- หน้าแรก
- แค่เข้ากลุ่มแชท ก็ทะลุมิติไปเทพในโลก เพอร์เฟคเวริล์ ซะงั้น
- บทที่ 7: ได้รับวารีทัณฑ์สายฟ้า
บทที่ 7: ได้รับวารีทัณฑ์สายฟ้า
บทที่ 7: ได้รับวารีทัณฑ์สายฟ้า
บทที่ 7: ได้รับวารีทัณฑ์อัสนี
"เจอแล้ว..."
หลังจากกิ่งหลิวสีเขียวมรกตแหวกว่ายค้นหาท่ามกลางหมู่เมฆทมิฬอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็ชะงักลง เทพธิดาหลิวไม่ได้แปลกใจกับผลลัพธ์นี้ หากไม่เจอสิ่งใดเลยต่างหากที่น่าประหลาด
วืด!
ยามเมื่อกิ่งหลิวถอนกลับมา กลุ่มหมอกสีม่วงได้พันเกี่ยวรอบใบไม้สีเขียวขจี กลิ่นอายแห่งชีวิตที่แผ่ออกมาส่งผลให้เมล็ดพันธุ์ในผืนดินงอกงามแทงยอดขึ้นมาทันตาเห็น
ยากจะจินตนาการว่าภายในทัณฑ์สายฟ้าที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งการทำลายล้าง จะซุกซ่อนวัตถุเทพที่เปี่ยมด้วยพลังชีวิตอันเข้มข้นเช่นนี้เอาไว้
"เท่านี้ก็เพียงพอ!"
ครืน!
เทพธิดาหลิวพึมพำกับตนเอง กิ่งหลิวเปล่งละอองแสงนวลตา ประกายสีสันสดใสไหลเวียน กลุ่มหมอกสีม่วงหดตัวลงอย่างรวดเร็ว มีสายฟ้าแลบแปลบปลาบ ในที่สุดก็กลั่นตัวเป็นของเหลวขนาดเท่ากำปั้นที่มีแสงสีม่วงหมุนวนอยู่ภายใน
หลังเก็บ 'วารีทัณฑ์อัสนี' เรียบร้อย กิ่งหลิวก็ตวัดรัดเอวของสือเจวี๋ย ฉีกกระชากมิติและกลับสู่หมู่บ้านสือในชั่วพริบตา
"ท่านเทพารักษ์ เสี่ยวเจวี๋ยเป็นอะไรหรือไม่?"
เมื่อเห็นสภาพไหม้เกรียมของสือเจวี๋ย หัวหน้าหมู่บ้านและชาวบ้านต่างแตกตื่นตกใจ
"ไม่เป็นไร เขาแค่หลับไป อีกไม่กี่วันก็จะตื่นเอง พาเขากลับไปเถอะ"
สือเจวี๋ยถูกส่งตัวให้กับหัวหน้าหมู่บ้านสือ ชายชรารับเขามาด้วยท่าทางทะนุถนอมอย่างที่สุด เมื่อสัมผัสได้ว่าจังหวะการเต้นของหัวใจและลมหายใจยังคงปกติ เขาจึงวางใจลงได้
หลังจากกล่าวลาเทพธิดาหลิว พวกเขาก็พาสือเจวี๋ยกลับห้องพัก ในเมื่อเทพธิดาหลิวกล่าวว่าเขาจะตื่นขึ้นมาเอง พวกเขาก็ไม่กล้าทำอะไรโดยพละการ
"หอมฉุยเลย ข้าขอลองกัดสักคำได้ไหมเนี่ย"
กลิ่นเนื้อย่างที่ลอยออกมาจากตัวสือเจวี๋ยทำให้เจ้าตัวเล็กถึงกับเลียริมฝีปาก ถ้าไม่รู้มาก่อนว่านี่คือคน เขาคงกระโจนเข้าไปกัดสักคำนานแล้ว
โป๊ก!
"เจ้าจะกินทุกอย่างที่ขวางหน้าไม่ได้นะเจ้าตัวเล็ก! ออกไปข้างนอกกันเถอะ" หัวหน้าหมู่บ้านเขกหัวเจ้าตัวเล็กเบาๆ
"โอ๊ย!"
เจ้าตัวเล็กเอามือกุมหัว ร้องตอบรับ แล้วเดินตามหัวหน้าหมู่บ้านออกจากห้องไป...
"ซี๊ด... ที่นี่ที่ไหน? หรือข้าจะทะลุมิติกลับไปแล้ว?" สือเจวี๋ยสลบไปถึงสามวันสามคืน สมองยังคงมึนงง
บ้านหิน... โอเค ยังอยู่ที่หมู่บ้านสือ
แกรก!
