- หน้าแรก
- พอฉันเกิดใหม่แล้วขอหย่า สามีผู้เย็นชากลับคลั่งรักจนเสียสติ
- บทที่ 26: การประลองยุทธ์
บทที่ 26: การประลองยุทธ์
บทที่ 26: การประลองยุทธ์
บทที่ 26: การประลองยุทธ์
เด็กรับใช้ออกไปสืบข่าวครู่หนึ่งก็รีบวิ่งกลับมา
เขานำข่าวเกี่ยวกับผู้เข้าแข่งขันตัวเต็งในการประลองยุทธ์ครั้งนี้มาแจ้ง ซึ่งผู้ที่ได้รับการคาดหมายว่าจะคว้าชัยชนะมากที่สุดก็คือ ซื่อจื่อแห่งจวนอิงกั๋วกง สือจ้านเซวียน
ความกล้าหาญของอิงกั๋วกงนั้นเลื่องชื่อลือนามไปทั่วทั้งแคว้นต้าอัน ทว่าน่าเสียดายที่จวนอิงกั๋วกงในยุคปัจจุบันกลับกำลังตกต่ำลง จวนกั๋วกงที่สูงตระหง่านและโอ่อ่ากลับกลายเป็นเสมือนกรงขังขนาดใหญ่ ที่ฟูมฟักลูกหลานของอิงกั๋วกงให้กลายเป็นคนอ่อนแอเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ
พวกเขาหลงระเริงอยู่กับความหรูหราฟุ่มเฟือยในเมืองหลวง เอาแต่พร่ำพรรณนาถึงเกียรติภูมิในอดีตของบรรพบุรุษเพื่อหล่อเลี้ยงจริตของตนเอง
แม้จวนอิงกั๋วกงจะค่อยๆ เสื่อมถอยลงเช่นนี้ ทว่าผลงานความดีความชอบทางทหารที่บรรพบุรุษสั่งสมไว้ก็ยังมากพอที่จะทำให้พวกเขาเสวยสุขไปได้อีกหลายชั่วอายุคน และสือจ้านเซวียนก็เป็นเพียงหนึ่งในทายาทเหล่านั้น
"สวะตัวหนึ่ง ไม่มีสิ่งใดให้น่าเกรงกลัว" สีหน้าของเซียวเนี่ยนเหยาราบเรียบเมื่อได้ยินเช่นนั้น ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของความหวั่นไหว
ลู่หนิงเล่อมองเซียวเนี่ยนเหยาด้วยความประหลาดใจ นางคงไม่คาดคิดว่าเซียวเนี่ยนเหยาจะประเมินสือจ้านเซวียนเช่นนี้
อย่างไรเสีย ในเมืองหลวงแห่งนี้ จวนอิงกั๋วกงก็ไม่ใช่ที่ผู้ใดจะดูแคลนได้ แม้แต่สือจ้านเซวียนเองก็ยังเคยได้รับคำชมเชยจากฮ่องเต้ระหว่างการออกล่าสัตว์ และทุกคนต่างก็ยกย่องให้สือจ้านเซวียนเป็นความภาคภูมิใจในรุ่นต่อไปของจวนอิงกั๋วกง
เซียวเนี่ยนเหยาช้อนสายตาขึ้นเล็กน้อย เมื่อได้ยินเสียงอื้ออึงรอบด้านและเสียงประกาศจากบนเวที ปรากฏว่าซื่อจื่อแห่งจวนอิงกั๋วกงกำลังก้าวขึ้นสู่ลานประลองพอดี
บุรุษร่างสูงใหญ่ที่เดินขึ้นมาบนเวทีมีอายุราวสามสิบปี เขาจงใจเบ่งกล้ามแขนเพื่ออวดเรือนร่างอันกำยำ ใบหน้าขึงขังและแววตาแฝงความเหี้ยมโหด ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก
ทว่ามีเพียงเซียวเนี่ยนเหยาเท่านั้นที่รู้ว่า บุรุษผู้ได้รับการยกย่องอย่างสูงส่งและเป็นถึงทายาทของแม่ทัพผู้นี้ แท้จริงแล้วเป็นเพียงคนขี้ขลาดตาขาวอย่างหาที่สุดไม่ได้
