- หน้าแรก
- ฉันไม่ใช่นักล่าก็อบลิน
- ฉันไม่ใช่นักล่าก็อบลิน ตอนที่ 2
ฉันไม่ใช่นักล่าก็อบลิน ตอนที่ 2
ฉันไม่ใช่นักล่าก็อบลิน ตอนที่ 2
บทที่ 2 การจัดหาอุปกรณ์
เกาซีออกเดินทางด้วยความตั้งใจแน่วแน่ที่จะไปฆ่ามอนสเตอร์สักตัว
แต่หลังจากที่เดินเตร่ไปทั่วเมืองอยู่เป็นนานสองนาน เขาก็พบว่าเรื่องราวมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
อันดับแรก ในฐานะคนธรรมดาสามัญที่อ่อนแอ เป้าหมายในอุดมคติของเขาก็ย่อมเป็นมอนสเตอร์ระดับต่ำที่คนทั่วไปพอจะรับมือไหว และต้องเป็นตัวที่อยู่ลำพัง จะให้ดีที่สุดคือไม่ต้องเดินทางไกลและหาเจอได้ในบริเวณใกล้เคียง
ทว่าเมื่อลองสำรวจดูคร่าวๆ ความคิดแรกเริ่มของเขาก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
เพราะบริเวณใกล้เมืองไม่มีสภาพแวดล้อมให้มอนสเตอร์ระดับต่ำอาศัยอยู่ได้
ปฏิบัติการกวาดล้างอย่างต่อเนื่องของทหารยามในเมือง และการเดินทางเข้าออกอย่างหนาแน่นของเหล่านักผจญภัย ได้กวาดล้างพื้นที่รอบเมืองในรัศมีหลายกิโลเมตรซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนค่อนข้างปลอดภัยแล้ว
ดังนั้น หากจะฆ่ามอนสเตอร์ เขาทำได้เพียงออกจากเขตปกครองโดยตรงของเมือง แล้วไปเสี่ยงโชคที่บริเวณขอบนอกสุดของป่ามรกต ที่อยู่ใกล้ๆ
ก่อนออกเดินทาง เขาเตรียมตัวที่จะซื้ออุปกรณ์ 'ราคาแพง' บางอย่างที่เขาไม่เคยซื้อมาก่อน
การเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์ด้วยมือเปล่านั้นเสี่ยงเกินไป แม้ว่าเป้าหมายของเขาจะเป็นมอนสเตอร์ระดับต่ำที่คนธรรมดาสามัญพอจะรับมือไหวก็ตาม
เขามีเพียงชีวิตเดียว ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังอย่างที่สุด
ในร้านค้าที่ได้รับความนิยมและคึกคักที่สุดหลายแห่ง เขาได้ซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นชั่วคราว
• มีดสั้นมือสองสภาพดี ราคา 80 เหรียญทองแดง
• ชุดเกราะผ้า ราคา 1 เหรียญเงิน ทำจากผ้าหลายชั้นและบุด้วยผ้าฝ้าย สัมผัสดูค่อนข้างเหนียวและน่าจะทนการโจมตีได้สองสามครั้ง
• ยาพิษอัมพาตหนึ่งโดส ราคา 20 เหรียญทองแดง เป็นสูตรทำเองของเจ้าของร้านสมุนไพร สามารถทาและปล่อยให้แห้งบนอาวุธไว้ล่วงหน้าได้ ตามที่ลูกมือในร้านบอก หลังจากทายาพิษแล้ว มอนสเตอร์ที่ถูกโจมตีจะเคลื่อนไหวช้าลงชั่วขณะ
• ยาสมุนไพรสำหรับทาภายนอกหนึ่งโดส ราคา 40 เหรียญทองแดง ใช้ทาบนบาดแผล สามารถหยุดเลือดและบรรเทาอาการบาดเจ็บได้ชั่วคราว
• เครื่องมือแพทย์ง่ายๆ เช่น ผ้าลินินสำหรับพันแผล, เฝือกไม้ และผ้าพันแผล ราคา 30 เหรียญทองแดง