ทันทีที่ขยับตัวลุกจากเตียง เสียงแตกหักกรอบแกรบก็ดังขึ้นจากร่างกาย เศษชิ้นส่วนสีดำหลุดร่วงจากผิวหนัง เผยให้เห็นผิวพรรณขาวผ่องที่เปล่งประกายจางๆ
"หนาวชะมัด!"
เขาล่อนจ้อนทั้งตัว พอลมพัดผ่านเจ้านกน้อย เขาก็สั่นสะท้าน เสื้อผ้าหนังสัตว์ของเขาถูกทัณฑ์สายฟ้าเผาเป็นจุนไปก่อนหน้านี้แล้ว
เศษสีดำเหล่านี้เกิดจากการผสมปนเปของสิ่งสกปรกและเลือด แม้เทพธิดาหลิวจะไม่ได้ขวางกั้นสายฟ้านั้น แต่เจตจำนงแห่งการทำลายล้างส่วนใหญ่ถูกลบล้างไปแล้ว มันจึงทำหน้าที่ในการ 'ผลัดเส้นเอ็นเปลี่ยนไขกระดูก' ให้กับเขา
เขารีบคว้าชุดหนังสัตว์มาสวมใส่ เขาไม่ได้มีรสนิยมชอบโชว์ของสงวนหรอกนะ
"โธ่เอ๊ย ผมยาวสลวยของข้า!" สือเจวี๋ยลูบศีรษะที่ล้านเลี่ยนเตียนโล่งอย่างอาลัยอาวรณ์
"ตาข้าจะบอดแล้ว สือเจวี๋ย เจ้าจะทำให้ข้าตาบอดเรอะ!"
ทันทีที่ก้าวขาออกจากห้อง เขาก็ชนเข้ากับเจ้าตัวเล็กที่กำลังอุ้มไหใส่นม เจ้าตัวเล็กรีบวางไหลงแล้วเอามือน้อยๆ ปิดตาแน่น
มันสว่างจ้าเกินไป หัวโล้นไร้ผมของเขาเรียบเนียนราวกับกระจก สะท้อนแสงแดดเจิดจ้า ณ เวลานี้ สือเจวี๋ยเปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ดวงน้อยที่เปล่งแสงแรงกล้า
สือเจวี๋ย: "..."
สือเจวี๋ยลูบหัวล้านเลี่ยนของตัวเองแล้วหันหลังกลับเข้าบ้าน หลังจากค้นหาอยู่พักหนึ่ง เขาก็เดินออกมาพร้อมสวมหมวกฟาง นี่คือบุรุษผู้ถูกลิขิตให้เป็นราชันเซียน จะมาเสียภาพพจน์ไม่ได้
"ค่อยยังชั่วหน่อย สือเจวี๋ย ทำไมผมบนหัวเจ้าหายไปหมดเลยล่ะ? เจ้าไม่ได้กินอะไรมาตั้งสามวัน ดื่มนมสัตว์อสูรหน่อยไหม?" เจ้าตัวเล็กยื่นไหในมือให้อย่างเสียดาย นี่คือของโปรดของเขาเชียวนะ
"เจ้าดื่มเองเถอะ อายุเท่าไหร่แล้วยังไม่หย่านมอีก?" สือเจวี๋ยกลอกตาแล้วเอ่ยแซว
ได้ยินดังนั้น เจ้าตัวเล็กก็ตอบกลับอย่างชอบธรรม "ปู่หัวหน้าเผ่าบอกว่าข้ายังเด็ก จะกินเมื่อไหร่ก็ได้"
"ข้าจะไปหาเทพธิดาหลิวก่อน เชิญเจ้าดื่มตามสบายเถอะ!"
สือเจวี๋ยยิ้มแล้วเดินไปยังทางเข้าหมู่บ้าน เจ้าตัวเล็กพึมพำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับคนไม่รู้จักของอร่อย แล้วกอดไหกระดกนมสัตว์อสูรเข้าปากอึกใหญ่
"ท่านเทพธิดาหลิว? ท่าน..."
