- หน้าแรก
- โต้หลัว วิญญาณยุทธ์ผันผวนกับการตื่นขึ้นของพลังที่ไม่รู้จบ
- บทที่ 19 ทุกคนต้องเดินเท้าเข้าเมืองวิญญาณยุทธ์!
บทที่ 19 ทุกคนต้องเดินเท้าเข้าเมืองวิญญาณยุทธ์!
บทที่ 19 ทุกคนต้องเดินเท้าเข้าเมืองวิญญาณยุทธ์!
ความคิดของปี่ปีตงสะดุดหยุดลงทันทีเมื่อได้ยินเสียงร้องเพลงอันไม่น่าอภิรมย์นั้น นางเงียบไปเมื่อได้ยินทั้งเสียงเพลงและเสียงน้ำไหล ในใจนึกอยากจะลากตัวเจ้าเด็กบ้าออกมาสั่งสอนให้น่วมสักที
คลื่นพลังวิญญาณสายหนึ่งลอยละลิ่วเข้าไปในห้องอาบน้ำ
ทันใดนั้น เสียงเพลงก็เงียบหายไป ตามมาด้วยเสียงน้ำที่เบาลงอย่างรวดเร็ว และเสียงกุกกักรีบเร่งแต่งตัวดังลอดออกมา
ประตูห้องอาบน้ำเปิดออก
ปี่ปีตงยืนตระหง่านอยู่หน้าประตู ในมือถือชุดคลุมอาบน้ำเตรียมไว้
มงกุฎทองคำม่วงบนศีรษะหายไปแล้ว เหลือเพียงเรือนผมยาวสีม่วงเทาที่ขับเน้นใบหน้างดงามให้ดูโดดเด่นสมบูรณ์แบบ ทว่าดวงตาคู่สวยกลับฉายแววอำมหิตน่าสะพรึงกลัว
"แฮะๆ... อาจารย์ ข้าขอตัวก่อนนะครับ เชิญท่านอาบน้ำตามสบายเลย"
เย่เทียนซิงผลักประตูห้องบำเพ็ญเพียรแล้ววิ่งหนีออกไปราวกับหนีตาย
หูเลียนารออยู่หน้าประตูแล้ว ทั้งสองจึงรีบเร่งออกจากพระราชวังสังฆราชไปอย่างรวดเร็ว
เย่เทียนซิงกลับมาที่หอพัก
ขณะนี้ยังเป็นเวลากลางวัน เพื่อนร่วมหอพักคนอื่นๆ ต่างออกไปเรียนกันหมด
หลังจากเก็บข้าวของทั้งหมดลงในอุปกรณ์วิญญาณประเภทพื้นที่ เขาก็เดินออกจากห้องทันที
ในเมื่อตอนนี้เขาเป็นศิษย์สายนอกขององค์สังฆราชแล้ว แถมยังมีเรื่องลับลมคมในติดตัวอีกมากมาย การจะอาศัยอยู่ร่วมกับคนอื่นต่อไปย่อมไม่เหมาะสม
เขาไปหาผู้ดูแลหอพัก หลังจากแสดงสถานะยืนยันตัวตน เขาก็ได้รับกุญแจห้องพักเดี่ยวมา
ภายในห้องพักเดี่ยว
เย่เทียนซิงเริ่มตรวจนับของที่ได้มาจากการเดินทางไปป่าซิงโต้ว
กระดูกวิญญาณระดับพันปีสามชิ้น สองชิ้นในนั้นถูกปี่ปีตงเอาไปแล้ว
ส่วนกระดูกวิญญาณที่เหลืออีกชิ้นมีอายุต่ำเกินไป เขาจึงโยนมันลงในอุปกรณ์วิญญาณโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง กะว่าจะหาโอกาสเอาไปขายแลกเงินในภายหลัง
กระดูกวิญญาณระดับหมื่นปีหนึ่งชิ้น
【กระดูกวิญญาณส่วนลำตัวกายาอมตะ: จากสัตว์วิญญาณพืชอายุ 15,000 ปี ทักษะวิญญาณ: มอบพลังชีวิตมหาศาล รักษาบาดแผลได้อย่างรวดเร็ว และเพิ่มพลังระเบิดให้กับวิญญาณยุทธ์สายพืชอย่างรุนแรง】
กระดูกวิญญาณส่วนนอกหนึ่งชิ้น
【ปีกอัสนีม่วงเหินเวหา: กระดูกวิญญาณส่วนนอกระดับพันปี จากม้าบินอัสนีม่วงที่ยังไม่โตเต็มวัย ทักษะวิญญาณ: รวบรวมพลังวิญญาณในกระดูกวิญญาณเพื่อสร้างปีกสายฟ้า ตราบเท่าที่ยังมีพลังวิญญาณ ปีกก็จะยังคงอยู่ มีความเร็วสูงมาก สามารถเร่งความเร็วแบบระเบิดพลังได้ แต่จะผลาญพลังวิญญาณมากขึ้น】
กระดูกวิญญาณส่วนนอกชิ้นนี้ได้มาจากในท้องของม้าบินอัสนีม่วงระดับหมื่นปีตัวนั้น