รวมทั้งหมดเป็นเงิน 2 เหรียญเงินกับ 70 เหรียญทองแดง
หลังจากการจับจ่ายครั้งใหญ่ เงินเก็บของเขาก็ลดลงเหลือ 95 เหรียญทองแดง
แน่นอนว่าเขาไม่กล้าใช้เงินจนหมดตัว หากการผจญภัยล้มเหลว เขาก็ยังพอมีเงินเก็บเหลืออยู่บ้าง อย่างน้อยก็ช่วยให้เขาสบายใจ ไม่ต้องอดตายหรือไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าจนต้องไปนอนข้างถนน
ยิ่งไปกว่านั้น อุปกรณ์และชุดเกราะที่เขาซื้อมาก็ค่อนข้างเหมาะสมกับสถานะของเขาในตอนนี้
เจ้าของร่างเดิมถูกสอนให้ใช้มีดสั้นมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นการชำแหละเหยื่อ แล่หนัง ตัดเนื้อ ทำกับดัก ถางทาง หรือป้องกันตัวยามฉุกเฉิน จนกลายเป็นความเชี่ยวชาญ
ดังนั้น แม้กระทั่งตอนนี้ อาศัยความทรงจำของกล้ามเนื้อ เขาก็สามารถใช้มันได้อย่างคล่องแคล่ว มีดสั้นจึงกลายเป็นอาวุธคู่ใจของเขาไปโดยปริยาย
โชคร้ายที่มืดสั้นเล่มเดิมของเขาชำรุดเสียหายอย่างหนัก เขาไม่กล้าไว้ใจใช้มันไปฆ่ามอนสเตอร์ มิฉะนั้นก็คงไม่ต้องเสียเงินก้อนนี้
เขารู้ว่าอาวุธยาวอย่างดาบ คทา และหอกมีพลังมากกว่ามีดสั้น แต่ราคาของมันเกินกว่าที่เขาจะจ่ายไหวในตอนนี้ แม้จะเป็นของมือสองก็ยังมีราคาเป็นเลขสองหลักของเหรียญเงิน อีกทั้งเขาก็ไม่มีประสบการณ์ในการใช้งานพวกมันด้วย การนำไปใช้ต่อสู้แบบกะทันหันอาจจะไม่ได้ผลดีเท่ามีดสั้นก็ได้
ท้ายที่สุดแล้ว อาวุธก็สำคัญ แต่บางครั้งประสบการณ์ในการใช้งานก็สำคัญยิ่งกว่า ดังนั้นจะเลือกสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้
ส่วนชุดเกราะและอุปกรณ์ป้องกันอื่นๆ ก็มีราคาแพงอย่างน่าขัน ไม่ต้องพูดถึงเกราะโลหะ แค่ชุดเกราะหนังสัตว์ดีๆ สักชุดก็ราคา 10 เหรียญเงินขึ้นไปแล้ว
ดวงอาทิตย์ไต่ระดับขึ้นสู่กลางฟ้าอย่างเงียบงัน
ก่อนออกเดินทาง เกาซีก็แวะกินอาหารดีๆ มื้อหนึ่งที่โรงเตี๊ยมไนติงเกลตรงทางออกของเมืองอย่างจำใจ โดยใช้เงินไป 30 เหรียญทองแดง
มันเป็นอาหารกลางวันที่มีทั้งเนื้อและผัก: ปลาหมักจานเล็ก ผักดองที่ปรุงอย่างพิถีพิถัน เนื้อตุ๋นเปื่อยนุ่มสองสามชิ้น และบะหมี่หนึ่งชาม
แม้ว่าปริมาณของเนื้อจะไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอให้ร่างกายที่ขาดแคลนเนื้อและไขมันมานานได้เติมเต็มไขมันสำรองอันล้ำค่า
หลังจากเรอออกมาอย่างพึงพอใจและรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้นมาบ้างแล้ว เกาซีที่ยังคงเจ็บใจกับเงินทองแดงที่เสียไป ในที่สุดก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่า
ช่างมันเถอะ ก่อนศึกใหญ่ย่อมต้องมีเสบียง! ถือซะว่าเป็นการชาร์จพลังให้ร่างกายไปก่อนแล้วกัน!
