- หน้าแรก
- ระบบอัญเชิญพลิกชะตา ครองหล้าด้วยขุนพลเทพ
- บทที่ 88 - จ้าวจื่อหลงออกศึก
บทที่ 88 - จ้าวจื่อหลงออกศึก
บทที่ 88 - จ้าวจื่อหลงออกศึก
บทที่ 88 - จ้าวจื่อหลงออกศึก
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"ลงไปซะ" อู่ชางคงคำรามลั่นดั่งพยัคฆ์ ปราณโลหิตสีแดงฉานระเบิดออกจากร่างพร้อมกับแทงทวนเข้าใส่บันไดเมฆเครื่องหนึ่งอย่างดุดัน
ทวนนี้เล่นเอาสวีเป่ยเหมี่ยวตกใจจนต้องรีบรูดตัวไถลลงจากบันไดเมฆไปหลายขั้นจึงจะหลบพ้นรัศมีทำลายล้างของทวนนั้นได้
ภาพการต่อสู้ระหว่างอู่ชางคงกับหงเทียนตูก่อนหน้านี้ยังติดตาเขาอยู่ เขาไม่กล้าเอาชีวิตไปเสี่ยงปะทะตรงๆ กับตัวประหลาดผู้นี้หรอก ชีวิตคนเรามีแค่ชีวิตเดียว คนอื่นอาจไม่ถนอมแต่ตัวเขาต้องถนอม
ดังนั้นแม้จะเห็นอยู่หลัดๆ ว่าอีกก้าวเดียวก็จะปีนขึ้นกำแพงได้แล้ว แต่เมื่อมีอู่ชางคงยืนจังกาอยู่ตรงนั้น เขาก็ทำได้เพียงถอยฉากลงมาอย่างเจ็บใจ เอาไว้ค่อยหาโอกาสใหม่ทีหลังก็ได้ ไม่จำเป็นต้องดันทุรังเอาชีวิตมาทิ้งตรงนี้
"มารดามันเถอะ หลบเร็วชะมัด พวกเจ้าเอาก้อนหินทุ่มลงไป ทุ่มลงไปให้หนักๆ" อู่ชางคงที่แทงพลาดตะโกนสั่งด้วยความโมโห
สถานการณ์ทางฝั่งหนานเฟิงปู้อวี่ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันนัก
แม้เขาจะเป็นขุนพลระดับฟ้า ซึ่งหากดวลตัวต่อตัวกับแปดขุนพลพยัคฆ์แห่งเขาเหลียงซานสักคน เขาย่อมเหนือกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ฝ่ายตรงข้ามฟันลงมาจากที่สูง แถมยังไม่ได้มารุมแค่คนเดียว หนานเฟิงปู้อวี่ที่ยืนอยู่บนรถบันไดเมฆจึงทำได้เพียงหลบหลีกคมอาวุธไปก่อน
มิหนำซ้ำบนกำแพงด่านยังมีฮัวหรงคอยเล็งยิงอยู่ หนานเฟิงปู้อวี่กับสวีเป่ยเหมี่ยวต้องคอยแบ่งสมาธิมาระวังลูกธนูลอบสังหารดอกนั้นด้วย
ในการรบตีเมืองเช่นนี้ การมีอยู่ของยอดมือเกาทัณฑ์ถือเป็นภัยคุกคามอันใหญ่หลวง ไม่ว่าเขาจะยิงหรือไม่ยิงก็ทำให้ศัตรูต้องระแวดระวังตัวตลอดเวลา
แม้จะได้ยินมาว่ายอดฝีมือระดับสูงที่ฝึกฝนวิชากายาภายนอกจนบรรลุขั้นสูงจะสามารถทนทานต่ออาวุธธรรมดาได้ เว้นแต่จะถูกโจมตีต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน เช่นโดนพลหน้าไม้ระดมยิง หากเป็นการโจมตีธรรมดาทั่วไป พวกเขาแทบไม่ต้องป้องกันด้วยซ้ำ ใช้เพียงร่างกายเปล่าๆ ก็รับได้สบาย
แต่คนที่จะไปถึงระดับนั้นได้ แม้แต่ในหมู่ขุนพลเทพด้วยกันก็ยังถือว่าเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งมาก พวกขุนพลระดับฟ้าตัวเล็กๆ อย่างพวกเขาไม่มีความสามารถขนาดนั้นหรอก
