- หน้าแรก
- จอมราชันย์แดนทมิฬ กับระบบคฤหาสน์พลิกโลก
- บทที่ 31 - วิชาแยกเงา?
บทที่ 31 - วิชาแยกเงา?
บทที่ 31 - วิชาแยกเงา?
ภายในห้อง โรดไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจเสียงของเอวริล
ขณะนี้เขาเบิกตากว้าง จ้องมองเงาบนพื้นเขม็ง
ภายใต้แสงแดดอ่อนจาง เงาของเอวริลค่อยๆ ลอกตัวออกจากพื้น รวมตัวกันขึ้นมาราวกับน้ำหมึก ก่อรูปร่างเป็นโครงร่างมนุษย์ที่เลือนราง
เงาสีดำค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นวัตถุที่มีตัวตน คัดลอกรูปลักษณ์ของเอวริลออกมาอย่างแม่นยำ
ผมสั้นสีทอง เครื่องหน้าจิ้มลิ้มงดงาม ใบหน้าเนียนนุ่ม ขาวผ่อง เสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนฝุ่น หรือแม้แต่ไฝเม็ดเล็กที่หางตาก็ถูกจำลองออกมาจนครบถ้วน
เพียงชั่วพริบตา เอวริลอีกคนหนึ่งที่เหมือนตัวจริงราวกับแกะก็มายืนอยู่ตรงหน้าโรด
จนกระทั่งเอวริลที่เกิดจากเงาลืมตาขึ้น โรดถึงสัมผัสได้ถึงความแตกต่างเล็กน้อยจากแววตาที่ดูเจ้าเล่ห์ซุกซนของนาง
"เฮ้ สวัสดี ท่านบารอนโรด"
เอวริลคนใหม่จับชายเสื้อ ย่อตัวลงเล็กน้อย ทำความเคารพโรดอย่างสง่างาม "ข้าคือวิเวียน น้องสาวของบารอนเอวริล"
"เจ้า!"
โรดหันขวับไปมองเอวริลที่อยู่บนเตียง อุทานด้วยความตกตะลึง "วิชาแยกเงาพันร่าง?!"
"ชื่อนี้ไม่เลวเลยนะเนี่ย!"
เอวริลหัวเราะคิกคัก "ท่านบารอนโรด ชื่อนี้ข้าขอยืมไปใช้ได้ไหม?"
ใช่เวลามาห่วงเรื่องชื่อซะที่ไหนเล่า?!
โรดจ้องเขม็งไปที่เอวริล กดเสียงต่ำถามคาดคั้น "สรุปแล้วเจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่?"
ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่คนไหน แต่เป็น ตัวอะไร!
"เฮ้ ท่านบารอนโรด ข้าเป็นคนนะ ไม่ใช่สิ่งของอย่างที่ท่านว่า"
เงาร่างนั้นเอามือยันโต๊ะ กระโดดขึ้นไปนั่งไขว่ห้าง "พวกเราคือแม่มดไงล่ะ พวกนักบวชงมงายพวกนั้นชอบเรียกคนอย่างพวกเราว่าธิดาแห่งความโชคร้าย... เหอะ น่าขำสิ้นดี"
"โชคร้ายตรงไหน? พวกเราไปทำให้ใครโชคร้ายกัน? กลับกันเป็นไอ้พวกสารเลวนั่นต่างหากที่ฆ่าข้าตายไปแล้วตั้งสองรอบ ฮึ!"
โรดมองวิเวียนที่นั่งอยู่บนโต๊ะ รู้สึกว่านางกับเอวริลดูเหมือนคนละคนกันโดยสิ้นเชิง
ทั้งที่หน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบ
โรดเริ่มไม่เชื่อคำพูดของวิเวียน จึงหันกลับไปมองเอวริลบนเตียง อีกฝ่ายพยักหน้ายืนยัน
"ใช่ค่ะ ข้าเป็นแม่มด"
"เดี๋ยว..."
โรดรู้สึกสับสนไปหมด "สรุปคือเจ้าแยกร่างออกมาได้หลายร่างงั้นรึ?"
โรดมองไปที่เอวริล ข้างกายเธอยังคงมีเงาทอดอยู่บนพื้นตามปกติ
"จะเป็นไปได้ยังไง? ข้ามีแค่คนเดียว เว้นเสียแต่ว่าข้าจะตาย"
เอวริลยังพูดไม่ทันจบ วิเวียนก็พูดแทรกขึ้นมา
"อย่าทำแบบนี้สิ เอวริล เจ้าช่วยใช้ร่างเดียวพูดได้ไหม?"