เขายืดเส้นยืดสาย สวมชุดเกราะผ้า ผูกถุงเสบียงเข้ากับตัว เหน็บมีดสั้นที่ห่อผ้าไว้ที่เอว แล้วมุ่งหน้าเดินไปยังทางออกของเมือง
เมื่อก้าวออกจากเมือง ทิวทัศน์ก็พลันกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา!
ภายใต้ท้องฟ้าสีครามสดใส นอกจากถนนดินแห้งแข็งใต้ฝ่าเท้าแล้ว ก็มีเพียงทุ่งหญ้ารกร้างที่ทอดยาวไปสุดสายตา
เพื่อความปลอดภัยของเมือง ป่าไม้ในบริเวณใกล้เคียงทั้งหมดถูกโค่นลงอย่างสมบูรณ์เมื่อหลายปีก่อน และถูกแทนที่ด้วยพื้นที่เพาะปลูกใกล้เมืองและทุ่งหญ้าที่มองเห็นทิวทัศน์ได้อย่างยอดเยี่ยม
ประการแรก ทัศนวิสัยที่เปิดโล่งช่วยให้ทหารยามของเมืองรวบรวมข้อมูลและตรวจจับความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติจากป่ามรกตได้ล่วงหน้า ประการที่สอง ป่าทึบไม่เหมาะกับการต่อสู้ของมนุษย์ ในขณะที่มอนสเตอร์หลากหลายชนิดที่อาศัยอยู่ในป่าตลอดทั้งปีกลับไม่ได้รับผลกระทบ เมื่อมีความได้เปรียบเสียเปรียบเช่นนี้ การตัดป่าทิ้งย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
เกาซีไม่ใช่คนเดียวที่มุ่งหน้าไปยังป่ามรกต ระหว่างทางเขาพบเจอผู้คนอีกมากมาย
บางคนเป็นนักล่าที่มาคนเดียว บางคนเป็นทีมนักผจญภัยระดับต่ำกลุ่มเล็กๆ และเขายังเห็นร่างของนักสู้อาชีพหลายคนอยู่ไกลๆ
อย่าถามว่าเกาซีตัดสินได้อย่างไร เกราะเพลทหนาเตอะที่ส่งกลิ่นอายของความร่ำรวย พละกำลังทางกายที่สามารถแบกเกราะหนักและเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ และรัศมีของผู้แข็งแกร่งที่ทำให้คนอื่นไม่กล้าเข้าใกล้ แค่มองดูก็รู้แล้วว่าพวกเขาเป็นนักสู้อาชีพ
เกาซีมองลงมาที่รูปร่างผอมบางของตัวเอง ชุดเกราะผ้าที่สวมอย่างลวกๆ และมีดสั้นห่อผ้าเล่มเล็กที่เหน็บอยู่ข้างเอว เขารู้สึกในทันทีว่าอุปกรณ์ที่เขาซื้อมาด้วยเงินเก็บเกือบทั้งหมดนั้นมันช่างซอมซ่อเสียเหลือเกิน
"ถ้าสู้กับเขา แค่หมัดเดียวก็น่าจะซัดฉันจนร่างสลายแล้วมั้ง?" เกาซีจินตนาการภาพในหัวได้ทันที
เขาจะพุ่งเข้าไป กวัดแกว่งมีดสั้นอย่างบ้าคลั่ง มีดสั้นกระทบกับเกราะเพลทเต็มตัวที่แข็งแกร่งราวกับหินผาโดยไม่สามารถสร้างความเสียหายใดๆ ได้เลย จากนั้น ฝ่ายตรงข้ามก็จะตบเขากระเด็นไปไกลสองสามเมตร จนลุกขึ้นมาอีกไม่ไหว
"ถ้าฉันเป็นเขา การจะฆ่าก็อบลินธรรมดาๆ เพื่อปลดล็อกข้อมูลในสารานุกรม คงจะง่ายกว่าเตะหมาจรจัดข้างทางเสียอีก หรือต่อให้เป็นก็อบลินทั้งฝูงก็คงไม่ใช่ปัญหา"
เมื่อคิดเช่นนั้น เกาซีก็เต็มไปด้วยความอิจฉา แต่แล้วเขาก็หัวเราะเยาะความคิดอันคับแคบของตัวเอง
เมื่อได้เป็นนักสู้อาชีพแล้ว เป้าหมายของการผจญภัยก็ย่อมไม่ใช่พวกมอนสเตอร์ตัวเล็กๆ อย่างก็อบลินอยู่แล้วนี่นะ?
