เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 - ข้าเป็นลอร์ด ไม่ใช่โจร

บทที่ 12 - ข้าเป็นลอร์ด ไม่ใช่โจร

บทที่ 12 - ข้าเป็นลอร์ด ไม่ใช่โจร


การทำปุ๋ยหมักคือการนำเศษพืช ขยะจากครัว และมูลสัตว์มาผสมกันเพื่อให้เกิดการหมักตัว

หญ้าแห้ง ใบไม้ร่วง เปลือกผลไม้ น้ำเศษอาหาร มูลสัตว์ และกระดูกบดละเอียด ถูกเทลงไปในหลุมเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นโรยดินบางๆ ทับไว้

การหมักแบบนี้ต้องมีการกวนผสมเป็นระยะ เพื่อให้อากาศถ่ายเทและย่อยสลายได้ทั่วถึง ใช้เวลาสี่ถึงห้าเดือนจึงจะกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์

แต่ทักษะ 'ปรมาจารย์แห่งการย่อยสลาย' ของโรดช่วยให้ปุ๋ยเหล่านี้หมักได้ที่ภายในสองสัปดาห์ ซึ่งนั่นหมายความว่าชาวเมืองต้องมากวนผสมมันทุกวัน

ในสัปดาห์แรก กลิ่นจากหลุมหมักช่างชวนให้คนคลุ้มคลั่ง โรดไปตรวจดูแต่ละทีต้องเอาผ้าปิดจมูกปากจนมิดชิด ตักขึ้นมาดูแวบเดียวก็รีบเดินหนีทันที

อยู่นานเกินไปแค่วินาทีเดียว โรดก็กลัวว่ากลิ่นจะซึมเข้าเนื้อ

โอทัวรับหน้าที่คุมงาน ส่วนงานกวนปุ๋ยเป็นหน้าที่ของชาวนาห้าคน

"โอทัว ช่วยเปลี่ยนงานให้ข้าทีได้ไหม?"

ชาวนาที่ยืนอยู่ขอบบ่อขี้ซึ่งกลิ่นซึมเข้ากระดูกไปแล้ว เอ่ยเสียงอู้อี้ผ่านผ้ากระสอบที่อุดจมูก "เมื่อคืนกลับไป เมียข้าไม่ยอมให้เข้าบ้านเลย"

โอทัวถอนหายใจ ชี้ไปที่เด็กหนุ่มร่างท้วมไม่ไกลนัก "ลูกชายคนเล็กข้าอยู่ที่บ่อขี้ข้างๆ เจ้า ข้าให้เจ้าสลับกับเขาได้อย่างเดียว"

ตอนนี้ทุกคนรู้แล้วว่าการทำปุ๋ยหมักคือการเอาไม้ไปกวนในบ่อขี้ทุกวัน จึงไม่มีใครอยากมาทำอีก

วันหนึ่งได้กินแค่สองมื้อ ใครจะยอมเอาชีวิตเข้าแลก?

"งั้นให้พวกเราย้ายไปอีกกลุ่มได้ไหม?"

เนื่องจากมูลสัตว์ไม่เพียงพอ บางหลุมหมักจึงใส่โคลนเน่าและขี้เถ้าไม้เป็นหลัก ผสมกับหญ้าป่า ตะไคร่น้ำ ใบไม้ และมูลนกจำนวนเล็กน้อย ในการพลิกกองปุ๋ยแต่ละครั้งต้องเติมน้ำเล็กน้อยเพื่อรักษาความชื้น

ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดนี้ย่อยสลายเร็วกว่า ด้วยการสนับสนุนจากทักษะของโรด ใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ก็ใช้ได้แล้ว และเหมาะสำหรับการปลูกพืชไร่มาก

เนื่องจากมีโคลนเน่า หลุมหมักพวกนี้กลิ่นก็ไม่ได้ดีเด่นอะไรนัก แต่ถ้าเทียบกับบ่อขี้แล้ว มันคือสวรรค์ชัดๆ