ในอีกสามปีให้หลัง เมื่อข้าศึกต่างชาติรุกรานชายแดนต้าอัน ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้ยกทัพออกศึก ลูกหลานตระกูลแม่ทัพคนใดบ้างเล่าที่ไม่เปี่ยมด้วยความรักชาติและอาสาออกรบ
มีเพียงซื่อจื่อแห่งจวนอิงกั๋วกงผู้นี้ที่ทำตัวเยี่ยงคนขี้ขลาด อ้างว่าป่วยหนักและหมกตัวอยู่แต่ในจวน เพื่อหลีกหนีการออกรบในวันนั้น
แม้เซียวเนี่ยนเหยาจะเป็นเพียงสตรี ทว่านางก็เข้าใจซาบซึ้งถึงบุญคุณความแค้นของครอบครัวและชาติบ้านเมือง
จากก้นบึ้งของหัวใจ นางดูแคลนคนไร้ค่าเช่นสือจ้านเซวียน ผู้ซึ่งเสวยสุขกับเกียรติยศและความมั่งคั่งที่ตระกูลและประเทศชาติมอบให้ ทว่ากลับทำตัวขี้ขลาดตาขาวเมื่อยามบ้านเมืองตกอยู่ในอันตราย แล้วเช่นนี้นางจะไปปั้นหน้าดีใจด้วยได้อย่างไร
เซียวเนี่ยนเหยาถึงขั้นคิดไปว่า หากลู่เฟิงสิงไม่สามารถเอาชนะสวะผู้นี้ได้ เขาก็คงทำให้นางต้องขายหน้าจริงๆ เสียแล้ว
"ซี๊ด! สือจ้านเซวียนลงมือหนักเหลือเกิน จะตีเขาให้ตายเลยหรืออย่างไร" บนเวทีประลอง ผู้ที่ต่อสู้กับสือจ้านเซวียนก็เป็นทายาทของขุนนางบู๊เช่นกัน แม้ว่าเขาจะมีทักษะการต่อสู้อยู่บ้าง แต่ก็ยังอายุน้อยเกินไปและมีจุดอ่อนในการป้องกัน จึงถูกสือจ้านเซวียนซัดหมอบลงกับพื้นได้ในเวลาเพียงไม่กี่กระบวนท่า
"เกิดอะไรขึ้น คนผู้นั้นยอมแพ้แล้วไม่ใช่หรือ"
"เหตุใดเขาถึงยังลงมือหนักขนาดนั้นอีกล่ะ"
"..."
บุรุษที่ต่อสู้อยู่บนเวทีถูกทุบตีจนกระอักเลือด และกำลังจะยกมือขึ้นยอมแพ้เพื่อขอให้ยุติการประลอง
ใครจะรู้ว่าสือจ้านเซวียนกลับไม่มีท่าทีว่าจะหยุดมือ ราวกับต้องการแสดงความองอาจของตนผ่านการโจมตีอันป่าเถื่อนและบดขยี้คู่ต่อสู้ให้จมดิน
ใครมีตาก็ย่อมมองออกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ทว่ากลับไม่มีผู้ใดก้าวออกไปห้ามปราม ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นใด นอกเสียจากผู้ลงมือคือซื่อจื่อแห่งจวนอิงกั๋วกง อำนาจบารมีและฐานะที่ควบคู่กันมานั้นมากพอที่จะบดบังดวงตาของทุกคนได้
ลู่หนิงเล่อเม้มริมฝีปากแน่น กำลังจะก้าวออกไป ทว่าจู่ๆ ก็เห็นกรวดหินก้อนหนึ่งลอยพุ่งออกมาจากเงามืด กระแทกเข้าที่ข้อมือของสือจ้านเซวียนอย่างจัง
"ใครกัน!?" สือจ้านเซวียนที่กำลังระบายอารมณ์อย่างเมามันถูกขัดจังหวะกะทันหัน เขาหันขวับไปมองทันที
