น หน้าอกยุบลง อวัยวะภายในบอบช้ำสาหัส เลือดไหลออกจากปากและจมูกไม่หยุด แววตาเลื่อนลอย แม้แต่แรงจะครางยังไม่มี หมดสภาพต่อสู้โดยสิ้นเชิง
ทั่วทั้งระเบียงเงียบกริบดั่งป่าช้า ทุกคนตกตะลึงกับหมัดสะท้านฟ้าของเสิ่นเทียนจนตัวแข็งทื่อ จากนั้นฝูงชนก็ส่งเสียงฮือฮาดั่งรังแตกรัง
"สวรรค์! หมัดเดียว?! เฟ่ยอวี้หมิงเป็นระดับแปดเต็มตัวเชียวนะ!"
"ซี้ด——เสิ่นเทียนคนนี้ เขาอยู่ระดับเก้าจริงเหรอ? อานุภาพหมัดเมื่อกี้ บอกว่าเป็นระดับเจ็ดข้าก็เชื่อ!" นักเรียนคนหนึ่งสูดหายใจเฮือก ลูบหน้าอกตัวเองโดยสัญชาตญาณ
"แย่แล้วๆ ตอนสอบรอบทั่วไป คุณชายเฟ่ยเจ็บหนักขนาดนี้ ตระกูลเฟ่ยคงคลั่งแน่"
"สะใจ! ตีได้ดี! เฟ่ยอวี้หมิงไอ้สารเลว อาศัยอำนาจตระกูลรังแกเพื่อนร่วมเรียน สมควรมีคนมาจัดการแล้ว!"
"เฮ้ย! นี่คือคนชั่วย่อมมีคนชั่วกว่ามาปราบ สมเป็นเจ้าพ่อตัวน้อยแห่งไท่เทียน"
ในเวลานั้นสายตาหลากหลายจับจ้องมาที่เสิ่นเทียน ทั้งยำเกรง ตกใจ หวาดระแวง สะใจ และเป็นห่วง ปนเปกันไป
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เสิ่นเทียนค่อยๆ ดึงหมัดกลับ ข้อต่อนิ้วขาวซีดเพราะออกแรงมาก แววตาอำมหิตที่เกิดจากความทรงจำค่อยๆ จางหายไป
เขาชำเลืองมองเฟ่ยอวี้หมิงที่นอนกองกับพื้น สีหน้าเย็นชา ราวกับเพิ่งบี้มดที่ขวางหูขวางตาตายไปตัวหนึ่ง
และในตอนนั้นเอง เสิ่นเทียนก็สัมผัสได้อย่างเฉียบไวว่าในฝูงชนด้านหลัง มีกลิ่นอายเย็นเยียบและรุนแรงสายหนึ่งล็อคเป้าเขาไว้!
(จบตอน)