โอทัวถอนหายใจอีกครั้ง ชาวนาข้างๆ ที่ตัดใจไปแล้วพูดขึ้นอย่างปลงตก "ลอฟ เลิกฝันลมๆ แล้งๆ เถอะ ไม่มีใครยอมแลกกับพวกเราหรอก"

"แต่ก็มีข่าวดีนะ"

จู่ๆ โอทัวก็ลดเสียงลง "ท่านลอร์ดฝากมาบอกพวกเจ้าว่า ถ้าทำงานนี้เสร็จ จะแจกเนื้อให้พวกเจ้าคนละสองจิน แถมเสื้อผ้าให้อีกคนละชุด"

ดวงตาของเหล่าชาวนาเป็นประกายวาววับ ลอฟยันไม้เท้าพุ่งตัวเข้าหาโอทัว "ไม่ใช่แต้มความดีรึ?"

"เนื้อสดๆ! เสร็จงานแจกเลย!"

"เยี่ยมไปละ... เฮ้ย!"

ด้วยความตื่นเต้น ลอฟลื่นมือ ไม้เท้าที่ยันไว้ไม่อยู่ทรง ร่างทั้งร่างของเขาจึงร่วงลงไปในบ่อขี้เต็มรัก!

"ช่วยด้วย!"

... ...

"แล้วพวกเจ้าช่วยเขาขึ้นมาหรือเปล่า?"

ภายในโรงตีเหล็ก โรดที่กำลังตีดาบอยู่พยายามกลั้นขำขณะถามโอทัวที่มารายงาน

หลังจากสั่งการทุกอย่างเรียบร้อย โรดว่างพอดีจึงถือโอกาสตีดาบมือเดียวที่รับปากดูแรนท์ไว้ให้เสร็จ

โรดเองก็อยากรู้ว่า วัสดุที่ความแข็งแกร่งของผลงานสำเร็จเพิ่มขึ้นร้อยละร้อย เมื่อบวกกับเอนชานต์ 'คมศาสตราประณีต' ผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร

"แน่นอนว่าต้องช่วยขอรับ"

โอทัวยิ้มแห้ง "แค่ว่าลอฟตัวดำเมี่ยมเหลืองอ๋อยไปทั้งตัว ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ เลยต้องยื่นไม้กวนขี้ให้เขาจับแล้วลากขึ้นมา จริงๆ เขาปีนขึ้นมาเองก็ได้ แต่รอบตัวมันมีแต่... เขาคงทำใจไม่ได้มั้งขอรับ"

"แต่แบบนี้คง 'เข้าเนื้อ' ของจริงแล้วล่ะ"

"ฮ่าๆๆ!"

พอโรดพูดจบ ทุกคนก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา โรดเองก็อดขำตามไม่ได้

หลังจากหัวเราะกันจนพอใจ โรดก็วิจารณ์อย่างจริงจัง "แต่ก็ดี ต่อไปเรื่องทำปุ๋ยหมักยกให้เขาดูแลน่าจะเหมาะ"

คำพูดนี้ทำเอาทุกคนหัวเราะลั่นกันอีกรอบ

จนกระทั่งดูแรนท์เดินเข้ามา รายงานต่อโรดว่า "ท่านบารอน ทางทิศใต้มีกองคาราวานเดินทางมาขอรับ"

ทุกคนหยุดหัวเราะทันที กอนเลอกระชับขวานศึกในมือ "ข้าจะไปเรียกพวกพ้องเดี๋ยวนี้"

"เดี๋ยว!"

โรดเรียกกอนเลอไว้ "เจ้าจะทำอะไร?"

"รอบนี้ไม่ปล้นพวกมันรึ?"

