- หน้าแรก
- พอฉันเกิดใหม่แล้วขอหย่า สามีผู้เย็นชากลับคลั่งรักจนเสียสติ
- บทที่ 14: ท่านย่า
บทที่ 14: ท่านย่า
บทที่ 14: ท่านย่า
บทที่ 14: ท่านย่า
ลู่เฟิงสิงเป็นคนแรกที่ก้าวลงจากรถม้า ทว่าเขาไม่ได้รีบร้อนหลีกทางไป กลับยืนอยู่ข้างรถม้าแล้วยื่นมือส่งให้เซียวเนี่ยนเหยา
เมื่อเห็นเช่นนั้น จินช่วนและอิ๋นช่วนต่างก็รู้ความ ไม่ก้าวออกไปขัดจังหวะ ทำเพียงลอบยิ้มขณะมองดูคุณหนูของตนวางมือลงบนมือของท่านเขย ภาพที่ทั้งสองจับมือกันเดินลงจากรถม้าอย่างแนบแน่นสนิทสนมเรียกรอยยิ้มจากทุกคนในจวนได้เป็นอย่างดี
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นใด เพียงแค่สิ่งแรกที่ได้เห็นคือความใส่ใจและอ่อนโยนที่หลานเขยคนใหม่มีต่อคุณหนูใหญ่ บรรดาคนของครอบครัวบ้านเดิมก็ย่อมรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง
"พี่หญิง!" เซียวเจียฮว๋าวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหา ใบหน้าของเด็กหนุ่มยังคงมีเค้าความเยาว์วัย ทว่าดวงตาเป็นประกายสดใสจ้องมองเซียวเนี่ยนเหยา เครื่องหน้าของเขามีส่วนคล้ายคลึงกับนางถึงสามส่วน มองเพียงปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าเมื่อเติบใหญ่ เด็กหนุ่มผู้นี้จะต้องกลายเป็นบุรุษรูปงามหาตัวจับยากเป็นแน่!
"เซียวเจียฮว๋า เหตุใดจึงวิ่งทะเล่อทะล่าเช่นนี้" เซียวเนี่ยนเหยามองเซียวเจียฮว๋าด้วยสายตาตำหนิเล็กน้อย
"พี่หญิงกลับมาทั้งที ข้าดีใจจนลืมตัวไปหน่อยขอรับ" เซียวเจียฮว๋ารีบยืนตัวตรงอย่างเป็นงานเป็นการ ท่าทางที่แสดงออกเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่ผูกพัน อีกทั้งยังเคารพเชื่อฟังพี่สาวคนโตอย่างยิ่ง
"คุณหนูใหญ่กับท่านหลานเขยมาถึงแล้ว" ผู้ที่เดินตามหลังมาคือแม่นมจ้าว ซึ่งคอยรับใช้องค์หญิงใหญ่ผู้เป็นท่านย่า นางค้อมกายลงคำนับทักทายพลางกล่าว "องค์หญิงใหญ่และท่านป๋อได้เตรียมงานเลี้ยงไว้ที่เรือนหลักเรียบร้อยแล้ว เชิญคุณหนูใหญ่และท่านหลานเขยเข้าจวนเถิดเจ้าค่ะ"
ลู่เฟิงสิงไม่ได้มีตำแหน่งขุนนาง ทั้งยังไม่ได้มาจากจวนโหวที่มีอำนาจบารมีเหนือกว่าสกุลเซียว และยิ่งไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จิ้งอันป๋อจะไม่ออกมาต้อนรับบุตรเขยด้วยตนเอง
ผู้ที่มารอรับหน้าประตูจวนคือพ่อบ้านจวนป๋อ และแม่นมคนสนิทขององค์หญิงใหญ่ เพียงเท่านี้ก็มากพอที่จะแสดงให้เห็นถึงความรักและความสำคัญที่พวกเขามีต่อเซียวเนี่ยนเหยาแล้ว
จวนจิ้งอันป๋อนั้นกว้างใหญ่กว่าจวนสกุลลู่มากนัก เนื่องจากองค์หญิงใหญ่แต่งเข้าจวนป๋อแห่งนี้และได้รับการต่อเติมขยายพื้นที่ จวนแห่งนี้จึงดูโอ่อ่ากว้างขวาง ทว่าในความเป็นจริง มีเพียงเรือนของท่านย่าเท่านั้นที่ตกแต่งด้วยของใช้จากในวัง ส่วนการตกแต่งในบริเวณอื่นของจวนป๋อนั้นล้วนเรียบง่ายธรรมดา