เย่เทียนซิงสัมผัสถึงมันได้ในตอนนั้น ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาอยากจะชำแหละซากศพ สัตว์วิญญาณตัวนั้นคลอดลูกยาก และลูกในท้องก็ใกล้ตายเต็มที
อาจเป็นเพราะความไม่ยินยอมพร้อมใจ หรือเป็นความหวังสุดท้ายของผู้เป็นแม่ ม้าบินอัสนีม่วงจึงรวบรวมพลังวิญญาณทั้งหมดไปที่ลูกก่อนตาย แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว
การดูดซับกระดูกวิญญาณทั้งสองชิ้นนี้คงต้องใช้เวลาพอสมควร
เขาจัดการล็อคประตูห้องและแขวนป้าย 'ห้ามรบกวน - กำลังบำเพ็ญเพียร' ไว้ที่ลูกบิดประตู
ยังไม่พอ เขาถึงกับลากตู้มาขวางประตูจากด้านใน เพื่อป้องกันไม่ให้ใครบุกรุกเข้ามา
เวลาผ่านไป อาจจะหนึ่งชั่วโมง หรืออาจจะหนึ่งวัน
สามวันต่อมา
กลุ่มแขกไม่ได้รับเชิญเดินทางมาถึงหน้าประตูเมืองวิญญาณยุทธ์
คนกลุ่มนี้มีจำนวนประมาณ 300 คน
ดูจากเครื่องแบบที่หลากหลาย ก็พอจะเดาได้ไม่ยาก
พวกเขาคือทีมตัวแทนจากจักรวรรดิเทียนโต้ว
ทั้งหมด 15 ทีม
นอกจากผู้ติดตามและคณะทูตจากจักรวรรดิเทียนโต้วแล้ว
ทางสำนักวิญญาณยุทธ์เองก็ส่งคณะต้อนรับมารอรับเช่นกัน
ประกอบด้วยชายหนุ่มรูปงามหนึ่งคน และราชทินนามพรหมยุทธ์อีกหนึ่งคน
นี่ไม่ใช่การดูหมิ่นจักรวรรดิเทียนโต้วแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ถือเป็นการให้เกียรติอย่างสูงสุดแล้ว
กองทหารรักษาพระองค์เทียนโต้วที่รับหน้าที่คุ้มกันขบวนได้ถอยร่นออกไปร้อยลี้ ไม่อนุญาตให้เข้าใกล้เมือง มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นการยั่วยุต่อสำนักวิญญาณยุทธ์
ณ ประตูเมืองวิญญาณยุทธ์
รถม้าขององค์รัชทายาท 'เสวี่ยชิงเหอ' ถูกทหารของสำนักวิญญาณยุทธ์ขวางไว้
นิ่งเฟิงจื้อขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกเหมือนถูกหยามเกียรติ
"ท่านอาจารย์ ข้าจะลงไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น"
เสวี่ยชิงเหอลุกขึ้นพร้อมรอยยิ้ม เลิกม่านขึ้นแล้วก้าวลงจากรถม้าหรูหรา
สายตาของเขากวาดมองกลุ่มคนที่ขวางทางรถม้าอยู่
เด็กหนุ่มหน้าตาดี มีดวงตาดอกท้อเปี่ยมเสน่ห์ รูปร่างสูงโปร่ง รอยยิ้มประณีตบรรจง และมีพลังวิญญาณแข็งแกร่งซ่อนเร้นอยู่ในกาย
สำนักวิญญาณยุทธ์มีอัจฉริยะเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
เชียนเริ่นเสวี่ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย การที่มีอัจฉริยะปรากฏตัวขึ้นในสำนักวิญญาณยุทธ์ของนาง ย่อมหมายความว่านางมีหมากให้ใช้งานเพิ่มขึ้นอีกตัว
ด้านหลังเด็กหนุ่มรูปงาม มีสาวงามผมสั้นสีม่วงผู้ร้อนแรงยืนอยู่ คลื่นพลังวิญญาณของนางแผ่พุ่งออกมาพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ
ผู้อาวุโสเก้า: พรหมยุทธ์อินทรีเพลิง?