"ในการประลอง ณ ลานฝึกทหาร ย่อมต้องรู้จักรั้งมือเมื่อรู้ผลแพ้ชนะ" ลู่เฟิงสิงที่รออยู่ไม่ไกลก้าวเดินออกมาในจังหวะนี้ "ซื่อจื่อสือ ลงมือหนักเหี้ยมโหดถึงเพียงนี้ ดูจะไม่ค่อยสง่างามกระมัง"
"เจ้าเป็นตัวอะไร" สือจ้านเซวียนขมวดคิ้ว กวาดสายตามองพินิจลู่เฟิงสิง
ลู่เฟิงสิงยกมือขึ้นประสานคารวะสือจ้านเซวียนพลางกล่าว "ข้าน้อยลู่เฟิงสิง ขอท้าประลองกับท่านซื่อจื่อสือ หวังว่าจะได้รับคำชี้แนะ"
สือจ้านเซวียนได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะลั่นทันที เขาไม่สนใจร่างโชกเลือดที่นอนกองอยู่บนเวทีประลองและกำลังถูกหามลงไปแม้แต่น้อย ทว่ากลับจ้องเขม็งไปที่ลู่เฟิงสิง
แม้ว่านี่จะเป็นการประลองยุทธ์ ณ ลานฝึกทหารของสำนักบัญชาการทหาร ทว่าแท้จริงแล้วตำแหน่งผู้ชนะนั้นได้ถูกกำหนดไว้ให้สือจ้านเซวียนตั้งแต่ต้น การจัดการแข่งขันครั้งนี้เป็นเพียงแค่พิธีการเท่านั้น เป็นที่รู้กันดีว่าจวนอิงกั๋วกงได้ใช้เส้นสายไปไม่น้อยเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งนี้ และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้สือจ้านเซวียนกล้าทำตัวกำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้
"รนหาที่ตายนัก" สือจ้านเซวียนแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม มองลู่เฟิงสิงพลางเอ่ย "ข้าล่ะอยากจะเห็นนัก ว่าเจ้าจะรับหมัดของข้าได้มากกว่าเจ้านั่นสักกี่หมัด!"
สิ้นคำ สือจ้านเซวียนก็เงื้อหมัดพุ่งเข้าใส่ลู่เฟิงสิงทันที ในเมืองหลวงแห่งนี้ ใครก็ตามที่มีสติปัญญาอยู่บ้าง เมื่อรู้ฐานะของสือจ้านเซวียนก็ย่อมต้องยอมหลีกทางให้ทั้งสิ้น
ทว่าไม่มีผู้ใดบ้าระห่ำกล้าพุ่งเข้าชนกับเขาตรงๆ อย่างลู่เฟิงสิงเลยสักคน บรรดาผู้ที่มาร่วมประลองก่อนหน้านี้ เมื่อเห็นสือจ้านเซวียนขึ้นเวที ต่างก็ล้มเลิกความคิดที่จะขึ้นไปสู้ เห็นได้ชัดว่ายังพอมีความคิดอยู่บ้าง ทว่าจู่ๆ ลู่เฟิงสิงกลับโผล่พรวดขึ้นมา
การปรากฏตัวของลู่เฟิงสิงนั้นกะทันหันเสียจนหลายคนยังตั้งตัวไม่ทันว่าเขาเป็นใคร จนกระทั่งทั้งสองเริ่มประลองกำลังกัน ถึงได้มีคนร้องตะโกนขึ้นมาว่า "นั่นมันคุณชายสามสกุลลู่มิใช่หรือ"
"ตระกูลลู่ไหนอีกล่ะ ก็ต้องเป็นบุตรชายของมหาบัณฑิตลู่อย่างไรเล่า"
"คราวก่อนเขาไม่ได้เตะจนฟันเจ้าร่วงหรอกหรือ ลืมไปแล้วหรืออย่างไร"
"..."