"...ข้าเป็นลอร์ด ไม่ใช่โจร"

โรดกรอกตามองบน

แต่ละช่วงเวลามีเป้าหมายต่างกัน วิธีการจัดการย่อมต่างกัน

เช่นเวลาหิวโหยหนาวเหน็บก็ต้องหาของกินก่อน แต่เมื่อปากท้องอิ่มแล้วก็ต้องคิดถึงการพัฒนาในระยะยาว

อีกอย่าง ครั้งไหนข้าก็ไม่ได้ปล้นสักหน่อย! แผนการจนตรอกตอนนั้นมันก็ถูกกฎหมายชัดๆ! ตอนนี้ทรัพยากรไม่ได้ขาดแคลนขนาดนั้น ก็ต้องทำการค้าขายตามปกติสิ

"ให้กองคาราวานเข้ามาในเมือง บอกลอเรนซ์ไปต้อนรับ"

"รับทราบ ท่านบารอน"

ดูแรนท์หันหลังเดินไปจัดการ

โรดเองก็ไม่เหมาะจะมาตีเหล็กต่อ จึงเก็บกวาดเล็กน้อยแล้วกลับไปที่คฤหาสน์

ไม่นานนัก ลอเรนซ์ก็นำชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าปีคนหนึ่งมาพบโรด

ชายหนุ่มมีรอยยิ้มประดับหน้า โค้งคำนับเก้าสิบองศาอย่างนอบน้อม

"อรุณสวัสดิ์ ท่านบารอนผู้สูงศักดิ์ ขอแสงแห่งจ้าวรุ่งอรุณสาดส่องลงมายังท่าน"

โรดเลิกคิ้ว เป็นสาวกศาสนาเสียด้วย

ยุคสมัยที่ล้าหลังมักเต็มไปด้วยการเทิดทูนทวยเทพ โลกใบนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น

โดยเฉพาะเวลาหิวโหยและหนาวเหน็บ ผู้คนมักจะหาศรัทธาบางอย่างมายึดเหนี่ยวจิตใจเพื่อให้ยืนหยัดต่อไปได้

ศาสนจักรจ้าวแห่งรุ่งอรุณเป็นศาสนจักรที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี้

แม้แต่จักรวรรดิเศษหินที่มีความเชื่อหลากหลาย ยังมีโบสถ์ตั้งอยู่หลายแห่ง ในดินแดนของท่านเอิร์ลทิวลิปก็มีเช่นกัน

แต่โรดไม่เชื่อ หลักๆ คือมันไม่มีประโยชน์ ในฐานะผู้ข้ามมิติ ตัวตนของเขาเองก็เป็นเหมือนพวกนอกรีตอยู่แล้ว เว้นเสียแต่ว่าจะมีผลประโยชน์

"กระผมคือ แมนชู ซิลเวอร์โดฟ (พิราบเงิน) มาจากเมืองโอ๊ค มาเยือนที่นี่ด้วยความเคารพ หวังว่าจะได้ทำการค้าขายกับท่านและชาวเมืองของท่านขอรับ"

"ยินดีต้อนรับ พ่อหนุ่มซิลเวอร์โดฟรูปงามแห่งเมืองโอ๊ค อย่างที่เจ้าเห็น สันเขาสนดำตอนนี้มีลอร์ดปกครองแล้ว ดังนั้นเมื่อกองคาราวานของเจ้าก้าวเข้ามาที่นี่ เจ้าก็ต้องจ่ายภาษี"

เสียงของแมนชูนุ่มนวล ท่าทางนอบน้อมถ่อมตน ทำให้โรดรู้สึกดีด้วยไม่น้อย แต่ภาษีก็ต้องเก็บ ขาดไม่ได้

"แน่นอนขอรับ"

แมนชูล้วงถุงหนังประณีตออกมาจากอกเสื้ออย่างกระตือรือร้น แล้วยื่นส่งให้ด้วยสองมือ

"นี่คือเหรียญทองสามเหรียญ เป็นภาษีผ่านแดนของกองคาราวานกระผม ขอบคุณที่ท่านอนุญาตให้กระผมทำการค้าที่นี่"