เชียนเริ่นเสวี่ยลอบตกใจ ครั้งล่าสุดที่นางเจอพรหมยุทธ์อินทรีเพลิง อีกฝ่ายดูไม่แข็งแกร่งขนาดนี้ หรือว่านางเพิ่งจะทะลวงระดับได้อีก?
ส่วนทหารไม่กี่คนที่ยืนอยู่ข้างหลัง นางแทบไม่ได้ใส่ใจ
"พวกท่านคือทีมผู้เข้าแข่งขันจากจักรวรรดิเทียนโต้วใช่หรือไม่?"
ในขณะที่เชียนเริ่นเสวี่ยกำลังลอบสังเกตการณ์ทั้งสองอยู่นั้น เสียงที่ไม่ค่อยพอใจนักก็ดังขึ้น
เชียนเริ่นเสวี่ยโค้งคำนับเล็กน้อยให้แก่เจ้าของเสียงและกล่าวพร้อมรอยยิ้ม "สหายจากสำนักวิญญาณยุทธ์ ข้าเป็นตัวแทนจากราชวงศ์เทียนโต้ว ทีมที่อยู่ด้านหลังข้าล้วนเป็นผู้เข้าแข่งขัน ไม่ทราบว่าเหตุใดท่านจึงขวางทางพวกเราไว้?"
เย่เทียนซิงเหลือบมองไปที่เหนือศีรษะของเชียนเริ่นเสวี่ย แล้วยิ้มมุมปากเล็กน้อย
เขาก้าวยาวๆ สองก้าวเข้าไปประชิดตัวเชียนเริ่นเสวี่ย แล้วคว้ามือของอีกฝ่ายมากุมไว้อย่างกระตือรือร้น "โอ้ ที่แท้ก็องค์รัชทายาทนี่เอง! ข้าเป็นเพียงทหารต่ำต้อยจากโรงเรียนวิญญาณยุทธ์ ได้ยินกิตติศัพท์ของท่านมานาน วันนี้ได้มาเห็นกับตา ช่างสมคำร่ำลือจริงๆ"
เชียนเริ่นเสวี่ยปลอมตัวเป็นชาย มีเพียงใบหน้าเท่านั้นที่เปลี่ยนไป ดังนั้นเย่เทียนซิงที่กุมมือนางอยู่ในตอนนี้จึงรู้สึกฟินสุดขีด
มือน้อยๆ นุ่มนิ่มเนียนละเอียด แถมยังมีความเย็นสบายหน่อยๆ
"จริงหรือ? ขอบคุณ ขอบคุณ ข้าไม่นึกเลยว่าชื่อเสียงของข้าจะโด่งดังไปไกลขนาดนี้"
เชียนเริ่นเสวี่ยแทบระเบิดอารมณ์ออกมา แต่ในฐานะรัชทายาทแห่งจักรวรรดิเทียนโต้ว นางจำต้องรักษามาดสุขุมไว้ จึงได้แต่แสร้งทำเป็นยินดีปรีดา
"จริงๆ นะพะยะค่ะ องค์รัชทายาท ข้าเป็นแฟนคลับตัวยงของท่านเลย!"