คนหน้าตาเหมือนกันสองคน พูดประโยคนี้ทีประโยคนั้นทีอยู่ข้างหู โรดรู้สึกเหมือนหัวจะระเบิด
เอวริลพยักหน้า ยื่นมือไปทางวิเวียนบนโต๊ะ อีกฝ่ายกระโดดลงมาด้วยสีหน้าจำยอม
"ขอบอกไว้ก่อนนะ ข้าไม่ได้ถูกนางควบคุม นางเป็นพี่สาว ข้าเป็นน้องสาว เราสองคนไม่ใช่คนคนเดียวกันนะจะบอกให้!"
วิเวียนพูดจบ ร่างก็กลายเป็นเงาสีดำพุ่งกลับเข้าไปรวมกับเงาของเอวริล หายวับไปทันที
"นางหมายความว่ายังไง? นี่คือเจ้าสองคน?"
"จิตใจเราสื่อถึงกัน ความรู้สึกก็แบ่งปันกัน แต่นิสัยไม่เหมือนกัน"
เอวริลขมวดคิ้วน้อยๆ "นางบอกว่านางไม่ใช่ข้า แต่ข้ากลับรู้สึกว่านั่นก็คือตัวข้าเอง... สรุปมันยังไงกันแน่ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ"
"ความสามารถของแม่มดนี่ประหลาดแท้ นี่นับเป็นเวทมนตร์ไหม?" โรดทอดถอนใจ
เอวริลส่ายหน้าเบาๆ "ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่านับเป็นเวทมนตร์ไหม หลังจากท่านแม่เสียก็ไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อนข้า ต่อมาวิเวียนก็ค่อยๆ ปรากฏตัวออกมา
ความสามารถนี้ข้าไม่เคยบอกใคร ท่านเป็นคนที่สองที่รู้เรื่องนี้"
"แล้วคนแรกที่รู้คือใคร?"
"ก็ข้าไงคะ"
เออ ก็ถูกของนาง
โรดสงบสติอารมณ์ ทบทวนข้อสงสัยของตัวเอง แล้วถามว่า "ถ้าเจ้าสร้างได้แค่ร่างเดียว แล้วเจ้าหนีรอดออกมาได้ยังไง?"
"น้องสาวจะมีได้แค่คนเดียว แต่หลังจากตายไปแล้ว ข้ายังเรียกนางออกมาใหม่ได้อีก"
เอวริลอธิบาย "เพียงแต่ทุกครั้งที่น้องสาวตาย ระยะเวลาในการเรียกครั้งต่อไปจะนานขึ้น ข้าจำได้ว่าครั้งแรกใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์
ครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง ผ่านไปสองสัปดาห์ข้าถึงสัมผัสถึงการมีอยู่ของนางได้"
โรดพยักหน้า ถามหยั่งเชิง "สรุปคือนางล่อศัตรูไป แล้วเจ้าก็ฉวยโอกาสหนี? จากนั้นพวกจลาจลก็ฆ่าวิเวียนแล้วทิ้งศพไว้กลางทุ่งร้าง ข่าวลือเรื่องเอวริลตายจนไม่เหลือซากถึงได้แพร่ออกมาสินะ"
"อื้อๆ ท่านฉลาดจังเลยค่ะ ท่านบารอนโรด"
"เป็นความสามารถที่น่าทึ่งจริงๆ"
แต่โรดลองคิดดูดีๆ นอกจากใช้เป็นตัวตายตัวแทนแล้ว ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์อย่างอื่น
เป็นนักฆ่า?
โรดพิจารณาเอวริล ท่าทางบอบบางของนางช่างห่างไกลจากอาชีพนักฆ่าเหลือเกิน
แต่คนเราดูแค่ภายนอกไม่ได้ โรดจึงลองถามเลียบเคียง "เจ้าเคยเรียนวิชาดาบไหม บารอนเอวริล?"
เป็นไปตามคาด เอวริลส่ายหน้า
"แล้วเจ้าทำอะไรเป็นบ้าง?"
"ข้าปลูกดอกไม้และสมุนไพรเป็น ข้าปั่นด้ายเป็น ตัดเย็บเสื้อผ้าเป็น ปักพรมเป็น ขี่ม้าเป็น แล้วก็วาดรูปเป็นค่ะ"
"อืม ข้าเข้าใจแล้ว"
โรดไม่ได้แปลกใจ เอวริลก็คือคุณหนูขุนนางตามขนบธรรมเนียม
ก็ปกติอยู่หรอก เพราะเอวริลถูกแม่เลี้ยงเนรเทศมา ไม่ได้สมัครใจมาบุกเบิกดินแดนเหมือนโรด
ถ้าอย่างนั้น ความสามารถของเอวริลก็ดูจะไม่มีมูลค่าอะไรมากนัก
"เดี๋ยวนะ เจ้าบอกว่าเจ้ากับเงาของเจ้าจิตใจสื่อถึงกัน?"
