- หน้าแรก
- ระบบอัญเชิญพลิกชะตา ครองหล้าด้วยขุนพลเทพ
- บทที่ 37 - แผนยั่วยุ
บทที่ 37 - แผนยั่วยุ
บทที่ 37 - แผนยั่วยุ
บทที่ 37 - แผนยั่วยุ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"สำหรับความสามารถของพี่จ้าว ข้าหวังอวี่เลื่อมใสมาโดยตลอด หากให้พี่จ้าวรับตำแหน่งหัวหน้าชั้นเรียน ข้าหวังอวี่ย่อมยอมรับด้วยใจจริง!" หวังอวี่คารวะอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นไปพลาง กล่าวสนับสนุนไปพลาง
อีกด้านหนึ่ง จ้าวควงเวยลอบยกนิ้วโป้งให้หวังอวี่อย่างเงียบๆ แม้เขาจะไม่ได้เต็มใจมาแย่งตำแหน่งนี้แต่แรก แต่ในเมื่อตกกระไดพลอยโจนต้องมาสู้แล้ว ก็ต้องเอาให้ชนะให้ได้
อีกอย่าง ตงฟางเจียวหนวี่แม้จะเก่งกาจ แต่ก็เป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เขาจะยอมแพ้ให้เด็กผู้หญิงง่ายๆ ได้อย่างไร ถึงไม่ใช่การต่อสู้ด้วยกำลัง (ซึ่งเขารู้ดีว่าสู้ไม่ได้แน่ๆ) แต่เรื่องโหวตคะแนนเขาต้องไม่แพ้!
คำพูดของหวังอวี่เมื่อครู่ เริ่มต้นด้วยการเปิดเผยชื่อของตัวเอง เช่นเดียวกับที่คนรุ่นใหม่ในต้าชางไม่มีใครไม่รู้จักตงฟางเจียวหนวี่ ชื่อของหวังอวี่ก็โด่งดังไม่แพ้กัน
เมื่อหวังอวี่ผู้เป็นหนึ่งในสิบยอดอัจฉริยะแห่งต้าชางประกาศตัวสนับสนุนจ้าวควงเวย ภาษีของตงฟางเจียวหนวี่ที่อ้างว่าเป็นสิบยอดอัจฉริยะจึงไม่ได้ดูเหนือกว่าจ้าวควงเวยอีกต่อไป
ในอีกแง่หนึ่ง จวนแม่ทัพบูรพาจับมือกับจวนแม่ทัพประจิม สองขั้วอำนาจทหารผนึกกำลังกัน เมื่อเทียบกับตระกูลตงฟางเพียงตระกูลเดียว น้ำหนักย่อมแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากนี้ สิ่งที่จ้าวควงเวยนนับถือที่สุดคือความสามารถในการพูดจาเลอะเทอะของหวังอวี่ พูดจนเขาเองยังเกือบจะเชื่อว่าตัวเองเก่งกาจขนาดนั้นจริงๆ
"พี่หวังพูดมีเหตุผล พี่จ้าวต่างหากที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งหัวหน้าชั้นเรียน!"
ต่อจากหวังอวี่ ศิษย์อีกสองคนก็ลุกขึ้นมาแสดงตัวสนับสนุนจ้าวควงเวย
สองคนนี้มาจากตระกูลระดับกลางในมณฑลเยี่ยนเป่ยและมณฑลกวานซี ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสองจวนแม่ทัพอย่างมาก การที่พวกเขาจะออกมาสนับสนุนจ้าวควงเวยจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ
เพราะจวนแม่ทัพบูรพาตั้งอยู่ที่มณฑลเยี่ยนเป่ย ส่วนจวนแม่ทัพประจิมตั้งอยู่ที่มณฑลกวานซี
จากนั้น ศิษย์ส่วนใหญ่ในห้องก็เริ่มทยอยแสดงความเห็น แม้ตงฟางเจียวหนวี่จะมีผู้สนับสนุนอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วฝ่ายที่สนับสนุนจ้าวควงเวยกลับมีจำนวนมากกว่า
"หวงฝูหมิงเฟิ่ง สนับสนุนจ้าวควงเวย!"