"แม่ทัพหวัง แม่ทัพจ้าว ท่านทั้งสองก็น่าจะออกแรงช่วยสักหน่อยกระมัง" องค์ชายสี่มองดูสถานการณ์ในสนามรบพลางเอ่ยกับหวังอวี่และจ้าวควงเวยที่อยู่ข้างกายด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
เมื่อองค์ชายสี่หวงฝูหมิงเฟิ่งเอ่ยปากด้วยตนเอง ในสถานการณ์เช่นนี้ หวังอวี่และจ้าวควงเวยต่อให้ไม่อยากรับปากก็ต้องทำ อีกฝ่ายเจาะจงเรียกตัวพวกเขาแล้วนี่นา
"จื่อหลง เจ้าจงไปช่วยพวกท่านแม่ทัพเถอะ" หวังอวี่ลอบถอนหายใจในใจก่อนจะปรับสีหน้าให้เคร่งขรึม แล้วหันไปสั่งจ้าวยุนหนุ่มรูปงามที่ยืนอยู่ข้างกาย
"ช่วยพวกท่านแม่ทัพจัดการมือเกาทัณฑ์ผู้นั้นให้ได้นะ" หวังอวี่กำชับทิ้งท้าย
จ้าวยุนในตอนนี้ยังห่างไกลจากจุดพีคอยู่มาก อย่าว่าแต่พวกระดับฟ้าอย่างอู่ชางคงหรือหนานเสวียนเฟิงเลย แม้แต่พวกแปดขุนพลพยัคฆ์ระดับเหนือชั้น หากดาหน้าเข้ามาพร้อมกันสักสามคนขึ้นไปก็สร้างความลำบากให้จ้าวยุนได้แล้ว
หากเป็นจ้าวยุนช่วงพีค ย่อมไม่เห็นแปดขุนพลพยัคฆ์เหล่านี้อยู่ในสายตา แต่ตอนนี้ทุกคนล้วนอยู่ในระดับเหนือชั้นเหมือนกัน จ้าวยุนแค่มีค่าพลังยุทธ์พื้นฐานสูงกว่านิดหน่อยเท่านั้น
แม้จะได้ชื่อว่าแปดขุนพลพยัคฆ์แห่งเหลียงซาน แต่ก็ใช่ว่าจะอ่อนด้อยกว่าห้าขุนพลพยัคฆ์เสมอไป อย่างหยางจื้อหรือสั่วเชา หากต้องสู้กับฉินหมิงหรือตงผิงในห้าขุนพลพยัคฆ์ ผลแพ้ชนะก็ยังบอกยาก
ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย เล่นเพลย์เซฟไว้ก่อนดีกว่า ให้จ้าวยุนไปทำหน้าที่พลธนูจำเป็น คอยยิงสนับสนุนจากแนวหลัง อย่าเพิ่งให้บุกตะลุยไปแนวหน้าเลย
อีกอย่างวิชาธนูของจ้าวยุนก็ไม่ได้แย่ ในสามก๊กตอนที่จ้าวยุนไปรับขงเบ้งที่เขานานปิง เขายังเคยยิงเชือกขึงใบเรือของสวีเซิ่งขาดด้วยลูกธนูดอกเดียว การให้เขามารับบทพลธนูชั่วคราวก็นับว่าเหมาะสม
ในเวลาเดียวกัน จ้าวควงเวยก็โบกมือสั่งการ ทหารราบหนักผานซานด้านหลังเขารีบเข้ามาคุ้มกันทหารจากค่ายธนูเทพจำนวนยี่สิบนาย แล้วแยกย้ายกันเป็นกลุ่มย่อยเตรียมแทรกซึมเข้าสู่สนามรบเพื่อเข้าร่วมการต่อสู้
กองกำลังโจรเหลียงซานต่างหลบอยู่หลังกำแพง ทหารทางการทำอะไรไม่ได้นอกจากพยายามยิงผ่านช่องยิงบนกำแพง
นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมทหารทางการที่มีพลธนูเก่งกาจกว่า แต่กลับทำยอดสังหารได้ไม่สูงนัก
แต่ปัญหานี้ หากมอบให้คนของค่ายธนูเทพจัดการ ย่อมไม่ใช่เรื่องใหญ่ ทหารค่ายธนูเทพสามพันนายล้วนเป็นยอดฝีมือด้านการยิงธนู แม้จะไม่ถึงขั้นยิงร้อยดอกร้อยศพเหมือนจับวาง แต่ยิงสิบดอกโดนสักเจ็ดแปดคนย่อมไม่ใช่ปัญหา