ทันใดนั้นโรดก็นึกอะไรขึ้นมาได้ ถามอย่างร้อนรน "นางออกห่างจากตัวเจ้าไปได้ไกลแค่ไหน? สักแปดสิบลี้ได้ไหม?"
"ไม่เคยลองค่ะ แต่น่าจะไม่มีจำกัดระยะทาง" เอวริลตอบ
"ไว้หาเวลาลองทดสอบดูให้ดี"
มุมปากของโรดปรากฏรอยยิ้ม
ถ้าจิตใจสื่อถึงกันได้ไม่ว่าจะไกลแค่ไหน เอวริลก็เท่ากับเป็นวิทยุสื่อสารส่วนตัวแบบหนึ่งต่อหนึ่งเลยทีเดียว
แม้จะมีข้อจำกัดเยอะ แต่ในยุคสมัยนี้ก็นับเป็นความความสามารถที่มีประโยชน์มหาศาล
โรดไม่ได้พูดอะไรต่อ เริ่มชวนเอวริลคุยสัพเพเหระเพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับตระกูลเรดกริฟฟินและเรเซอร์เพลน
ในอนาคตอาจต้องได้เกี่ยวข้องกัน รู้เขารู้เราไว้ย่อมดีกว่า
เอวริลเองก็ถามข้อมูลเกี่ยวกับโรดบ้าง
ในสายตาของเธอ ลูกหลานขุนนางที่ทั้งหล่อเหลาและฉลาดเฉลียวอย่างโรด ไม่น่าจะถูกส่งมาที่นี่
เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับ โรดจึงไม่ปิดบัง เล่าเรื่องราวความเป็นมาของการเป็นลูกนอกสมรสที่ขออาสามาเป็นลอร์ดในทุ่งร้างทางเหนือให้นางฟัง
แน่นอนว่าตัดเรื่องระบบโกงของตัวเองออกไป
"นับถือท่านจริงๆ ท่านช่างกล้าหาญมาก!"
เอวริลมองด้วยความเลื่อมใส "ถ้าข้าเลือกได้ ข้าคงไม่มีวันมาที่นี่ด้วยตัวเองแน่ๆ"
โรดหัวเราะ
เมื่อก่อนไม่มีทางเลือก
แต่ตอนนี้โรดรู้สึกว่าที่นี่ก็ไม่เลว
ไกลปืนเที่ยง ห่างไกลจากสายตาผู้คน อยากทำอะไรก็ทำ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูขัดจังหวะการสนทนาของทั้งสอง
เสียงของดูแรนท์ดังขึ้น
"นายท่าน ข้าขอเข้าไปได้ไหมขอรับ? เกลือของพวกเราวางอยู่ในห้อง"
โรดชำเลืองมองไปที่เก้าอี้ไกลๆ มีถุงเสบียงแขวนอยู่ เกลืออยู่ในนั้น
"ไม่เป็นไร เข้ามาได้เลย"
โรดขานรับ ลุกขึ้นไปหยิบถุงเสบียงส่งให้ดูแรนท์ที่เดินเข้ามา
"เนื้อย่างเสร็จแล้วเหรอ?" โรดถาม
ดูแรนท์ไม่ตอบ เขาปรายตามองเอวริลบนเตียงแวบหนึ่ง แล้วลดเสียงต่ำลง "นายท่าน มีบางอย่างที่อยากให้ท่านไปดูด้วยตัวเองขอรับ"
"ตกลง"
โรดหันไปบอกลาเอวริล แล้วเดินออกจากห้องไปหยุดห่างจากบ้านไม้สิบเมตร
"เกิดอะไรขึ้น?"
โรดรู้ดีว่าถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญ ดูแรนท์คงไม่เรียกเขาออกมา
"เชิญท่านตามข้ามา"
ดูแรนท์พาโรดเข้าไปในบ้านไม้อีกหลัง ชี้ไปที่ผลึกสีขาวบนพื้นแล้วกล่าวว่า
"เมื่อครู่ข้าขอเกลือจากหนูน้อยซูซาน นางให้เจ้านี่มา ข้าเลยถามนางว่าไปเจอที่ไหน นางบอกว่าอยู่ใต้หน้าผาหลังเขานี่เอง"
"คนเยอะสายตาเยอะ ท่านก็กำลังคุยธุระกับคุณหนูเอวริล ข้าเลยส่งทหารไปดูลาดเลามาแล้ว ยืนยันว่าเป็นเหมืองเกลือขอรับ"
[จบแล้ว]