แต่ขอแค่ฆ่ามอนสเตอร์ได้สักตัว! ฉันก็จะเปิดใช้งาน 'สารานุกรมมอนสเตอร์' ได้ แล้วตอนนั้นฉันก็จะไม่ใช่คนอ่อนแออีกต่อไป!
เส้นทางไปยังป่ามรกตนั้นไม่สั้น เกาซีคอยสังเกตเพื่อนร่วมทางคนอื่นๆ เพื่อฆ่าเวลาพร้อมกับให้กำลังใจตัวเอง
"จะร่วมทีมด้วยกันไหม?"
"ไม่ล่ะครับ ผมชินกับการเดินทางคนเดียว"
บางทีชุดอุปกรณ์ของเกาซีอาจจะดูดีพอในหมู่นักผจญภัยระดับล่างสุดแล้วก็ได้ เพราะระหว่างทางมีทีมที่ไม่คุ้นเคยหลายทีมชวนเขาเข้าร่วมด้วย
อย่างไรก็ตาม เกาซีปฏิเสธพวกเขาทั้งหมด
ไม่ใช่เพราะเกาซีหยิ่งยโสหรือดูถูกพวกเขา ในความเป็นจริง พลังต่อสู้ของเขาเองก็อาจจะพอๆ กับพวกนั้น และการเดินทางไปด้วยกันก็จะช่วยดูแลกันและกันได้
เพียงแต่เจ้าของร่างเดิมนั้นเป็นคนสันโดษและคุ้นเคยกับการลงมือคนเดียวมาตลอด ไม่มีคนรู้จักสนิทสนม
เขาไม่กล้าที่จะเข้าร่วมกับทีมที่ไม่คุ้นเคยและไม่รู้หัวนอนปลายเท้า เขากังวลว่าจะต้องรับมือกับมอนสเตอร์ไปพร้อมๆ กับคอยระแวดระวังคนแปลกหน้ารอบตัว
สู้ทำอะไรคนเดียวสบายใจกว่า
เขาสามารถทำตามใจตัวเองและดำเนินการอย่างรอบคอบได้
ถ้าเจอศัตรูที่เกินความสามารถ เขาก็จะไม่เข้าไปยุ่งและจะเลือกเป้าหมายที่เหมาะสมกว่าแทน หรือแม้แต่ในระหว่างการต่อสู้ เขาก็สามารถหันหลังวิ่งหนีได้ทันที
แม้ว่าเขาจะมาพร้อมกับเป้าหมาย แต่เขาก็รู้จักประมาณตน การต่อสู้เป็นเรื่องรอง การเอาชีวิตรอดเป็นเรื่องหลัก
เมื่อความแข็งแกร่งไม่เพียงพอ ก็ต้องขี้ขลาดในเวลาที่จำเป็น
แต่ถ้าเข้าร่วมทีม เขาก็จะไม่มีอิสระมากขนาดนั้น
"กา! กา!!"
เขาเข้าสู่เขตชายป่าของป่ามรกต
สภาพแวดล้อมพลันมืดลง เสียงร้องของนกที่ไม่รู้จักดังระงมมาจากยอดไม้ที่ทึบแสงด้านบน ทำให้รู้สึกหงุดหงิดใจ
เกาซีชักมีดสั้นออกจากเอวและกลั้นหายใจโดยสัญชาตญาณ
ป่าแห่งนี้ดูเหมือนจะทำให้ทุกคนที่มาเยือนรู้สึกไม่สบายใจ ราวกับปากอ้าที่มืดมิดและน่าขนลุกซึ่งกำลังกลืนกินแขกผู้มาเยือนทั้งหมด