ไม่หลงเหลือเค้าความหรูหราฟุ่มเฟือยมากนัก ภายหลังการจากไปของท่านป๋อผู้เฒ่า ซึ่งมีศักดิ์เป็นถึงราชบุตรเขย จวนป๋อแห่งนี้ก็ดูเงียบเหงาและร่วงโรยลงทุกวัน
เซียวเนี่ยนเหยาพาลู่เฟิงสิงไปที่เรือนหลักเพื่อคารวะบิดาก่อนเป็นอันดับแรก จิ้งอันป๋อไม่ได้เอ่ยสิ่งใดมากนักเมื่อเห็นทั้งสอง เพียงแค่ทักทายถามไถ่ตามธรรมเนียมเล็กน้อย ก่อนจะบอกให้พวกเขาไปคารวะท่านย่าก่อน
เซียวเนี่ยนเหยารับคำ จากนั้นจึงพาลู่เฟิงสิงไปยังเรือนซีเซี่ยของท่านย่า แม่นมจ้าวยืนรออยู่หน้าประตูเรือนแล้ว เมื่อเห็นทั้งสองเดินมาถึง นางก็คลี่ฉากยิ้มกว้างและเชิญพวกเขาทันที ทันทีที่ก้าวเข้าสู่เรือนซีเซี่ย ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็พลันเปิดกว้างโล่งตา
เรือนซีเซี่ยแห่งนี้ ท่านปู่ของนางเป็นผู้ลงมือสร้างให้ท่านย่าด้วยตนเองเมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่
อิฐทุกก้อน กระเบื้องทุกแผ่น ต้นไม้ใบหญ้าทุกต้น ล้วนจำลองมาจากตำหนักเดิมของท่านย่าในวังหลวงถึงเก้าส่วน
ท่านย่าพำนักอยู่ในเรือนแห่งนี้มาทั้งชีวิต ถึงขั้นเคยทูลขอให้อดีตฮ่องเต้ริบจวนองค์หญิงของตนคืนไปเสียด้วยซ้ำ สิ่งนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่าลานเรือนเล็กๆ แห่งนี้มีความหมายต่อท่านมากเพียงใด
"เหนียนเหนียนมาแล้วหรือ" องค์หญิงใหญ่ได้รับการประคองเดินออกมาจากห้องด้านใน หญิงชราผู้มีเส้นผมสีดอกเลาเต็มศีรษะสวมเสื้อคลุมที่ตัดเย็บจากผ้าไหมสู่จิ่น นางไม่ได้สวมใส่เครื่องประดับล้ำค่ามากมายนัก มีเพียงปิ่นประดับขนหยกและต่างหูโมราสีเขียวคู่หนึ่ง ซึ่งช่วยขับเน้นความสง่างามและสูงศักดิ์ของนางให้เด่นชัดยิ่งขึ้น
แม้อายุจะล่วงเลยมามากแล้ว ทว่าท่วงท่าการเดินของนางยังคงไร้ที่ติ แผ่นหลังตั้งตรง และถึงแม้ใบหน้าจะมีริ้วรอยเหี่ยวย่นตามกาลเวลา แต่ก็ยังคงมองเห็นเค้าโครงความงดงามในกาลก่อนได้อย่างชัดเจน
เซียวเนี่ยนเหยารีบก้าวเท้าไปข้างหน้าสองก้าว ย่อกายลงคารวะพลางกล่าว "หลานคารวะท่านย่า ขอให้ท่านย่ามีสุขภาพแข็งแรงและแคล้วคลาดปลอดภัยเจ้าค่ะ"
"เด็กดี รีบลุกขึ้นเถิด" องค์หญิงใหญ่มองเซียวเนี่ยนเหยาด้วยแววตาเปี่ยมรักและภาคภูมิใจ นี่คือหลานสาวคนโปรดของนาง เป็นลูกหลานสกุลเซียวที่มีความคล้ายคลึงกับนางมากที่สุด แล้วเช่นนี้องค์หญิงใหญ่จะไม่รักนางได้อย่างไร
"นี่คือหลานเขยคนใหม่ คุณชายสามสกุลลู่ใช่หรือไม่" องค์หญิงใหญ่มองพินิจเซียวเนี่ยนเหยาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนสายตาไปทางลู่เฟิงสิง