เมื่อได้รับการเตือนความจำเช่นนี้ ความประทับใจของทุกคนที่มีต่อเขาก็ฝังลึกขึ้นมาทันที
ใครบ้างที่มีวรยุทธ์ติดตัวแล้วไม่เคยประมือกับลู่เฟิงสิง
การประลองฝีมือเป็นเรื่องปกติในสำนักฝึกยุทธ์ และลู่เฟิงสิงก็เป็นเพียงกระดูกชิ้นโตที่เคี้ยวยาก เขาเป็นถึงบุตรชายมหาบัณฑิต มีฐานะสูงส่งปานนั้นแต่กลับไม่รู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ ดึงดันที่จะต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายกับพวกเขากลุ่มผู้ฝึกยุทธ์ไร้อำนาจ
คราวนี้ก็ดีนักเชียว ถึงกับขึ้นเวทีไปสู้กับซื่อจื่อแห่งจวนอิงกั๋วกง อารมณ์ของทุกคนปั่นป่วนซับซ้อนไปหมด ใจหนึ่งก็กังวลว่าคุณชายสามลู่ไม่ควรไปล่วงเกินสือจ้านเซวียน แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าหากเขาสามารถอัดสือจ้านเซวียนได้จริงๆ มันคงจะเป็นอะไรที่สะใจมิใช่น้อย!
ผู้ชมด้านล่างต่างมีความคิดหลากหลายแตกฉานซ่านเซ็น ทว่าสองคนที่กำลังต่อสู้กันบนเวทีกลับยิ่งสู้ยิ่งฮึกเหิม เมื่อเห็นว่าลู่เฟิงสิงค่อยๆ ได้เปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ คนของจวนอิงกั๋วกงบนอัฒจันทร์ก็เริ่มนั่งไม่ติดที่ทันที
"หาทางเขี่ยไอ้โง่นั่นลงจากเวทีซะ" ใบหน้าของอิงกั๋วกงฮูหยินถมึงทึงขณะลอบสั่งการลูกน้อง
"ขอรับ"
คนพวกนี้ หากคิดจะใช้วิธีสกปรก ก็พร้อมจะทำทุกอย่างโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ขณะที่ทั้งสองกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด จู่ๆ ก็เห็นเงาร่างหนึ่งมุ่งตรงมาจากด้านข้างเวที ถลันตัวเข้ามาและสาดผงปูนขาวกำใหญ่เข้าใส่ การกระทำอันโจ่งแจ้งเช่นนี้มุ่งเป้าไปที่ใบหน้าของลู่เฟิงสิงโดยตรง
"จับตัวมันไว้!" เหล่าทหารองครักษ์ที่อยู่ใกล้เคียงเมื่อเห็นเช่นนั้นก็รีบกระโจนเข้าไปตะครุบตัวคนผู้นั้นไว้ทันที
"แย่แล้ว..." ความสนใจทั้งหมดของลู่หนิงเล่อจดจ่ออยู่กับการประลอง เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์นี้ หัวใจของนางก็หล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มด้วยความโกรธแค้น
ลู่เฟิงสิงได้รับผลกระทบเข้าเต็มเปา สือจ้านเซวียนฉวยโอกาสนั้น เกร็งนิ้วมือทั้งห้าดุจกรงเล็บ แววตาเหี้ยมเกรียมหมายจะตะปบเข้าที่ลำคอของลู่เฟิงสิงโดยตรง กระบวนท่าของเขาเห็นได้ชัดว่ามุ่งหมายจะเอาชีวิต!
ดวงตาของเซียวเนี่ยนเหยาเบิกกว้างขณะจ้องมอง นางรีบเลิกม่านผ้าโปร่งที่ปิดบังใบหน้าขึ้นจนเกือบหมด ใบหน้าเล็กๆ ของนางเต็มไปด้วยความตึงเครียดและวิตกกังวล
ภาพเหตุการณ์น่าตื่นตระหนกที่ทุกคนคิดว่าจะเกิดกลับไม่เกิดขึ้น ลู่เฟิงสิงที่ถูกผงปูนขาวสาดเข้าตากำลังหลับตาแน่นสนิท ทว่าเขากลับสัมผัสได้ถึงกระบวนท่าสังหารของสือจ้านเซวียนที่พุ่งเข้ามาได้อย่างแม่นยำ ราวกับมีดวงตาอีกคู่หนึ่งงอกขึ้นมา เขาสามารถเบี่ยงตัวหลบมันพ้นได้อย่างปาฏิหาริย์!