บนถุงหนังปักลายพิราบเชิดหน้าอย่างภาคภูมิ ประดับด้วยรวงข้าวและใบไม้ ดูท่าตระกูลซิลเวอร์โดฟนี้จะไม่ธรรมดา

โรดรับถุงหนังมา เปิดดูเห็นเหรียญทองใหม่เอี่ยมอ่องสามเหรียญ

เหรียญทองแทบจะไม่หมุนเวียนในหมู่สามัญชน พวกขุนนางมีทรัพยากรมากมาย เหรียญทองในมือย่อมได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี

โรดเก็บถุงหนังไว้ แล้วส่งเหรียญทองสามเหรียญคืนให้แมนชู พลางกล่าวว่า "ถุงสวยดี ข้าขอเก็บไว้เป็นที่ระลึก ส่วนค่าภาษีข้าไม่อยากได้เหรียญทอง ข้าอยากได้สินค้าของเจ้ามากกว่า ในกองคาราวานของเจ้ามีเครื่องมือการเกษตรไหม?"

"มีขอรับ ท่านบารอนผู้สูงศักดิ์" แมนชูพยักหน้า

"ดีมาก เอาไว้ทั้งหมด"

แม้จะแจกจ่ายเครื่องมือการเกษตรของกองคาราวานโกลเด้นแซนด์ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอ

ชาวนาหลายคนเวลาพรวนดินยังต้องใช้จอบไม้ ซึ่งขุดได้แค่ตื้นๆ เท่านั้น

"ได้ขอรับ เพียงแต่เครื่องมือการเกษตรทั้งหมดรวมกันแล้ว มูลค่าไม่ถึงสามเหรียญทอง"

"มีเครื่องเหล็กอื่นๆ อีกไหม ข้าก็ต้องการเหมือนกัน"

แมนชูมีท่าทีลังเลเล็กน้อย "เอ่อ..."

"ส่วนที่เกิน ข้าจะจ่ายเป็นสินค้าหรือเหรียญทองให้"

โรดมองออกว่าสีหน้าลำบากใจของแมนชูเกิดจากการที่มูลค่าสินค้าเกินวงเงินภาษี เขาคงกลัวว่าโรดจะบังคับให้จ่ายเพิ่ม

เครื่องมือการเกษตรเหล็กทั่วไปราคาประมาณหกสิบถึงเจ็ดสิบเหรียญทองแดง แต่ดาบเหล็กธรรมดาอย่างน้อยต้องสิบเหรียญเงิน ถ้างานดีหน่อยก็ยิ่งแพง

ดาบเหล็กสามสิบเล่ม ราคาก็เกินสามเหรียญทองไปแล้ว

"พูดกันตามตรง ชาวเมืองของข้าเพิ่งผ่านการเก็บภาษีมา คงไม่มีของอะไรมาแลกเปลี่ยนกับเจ้าได้มากนัก คาดว่าในเมืองฟรอสต์ลีฟคงมีแค่ข้าที่ทำการค้ากับเจ้าได้"

"ไม่มีปัญหาขอรับ ท่านบารอน"

แมนชูตอบตกลงอย่างง่ายดาย ก่อนจะถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "เทือกเขาหินดำคือสันเขาสนดำของท่านใช่หรือไม่? ถ้าใช่ ได้โปรดอนุญาตให้กระผมไปทำการค้าที่นั่นด้วยเถิด"

เทือกเขาหินดำ?

สี่คำนี้ทำให้หัวใจของโรดกระตุกวูบ เขาอดไม่ได้ที่จะยืดอกขึ้น ประสานมือไว้ด้านหน้า

"เจ้าเคยไปที่นั่นมาก่อนรึ?"

จบบทที่ บทที่ 12 - ข้าเป็นลอร์ด ไม่ใช่โจร

คัดลอกลิงก์แล้ว