เย่เทียนซิงหน้าด้านสุดกู่ เขาล้วงสมุดเล่มเล็กและปากกาออกมาจากอกเสื้อ
"องค์รัชทายาท ได้โปรดเซ็นชื่อให้ข้าด้วยเถิด ข้าจะเก็บไว้ดูต่างหน้ายามคิดถึงท่าน"
ในที่สุดก็ได้มือคืนมา เชียนเริ่นเสวี่ยลอบถอนหายใจยาว รับสมุดและปากกามาพร้อมรอยยิ้ม แล้วรีบหวัดชื่อลงไปโดยแทบไม่ได้มอง
"ฮืออออ ขอบพระทัยมากพะยะค่ะองค์รัชทายาท! ข้าเชื่อว่าในอนาคตท่านจะต้องเป็นจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแน่นอน!"
เย่เทียนซิงแสร้งทำเป็นซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหลพราก เขาขยับตัวเข้าไปใกล้เชียนเริ่นเสวี่ย แล้วโผเข้ากอดนางแน่น ร้องไห้ด้วยความตื่นเต้นดีใจ
ไอ้สารเลว!
เชียนเริ่นเสวี่ยอยากจะฆ่าหมอนี่ให้ตายคามือ
แต่ในฐานะรัชทายาท นางต้องใจเย็นเข้าไว้
นางไม่เข้าใจเลยว่าทำไมสำนักวิญญาณยุทธ์ถึงส่งตัวประหลาดแบบนี้มาปั่นประสาทนาง นี่เป็นแผนของปี่ปีตงหรือเปล่า?
ต้องการจะทำให้นางดูเป็นตัวตลกงั้นหรือ?
ไม่มีทางเสียหรอก!
เชียนเริ่นเสวี่ยแสร้งทำเป็นซาบซึ้งใจ กอดตอบเด็กหนุ่มรูปงามในอ้อมแขนแน่น แล้วหัวเราะเสียงดังอย่างใจกว้าง "ขอบคุณ ในอนาคตข้าเสวี่ยชิงเหอจะเป็นผู้ปกครองที่มีปรีชาสามารถแน่นอน ฝากความคิดถึงไปยังองค์สังฆราชด้วยนะ"
ทั้งสองจับมือกันอีกครั้ง ราวกับสหายเก่าที่ไม่ได้พบกันมาแรมปี
เย่เทียนซิงตะโกนสั่งทหารด้านหลัง "เปิดประตูเมือง!"
เชียนเริ่นเสวี่ยลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เตรียมจะกลับขึ้นรถม้า นางคิดว่าเรื่องวุ่นวายวันนี้คงจบลงแล้ว เดินทางมาไกล นางก็เริ่มเหนื่อยและอยากหาที่พักผ่อนเต็มที
"ช้าก่อน!"
เท้าที่กำลังจะก้าวขึ้นรถม้าของเชียนเริ่นเสวี่ยชะงักค้าง นางหันกลับมามองเย่เทียนซิงด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรนัก
สีหน้าของเย่เทียนซิงยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เขาเก็บสมุดเล่มน้อยเข้าอกเสื้ออย่างทะนุถนอม แล้วหันไปยิ้มตอบเชียนเริ่นเสวี่ย
"เพื่อความปลอดภัยขององค์สังฆราช ทุกคนต้องเดินเท้าเข้าเมืองวิญญาณยุทธ์ แน่นอนว่าทางสำนักวิญญาณยุทธ์จะดูแลรถม้าของพวกท่านเป็นอย่างดี โปรดวางใจในเรื่องนี้"
"หากพวกท่านไม่ให้ความร่วมมือ ทางเราต้องขออภัยที่ต้องตัดสิทธิ์การเข้าร่วมแข่งขันของพวกท่านทั้งหมด!"