โชคยังดีที่จ้าวควงเวยพาคนของค่ายธนูเทพมาแค่ยี่สิบคน หากพามาสักสองร้อยคน เขาเหลียงซานคงเจอปัญหาใหญ่แน่
สาเหตุที่จ้าวควงเวยส่งทหารราบหนักผานซานออกไปพร้อมกัน ก็เพราะเขาสังเกตเห็นยอดมือเกาทัณฑ์อย่างฮัวหรงบนเขาเหลียงซาน
แม้ธนูของค่ายธนูเทพจะเป็นของสั่งทำพิเศษที่มีระยะยิงไกลกว่าธนูทั่วไปมาก แต่จ้าวควงเวยที่คลุกคลีกับธนูมาตั้งแต่เด็ก แค่ฟังเสียงลูกธนูและวิถีการยิงที่ฮัวหรงยิงใส่สวีเป่ยเหมี่ยวในช่วงแรก เขาก็รู้ทันทีว่าคันธนูของอีกฝ่ายไม่ใช่ของดาดๆ ตามท้องตลาด แต่น่าจะเป็นคันธนูวิเศษที่หาได้ยากยิ่ง
ดังนั้นทหารค่ายธนูเทพคงไม่มีโอกาสได้ยิงจากระยะนอกวิถีทำการของศัตรูแน่
ทหารราบหนักผานซานและทหารค่ายธนูเทพล้วนเป็นยอดทหารระดับสูงสุดของจวนแม่ทัพประจิม และเป็นยอดทหารระดับสูงสุดของต้าชาง สองหน่วยรบนี้ออกศึกร่วมกันเป็นประจำ จึงมีกระบวนท่าการประสานงานเฉพาะตัว
โดยเฉลี่ยแล้วทหารราบหนักผานซานสี่นายจะคุ้มกันทหารค่ายธนูเทพหนึ่งนาย อย่างแน่นหนา แม้แต่ฮัวหรงก็คงหาช่องยิงได้ยาก
เพียงแต่ว่า แม้หวังอวี่และจ้าวควงเวยจะส่งจ้าวยุนและทหารค่ายธนูเทพออกไปช่วย แต่รวมกันแล้วก็แค่ยี่สิบเอ็ดคน ผลกระทบต่อภาพรวมของสงครามจึงมีจำกัด
หนานเสวียนเฟิง อู่ชางคง ฉางอวี้ชุน หลานอวี้ และขุนพลเหลียงซานคนอื่นๆ ต่างประจำการตามจุดต่างๆ บนกำแพงด่าน แต่ละคนรับผิดชอบพื้นที่เล็กๆ ของตน การมียอดฝีมือเหล่านี้คอยคุมเชิงอยู่ ทำให้ทหารทางการแทบไม่มีโอกาสปีนขึ้นกำแพงได้เลย
ต่อให้มีผู้โชคดีสักคนสองคนฉวยโอกาสปีนขึ้นไปได้ ก็จะถูกสังหารทิ้งในชั่วพริบตา
การโจมตีดำเนินต่อเนื่องไปถึงสองชั่วยาม นอกจากทิ้งศพไว้หลายร้อยศพและทหารบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง ก็ไม่มีความคืบหน้าอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน
ด่านที่อันตรายและแข็งแกร่งเช่นนี้ หากไม่สามารถตีแตกได้โดยเร็ว พวกเขาก็ต้องใช้ชีวิตคนถมทางเข้าไป หรืออาจกล่าวได้ว่าทุกก้าวที่หน่วยตีเมืองรุกคืบไปข้างหน้า ล้วนปูด้วยซากศพของพวกพ้อง
"เด็กๆ ตั้งเตาหุงหาอาหาร หลังกินข้าวเสร็จให้ผลัดเวรกันเข้าตีเมือง" องค์ชายสี่มองสนามรบที่คละคลุ้งไปด้วยควันไฟด้วยใบหน้าดำทะมึน
พละกำลังของทหารเหล่านี้ไม่ได้มีไม่จำกัด หลังจากกรำศึกหนักต่อเนื่องมานาน ย่อมเหนื่อยล้าเป็นธรรมดา ถึงเวลาต้องถอนกำลังออกมาพักฟื้นบ้างแล้ว
อีกอย่าง จะบีบคั้นทหารกลุ่มเดียวจนตัวตายก็คงไม่ได้ ที่นี่มีกองทัพถึงหนึ่งหมื่นห้าพันนาย พวกเขามีกำลังคนเหลือเฟือที่จะสลับสับเปลี่ยนกันเข้าโจมตี
[จบแล้ว]