"หลานเขยลู่เฟิงสิง ถวายบังคมองค์หญิงใหญ่พ่ะย่ะค่ะ" ลู่เฟิงสิงประสานมือ สะบัดชายเสื้อคลุม คุกเข่าลงและทำความเคารพอย่างเต็มพิธีการ การคุกเข่าทำความเคารพถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติเมื่อได้พบปะกับเชื้อพระวงศ์
"ดูเป็นเด็กดีทีเดียว ไม่ต้องมากพิธีหรอก ในเมื่อพวกเจ้าสองคนแต่งงานกันแล้ว เจ้าก็เรียกข้าว่าท่านย่าเหมือนที่เหนียนเหนียนเรียกเถอะ" องค์หญิงใหญ่พยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะส่งสัญญาณให้คนจัดแจงที่นั่งให้พวกเขา
ลู่เฟิงสิงและเซียวเนี่ยนเหยาประสานมือขอบคุณ ก่อนจะหันไปนั่งลงที่เก้าอี้ข้างโต๊ะน้ำชาซึ่งอยู่ไม่ไกล
ระหว่างที่สั่งให้บ่าวยกน้ำชามาให้ องค์หญิงใหญ่ก็ลอบสังเกตคู่ข้าวใหม่ปลามันอย่างละเอียด สายตาของนางทอดมองท่าทีที่ไม่แข็งกร้าวแต่ก็ไม่อ่อนน้อมจนเกินงามของลู่เฟิงสิง ทำให้นางรู้สึกพึงพอใจเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
ก่อนหน้านี้ ตอนที่ได้ยินว่าการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับจวนจิ้งอันป๋อมีการเปลี่ยนแปลง นางก็รู้สึกกระวนกระวายใจอยู่พักหนึ่ง ภายหลังเมื่อได้รู้ว่าคนที่มาแต่งแทนคือบุตรชายสกุลลู่ของมหาบัณฑิตแห่งสภาขุนนาง นางก็เบาใจลงมาก นางพอจะรู้จักลู่หงจั๋วอยู่บ้าง แม้จะไม่เทียบเท่าจวนโหวผู้มีอำนาจล้นฟ้า แต่ก็ถือเป็นตระกูลขุนนางที่มีเกียรติประวัติ
ลูกหลานสกุลลู่ล้วนเป็นผู้มีความสามารถโดดเด่น ทว่าคุณชายสามสกุลลู่ผู้นี้กลับมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีนัก... เดิมทีองค์หญิงใหญ่กังวลว่าหลานสาวจะต้องทนทุกข์ แต่ตอนนี้เมื่อได้เห็นลู่เฟิงสิงนั่งตัวตรงอย่างระแวดระวัง ราวกับกลัวว่าจะทำสิ่งใดผิดพลาด ก็เดาได้ไม่ยากว่าชายหนุ่มตั้งใจจะสร้างความประทับใจที่ดี
การที่เขายอมประพฤติตนเป็นอย่างดีต่อหน้าผู้เป็นท่านย่าเช่นนาง ย่อมแสดงให้เห็นแล้วว่าเขาใส่ใจเซียวเนี่ยนเหยาอย่างสุดซึ้ง
"ตอนนี้หลานเขยรับราชการอยู่ที่ใดหรือ" องค์หญิงใหญ่สังเกตเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงวางถ้วยชาลงพลางมองลู่เฟิงสิงด้วยรอยยิ้ม
"ขอท่านย่าโปรดอภัย ตอนนี้หลานยังไม่มีตำแหน่งหน้าที่การงาน และยังไม่ได้เข้ารับราชการขอรับ" ลู่เฟิงสิงตอบตามตรงโดยไม่คิดจะปิดบัง
"หืม?" องค์หญิงใหญ่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น นางอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วพลางกล่าว "ถึงแม้คนแก่เช่นข้าจะไม่ค่อยได้ออกไปไหนมาไหนนัก แต่ก็เคยได้ยินเรื่องราวอันน่าชื่นชมของสองพ่อลูกสกุลลู่ที่สอบได้เป็นถึงจอหงวน ตอนนี้มหาบัณฑิตลู่ก็มีอำนาจบารมีไม่น้อยในสภาขุนนาง"
"เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้เล่า ลูกไม้หล่นไกลต้นหรืออย่างไร" น้ำเสียงขององค์หญิงใหญ่นั้นราบเรียบ ดูคล้ายไม่ได้ตั้งใจจะตำหนิติเตียน ทว่าเซียวเนี่ยนเหยาที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ กลับรู้สึกบีบรัดในอก และอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตึงเครียดแทนลู่เฟิงสิง
ลู่เฟิงสิงยืดแผ่นหลังตรงแน่ว เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "มังกรเก้าบุตรล้วนแตกต่าง หลานเองก็มีปณิธานในแบบของตนขอรับ"
น้ำเสียงของเขาจริงใจและหนักแน่นยิ่งนักขณะเอ่ยต่อ "ท่านพ่อและพี่ชายของหลานมุ่งหวังในราชสำนัก เพื่อแสวงหาความผาสุกให้แก่ราษฎร ส่วนตัวหลานมุ่งหวังในสมรภูมิ เพื่อปกป้องความสงบสุขและสวัสดิภาพของปวงประชา เส้นทางบุ๋นและบู๊ล้วนมีวิถีทางของตน ทว่าล้วนทำเพื่อสนองคุณเบื้องพระยุคลบาท เพื่อบ้านเมือง และเพื่อราษฎรทั้งสิ้น หลานเชื่อว่าปณิธานของลูกผู้ชายนั้นมีอยู่ทุกหนแห่ง หาได้มีความแตกต่างกันไม่ขอรับ"
"ดี ดีเยี่ยม 'เพื่อสนองคุณเบื้องพระยุคลบาท เพื่อบ้านเมือง และเพื่อราษฎร'" คิ้วที่ขมวดมุ่นขององค์หญิงใหญ่คลายลงเล็กน้อย คราวนี้นางจับจ้องลู่เฟิงสิงอย่างละเอียดถี่ถ้วนยิ่งขึ้น
"ยามนี้แคว้นต้าอันฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ราษฎรอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข หลานกำลังรอคอยหมายเรียกเกณฑ์ทหารจากสำนักบัญชาการทหารอยู่ขอรับ หากทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในการสอบคัดเลือกขุนนางบู๊ หลานก็จะได้เข้าสังกัดค่ายทหารและนำทัพได้ขอรับ" แววตาของลู่เฟิงสิงเด็ดเดี่ยว แฝงไว้ด้วยความเฉียบขาด ราวกับเขามุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะต้องสอบผ่านให้จงได้
"สำนักบัญชาการทหารงั้นหรือ ที่นั่นไม่ใช่สถานที่ที่น่าไปอยู่หรอกนะ ในบรรดากองกำลังรักษาเก้าประตูเมืองหลวง ล้วนแต่เป็นกระดูกชิ้นโตที่เคี้ยวได้ยากทั้งสิ้น" องค์หญิงใหญ่จ้องมองลู่เฟิงสิงเขม็งพลางเอ่ย "เจ้ายังไม่เคยสร้างผลงานใด ทั้งยังอายุแค่นี้ เจ้าเต็มใจที่จะกระโจนลงไปในหลุมลึกเช่นนั้นจริงๆ หรือ"
"การก้าวออกมาจากค่ายทหารเมืองหลวง คือการปกป้องราษฎรในราชธานีให้พ้นจากความหวาดวิตก และพิทักษ์ความปลอดภัยของประตูเมืองหลวงขอรับ"
"หากมีศึกสงคราม หลานก็พร้อมออกรบ หลานไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าการปกป้องครอบครัวและพิทักษ์บ้านเมือง เพื่อให้แคว้นของเราปลอดภัยไร้กังวลขอรับ" ลู่เฟิงสิงค้อมศีรษะลงและกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังและนอบน้อม