เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7: ได้รับวารีทัณฑ์สายฟ้า

บทที่ 7: ได้รับวารีทัณฑ์สายฟ้า

บทที่ 7: ได้รับวารีทัณฑ์สายฟ้า


บทที่ 7: ได้รับวารีทัณฑ์อัสนี

"เจอแล้ว..."

หลังจากกิ่งหลิวสีเขียวมรกตแหวกว่ายค้นหาท่ามกลางหมู่เมฆทมิฬอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็ชะงักลง เทพธิดาหลิวไม่ได้แปลกใจกับผลลัพธ์นี้ หากไม่เจอสิ่งใดเลยต่างหากที่น่าประหลาด

วืด!

ยามเมื่อกิ่งหลิวถอนกลับมา กลุ่มหมอกสีม่วงได้พันเกี่ยวรอบใบไม้สีเขียวขจี กลิ่นอายแห่งชีวิตที่แผ่ออกมาส่งผลให้เมล็ดพันธุ์ในผืนดินงอกงามแทงยอดขึ้นมาทันตาเห็น

ยากจะจินตนาการว่าภายในทัณฑ์สายฟ้าที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งการทำลายล้าง จะซุกซ่อนวัตถุเทพที่เปี่ยมด้วยพลังชีวิตอันเข้มข้นเช่นนี้เอาไว้

"เท่านี้ก็เพียงพอ!"

ครืน!

เทพธิดาหลิวพึมพำกับตนเอง กิ่งหลิวเปล่งละอองแสงนวลตา ประกายสีสันสดใสไหลเวียน กลุ่มหมอกสีม่วงหดตัวลงอย่างรวดเร็ว มีสายฟ้าแลบแปลบปลาบ ในที่สุดก็กลั่นตัวเป็นของเหลวขนาดเท่ากำปั้นที่มีแสงสีม่วงหมุนวนอยู่ภายใน

หลังเก็บ 'วารีทัณฑ์อัสนี' เรียบร้อย กิ่งหลิวก็ตวัดรัดเอวของสือเจวี๋ย ฉีกกระชากมิติและกลับสู่หมู่บ้านสือในชั่วพริบตา

"ท่านเทพารักษ์ เสี่ยวเจวี๋ยเป็นอะไรหรือไม่?"

เมื่อเห็นสภาพไหม้เกรียมของสือเจวี๋ย หัวหน้าหมู่บ้านและชาวบ้านต่างแตกตื่นตกใจ

"ไม่เป็นไร เขาแค่หลับไป อีกไม่กี่วันก็จะตื่นเอง พาเขากลับไปเถอะ"

สือเจวี๋ยถูกส่งตัวให้กับหัวหน้าหมู่บ้านสือ ชายชรารับเขามาด้วยท่าทางทะนุถนอมอย่างที่สุด เมื่อสัมผัสได้ว่าจังหวะการเต้นของหัวใจและลมหายใจยังคงปกติ เขาจึงวางใจลงได้

หลังจากกล่าวลาเทพธิดาหลิว พวกเขาก็พาสือเจวี๋ยกลับห้องพัก ในเมื่อเทพธิดาหลิวกล่าวว่าเขาจะตื่นขึ้นมาเอง พวกเขาก็ไม่กล้าทำอะไรโดยพละการ

"หอมฉุยเลย ข้าขอลองกัดสักคำได้ไหมเนี่ย"

กลิ่นเนื้อย่างที่ลอยออกมาจากตัวสือเจวี๋ยทำให้เจ้าตัวเล็กถึงกับเลียริมฝีปาก ถ้าไม่รู้มาก่อนว่านี่คือคน เขาคงกระโจนเข้าไปกัดสักคำนานแล้ว

โป๊ก!

"เจ้าจะกินทุกอย่างที่ขวางหน้าไม่ได้นะเจ้าตัวเล็ก! ออกไปข้างนอกกันเถอะ" หัวหน้าหมู่บ้านเขกหัวเจ้าตัวเล็กเบาๆ

"โอ๊ย!"

เจ้าตัวเล็กเอามือกุมหัว ร้องตอบรับ แล้วเดินตามหัวหน้าหมู่บ้านออกจากห้องไป...

"ซี๊ด... ที่นี่ที่ไหน? หรือข้าจะทะลุมิติกลับไปแล้ว?" สือเจวี๋ยสลบไปถึงสามวันสามคืน สมองยังคงมึนงง

บ้านหิน... โอเค ยังอยู่ที่หมู่บ้านสือ

แกรก!

ทันทีที่ขยับตัวลุกจากเตียง เสียงแตกหักกรอบแกรบก็ดังขึ้นจากร่างกาย เศษชิ้นส่วนสีดำหลุดร่วงจากผิวหนัง เผยให้เห็นผิวพรรณขาวผ่องที่เปล่งประกายจางๆ

"หนาวชะมัด!"