เมื่อเห็นต้นหลิวอีกครั้ง รอยไหม้เกรียมจางลงไปมาก ที่สำคัญคือกิ่งหลิวเพิ่มจากหนึ่งเป็นสี่กิ่ง... ราวกับโซ่ตรวนแห่งกฎเกณฑ์สี่เส้นที่เชื่อมต่อฟ้าดิน แสงเรืองรองที่แผ่ออกมาปกคลุมทั่วทั้งหมู่บ้านสือ ทำให้ที่นี่กลายเป็นดั่งดินแดนบริสุทธิ์
"ต้องขอบใจเจ้า ครั้งนี้ข้าได้รับประโยชน์ไม่น้อย วารีทัณฑ์อัสนีที่เปี่ยมพลังชีวิตคือยาวิเศษที่ดีที่สุดสำหรับการฟื้นฟูของข้า" เทพธิดาหลิวกล่าวกลั้วหัวเราะเบาๆ
หากนางต้องฟื้นฟูด้วยตัวเองทีละนิด การจะมาถึงระดับนี้คงต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลายปี
"ท่านเทพธิดาหลิว ตอนนี้ท่านแข็งแกร่งระดับไหนแล้ว?" สือเจวี๋ยดีใจกับเทพธิดาหลิวจากใจจริง แต่แล้วดวงตาก็กลอกไปมา ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
"เลิกคิดไปได้เลย เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรไม่ได้ราบรื่นดั่งสายน้ำ หากหวังพึ่งพาแต่ปัจจัยภายนอก เจ้าไม่มีวันก้าวไปได้ไกล" เทพธิดาหลิวรู้นิสัยของสือเจวี๋ยดี เพียงเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไป นางก็รู้ทันทีว่าเขากำลังวางแผนอะไร
"นี่คือวารีทัณฑ์อัสนี มันเพียงพอให้เจ้าก้าวเข้าสู่ 'ขอบเขตสุดขั้ว' ในระดับเคลื่อนโลหิตได้"
บนกิ่งหลิวมีของเหลวสีม่วงขนาดเท่ากำปั้นลอยอยู่ สีสันงดงามดุจความฝันพร้อมแสงสีม่วงไหลเวียน
ดวงตาของสือเจวี๋ยลุกโชนด้วยความปรารถนา เขาสัมผัสได้ว่าของเหลวสีม่วงนี้อัดแน่นไปด้วยพลังชีวิตอันมหาศาลจนน่าตกใจ
เขานึกขึ้นได้ว่าในต้นฉบับ มู่เหยียนเกือบตายเพราะได้มาแค่หยดเดียว แต่นี่เทพธิดาหลิวหามาได้ขนาดเท่ากำปั้นด้วยการลงมือเพียงเล็กน้อย
"ท่านเทพธิดาหลิว สิ่งนี้จะมีประโยชน์กับเจ้าตัวเล็กด้วยไหม?" สือเจวี๋ยถามขึ้น ในฐานะเพื่อนสมัยเด็กที่โตมาด้วยกัน เขาสนิทสนมกับสือฮ่าวมาก การถามเช่นนี้ไม่ใช่เพื่อเอาหน้าแต่อย่างใด
"มีประโยชน์ แต่ไม่จำเป็น เขามีเส้นทางของเขาเอง" เทพธิดาหลิวยิ้มบางๆ รู้สึกพอใจที่สือเจวี๋ยไม่ใช่คนแล้งน้ำใจ
"ตกลง ถ้าอย่างนั้น ข้ากลืนเจ้านี่ลงไปเลยหรือ?"
เมื่อได้ยินดังนั้น สือเจวี๋ยก็ไม่ถามอะไรอีก อย่างไรก็ตาม ของเหลวเทพนี้ยังมีสายฟ้าแลบแปลบปลาบเต้นเร่าอยู่ เขาเกรงว่าถ้ากลืนลงไป เครื่องในคงจะชามือพิลึก
"การกลืนกินโดยตรงไม่ใช่ทำไม่ได้ แต่ข้าไม่แนะนำ ด้วยความแข็งแกร่งของเจ้าในตอนนี้ เจ้าไม่อาจกักเก็บพลังเทพทั้งหมดของวารีทัณฑ์อัสนีได้ หากกินเข้าไปเช่นนั้น เจ้าอาจดูดซับได้เพียงหนึ่งส่วน อีกเก้าส่วนที่เหลือจะสลายหายไปจากร่าง นั่นเป็นการสิ้นเปลืองเกินไป"
"แล้วข้าต้องใช้อย่างไร?" สือเจวี๋ยกระพริบตาปริบๆ หรือต้องสูดเข้าทางจมูก?
"ข้าจะผนึกวารีทัณฑ์อัสนีไว้ในร่างกายเจ้าก่อน!"
กิ่งหลิวสีเขียวเรืองรองนำพาวารีทัณฑ์อัสนีสีม่วงกดเข้าไปที่หน้าท้องของสือเจวี๋ยทันที
วืด!
ฉับพลัน หน้าท้องของสือเจวี๋ยก็เริ่มเปล่งแสงสีม่วง ความรู้สึกเจ็บจี๊ดแทบไม่มีให้รู้สึก เขาเพียงสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นตรงจุดนั้น ราวกับแสงแดดในฤดูหนาวที่สาดส่องร่างกาย ขณะเดียวกัน คลื่นความร้อนก็ไหลเวียนไปตามเส้นเลือด เส้นลมปราณ และกล้ามเนื้อ เข้าถึงทุกซอกทุกมุมของร่างกาย
ความรู้สึกสบายตัวอันน่าอัศจรรย์นี้ชวนให้หลงใหล เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าวารีทัณฑ์อัสนีกำลังหล่อเลี้ยงร่างกายของเขาอยู่