เขาล่อนจ้อนทั้งตัว พอลมพัดผ่านเจ้านกน้อย เขาก็สั่นสะท้าน เสื้อผ้าหนังสัตว์ของเขาถูกทัณฑ์สายฟ้าเผาเป็นจุนไปก่อนหน้านี้แล้ว

เศษสีดำเหล่านี้เกิดจากการผสมปนเปของสิ่งสกปรกและเลือด แม้เทพธิดาหลิวจะไม่ได้ขวางกั้นสายฟ้านั้น แต่เจตจำนงแห่งการทำลายล้างส่วนใหญ่ถูกลบล้างไปแล้ว มันจึงทำหน้าที่ในการ 'ผลัดเส้นเอ็นเปลี่ยนไขกระดูก' ให้กับเขา

เขารีบคว้าชุดหนังสัตว์มาสวมใส่ เขาไม่ได้มีรสนิยมชอบโชว์ของสงวนหรอกนะ

"โธ่เอ๊ย ผมยาวสลวยของข้า!" สือเจวี๋ยลูบศีรษะที่ล้านเลี่ยนเตียนโล่งอย่างอาลัยอาวรณ์

"ตาข้าจะบอดแล้ว สือเจวี๋ย เจ้าจะทำให้ข้าตาบอดเรอะ!"

ทันทีที่ก้าวขาออกจากห้อง เขาก็ชนเข้ากับเจ้าตัวเล็กที่กำลังอุ้มไหใส่นม เจ้าตัวเล็กรีบวางไหลงแล้วเอามือน้อยๆ ปิดตาแน่น

มันสว่างจ้าเกินไป หัวโล้นไร้ผมของเขาเรียบเนียนราวกับกระจก สะท้อนแสงแดดเจิดจ้า ณ เวลานี้ สือเจวี๋ยเปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ดวงน้อยที่เปล่งแสงแรงกล้า

สือเจวี๋ย: "..."

สือเจวี๋ยลูบหัวล้านเลี่ยนของตัวเองแล้วหันหลังกลับเข้าบ้าน หลังจากค้นหาอยู่พักหนึ่ง เขาก็เดินออกมาพร้อมสวมหมวกฟาง นี่คือบุรุษผู้ถูกลิขิตให้เป็นราชันเซียน จะมาเสียภาพพจน์ไม่ได้

"ค่อยยังชั่วหน่อย สือเจวี๋ย ทำไมผมบนหัวเจ้าหายไปหมดเลยล่ะ? เจ้าไม่ได้กินอะไรมาตั้งสามวัน ดื่มนมสัตว์อสูรหน่อยไหม?" เจ้าตัวเล็กยื่นไหในมือให้อย่างเสียดาย นี่คือของโปรดของเขาเชียวนะ

"เจ้าดื่มเองเถอะ อายุเท่าไหร่แล้วยังไม่หย่านมอีก?" สือเจวี๋ยกลอกตาแล้วเอ่ยแซว

ได้ยินดังนั้น เจ้าตัวเล็กก็ตอบกลับอย่างชอบธรรม "ปู่หัวหน้าเผ่าบอกว่าข้ายังเด็ก จะกินเมื่อไหร่ก็ได้"

"ข้าจะไปหาเทพธิดาหลิวก่อน เชิญเจ้าดื่มตามสบายเถอะ!"

สือเจวี๋ยยิ้มแล้วเดินไปยังทางเข้าหมู่บ้าน เจ้าตัวเล็กพึมพำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับคนไม่รู้จักของอร่อย แล้วกอดไหกระดกนมสัตว์อสูรเข้าปากอึกใหญ่

"ท่านเทพธิดาหลิว? ท่าน..."

เมื่อเห็นต้นหลิวอีกครั้ง รอยไหม้เกรียมจางลงไปมาก ที่สำคัญคือกิ่งหลิวเพิ่มจากหนึ่งเป็นสี่กิ่ง... ราวกับโซ่ตรวนแห่งกฎเกณฑ์สี่เส้นที่เชื่อมต่อฟ้าดิน แสงเรืองรองที่แผ่ออกมาปกคลุมทั่วทั้งหมู่บ้านสือ ทำให้ที่นี่กลายเป็นดั่งดินแดนบริสุทธิ์

"ต้องขอบใจเจ้า ครั้งนี้ข้าได้รับประโยชน์ไม่น้อย วารีทัณฑ์อัสนีที่เปี่ยมพลังชีวิตคือยาวิเศษที่ดีที่สุดสำหรับการฟื้นฟูของข้า" เทพธิดาหลิวกล่าวกลั้วหัวเราะเบาๆ

หากนางต้องฟื้นฟูด้วยตัวเองทีละนิด การจะมาถึงระดับนี้คงต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลายปี

"ท่านเทพธิดาหลิว ตอนนี้ท่านแข็งแกร่งระดับไหนแล้ว?" สือเจวี๋ยดีใจกับเทพธิดาหลิวจากใจจริง แต่แล้วดวงตาก็กลอกไปมา ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

"เลิกคิดไปได้เลย เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรไม่ได้ราบรื่นดั่งสายน้ำ หากหวังพึ่งพาแต่ปัจจัยภายนอก เจ้าไม่มีวันก้าวไปได้ไกล" เทพธิดาหลิวรู้นิสัยของสือเจวี๋ยดี เพียงเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไป นางก็รู้ทันทีว่าเขากำลังวางแผนอะไร

"นี่คือวารีทัณฑ์อัสนี มันเพียงพอให้เจ้าก้าวเข้าสู่ 'ขอบเขตสุดขั้ว' ในระดับเคลื่อนโลหิตได้"

บนกิ่งหลิวมีของเหลวสีม่วงขนาดเท่ากำปั้นลอยอยู่ สีสันงดงามดุจความฝันพร้อมแสงสีม่วงไหลเวียน

ดวงตาของสือเจวี๋ยลุกโชนด้วยความปรารถนา เขาสัมผัสได้ว่าของเหลวสีม่วงนี้อัดแน่นไปด้วยพลังชีวิตอันมหาศาลจนน่าตกใจ

เขานึกขึ้นได้ว่าในต้นฉบับ มู่เหยียนเกือบตายเพราะได้มาแค่หยดเดียว แต่นี่เทพธิดาหลิวหามาได้ขนาดเท่ากำปั้นด้วยการลงมือเพียงเล็กน้อย

"ท่านเทพธิดาหลิว สิ่งนี้จะมีประโยชน์กับเจ้าตัวเล็กด้วยไหม?" สือเจวี๋ยถามขึ้น ในฐานะเพื่อนสมัยเด็กที่โตมาด้วยกัน เขาสนิทสนมกับสือฮ่าวมาก การถามเช่นนี้ไม่ใช่เพื่อเอาหน้าแต่อย่างใด

"มีประโยชน์ แต่ไม่จำเป็น เขามีเส้นทางของเขาเอง" เทพธิดาหลิวยิ้มบางๆ รู้สึกพอใจที่สือเจวี๋ยไม่ใช่คนแล้งน้ำใจ

"ตกลง ถ้าอย่างนั้น ข้ากลืนเจ้านี่ลงไปเลยหรือ?"

เมื่อได้ยินดังนั้น สือเจวี๋ยก็ไม่ถามอะไรอีก อย่างไรก็ตาม ของเหลวเทพนี้ยังมีสายฟ้าแลบแปลบปลาบเต้นเร่าอยู่ เขาเกรงว่าถ้ากลืนลงไป เครื่องในคงจะชามือพิลึก

"การกลืนกินโดยตรงไม่ใช่ทำไม่ได้ แต่ข้าไม่แนะนำ ด้วยความแข็งแกร่งของเจ้าในตอนนี้ เจ้าไม่อาจกักเก็บพลังเทพทั้งหมดของวารีทัณฑ์อัสนีได้ หากกินเข้าไปเช่นนั้น เจ้าอาจดูดซับได้เพียงหนึ่งส่วน อีกเก้าส่วนที่เหลือจะสลายหายไปจากร่าง นั่นเป็นการสิ้นเปลืองเกินไป"

"แล้วข้าต้องใช้อย่างไร?" สือเจวี๋ยกระพริบตาปริบๆ หรือต้องสูดเข้าทางจมูก?

"ข้าจะผนึกวารีทัณฑ์อัสนีไว้ในร่างกายเจ้าก่อน!"

กิ่งหลิวสีเขียวเรืองรองนำพาวารีทัณฑ์อัสนีสีม่วงกดเข้าไปที่หน้าท้องของสือเจวี๋ยทันที

วืด!

ฉับพลัน หน้าท้องของสือเจวี๋ยก็เริ่มเปล่งแสงสีม่วง ความรู้สึกเจ็บจี๊ดแทบไม่มีให้รู้สึก เขาเพียงสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นตรงจุดนั้น ราวกับแสงแดดในฤดูหนาวที่สาดส่องร่างกาย ขณะเดียวกัน คลื่นความร้อนก็ไหลเวียนไปตามเส้นเลือด เส้นลมปราณ และกล้ามเนื้อ เข้าถึงทุกซอกทุกมุมของร่างกาย

ความรู้สึกสบายตัวอันน่าอัศจรรย์นี้ชวนให้หลงใหล เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าวารีทัณฑ์อัสนีกำลังหล่อเลี้ยงร่างกายของเขาอยู่

จบบทที่ บทที่ 7: ได้รับวารีทัณฑ์สายฟ้า

คัดลอกลิงก์แล้ว