เสียงที่ค่อนข้างเย็นชาดังขึ้น เป็นการปิดฉากศึกชิงตำแหน่งหัวหน้าชั้นเรียนอย่างสมบูรณ์
แม้หวงฝูหมิงเฟิ่งจะเลือกสนับสนุนจ้าวควงเวย แต่ทั้งหวังอวี่และจ้าวควงเวยกลับไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด
เรื่องราวในอดีตของพระสนมเซี่ย มารดาผู้ล่วงลับขององค์ชายสี่ แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นฝีมือของพระสนมตงฟาง มารดาขององค์ชายใหญ่ แต่หลังจากเกิดเรื่อง พระสนมตงฟางก็ก้าวขึ้นมาแทนที่ตำแหน่งของพระสนมเซี่ยทันที
เช่นนี้แล้ว องค์ชายสี่จะไม่มีความคับแค้นใจหลงเหลืออยู่ได้อย่างไร ดังนั้นการที่เขาไม่เลือกตงฟางเจียวหนวี่ แต่หันมาสนับสนุนจ้าวควงเวย จึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่สุด
เมื่อได้ตัวหัวหน้าชั้นเรียนเป็นที่เรียบร้อย ก็ถึงเวลาเริ่มเรียนคาบแรกอย่างจริงจัง เนื้อหาหลักๆ ก็ไม่มีอะไรมาก ส่วนใหญ่เป็นการเล่าประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ต้าชาง สรรเสริญวีรกรรมอันปรีชาสามารถของฮ่องเต้แต่ละรุ่น
เหมยโส่วฉางพูดด้วยจังหวะที่เชื่องช้ามาก ทุกคำพูดจึงชัดเจนแจ่มแจ้ง เนื้อหาการสอนก็ถือว่ามีระเบียบแบบแผน เพียงแต่ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่จะไม่ได้สนใจฟังเท่าไหร่นัก
ประวัติศาสตร์ราชวงศ์ต้าชางเหล่านี้ เหล่าศิษย์ย่อมรู้ดีอยู่แล้ว เผลอๆ บางคนอาจจะรู้ลึกรู้จริงยิ่งกว่าเหมยโส่วฉางเสียอีก
เพราะเนื้อหาที่สำนักศึกษานำมาสอนย่อมต้องผ่านการคัดกรองมาแล้ว เรื่องราวบางอย่างย่อมไม่ถูกนำมาเล่าในฐานะประวัติศาสตร์ กลับกัน ศิษย์บางกลุ่มที่มีภูมิหลังไม่ธรรมดา กลับรู้เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังเหล่านั้นมากกว่า!
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด เสียงระฆังอันไพเราะก็ดังขึ้นเป็นครั้งที่สาม ในที่สุดก็ถึงเวลาเลิกเรียน เหล่าศิษย์และเหมยโส่วฉางต่างทำความเคารพซึ่งกันและกัน มองส่งอาจารย์เหมยเดินออกจากห้องไปอย่างเคร่งขรึม ทันทีที่อาจารย์พ้นประตู ทุกคนก็ทิ้งตัวลงบนที่นั่งอย่างหมดสภาพ
วิชานี้ ช่างเป็นการทรมานสังขารกันเสียจริง!
"จ้าวควงเวย! กล้าประลองกับข้าสักตั้งไหม ข้าอยากจะรู้นักว่าเจ้ามีดีอะไรถึงได้รับตำแหน่งหัวหน้าชั้นเรียนนี้ ถือโอกาสขอชมเชย ความห้าวหาญในสนามรบ ของเจ้าหน่อยเป็นไร!"
เหมยโส่วฉางเพิ่งก้าวเท้าพ้นห้อง คนอื่นกำลังพักผ่อน แต่แม่นางน้อยตงฟางกลับทำแก้มป่อง จ้องหน้าจ้าวควงเวยเขม็ง เห็นได้ชัดว่ายังคงผูกใจเจ็บเรื่องเมื่อครู่
ก็เข้าใจได้อยู่ ด้วยฐานะของคุณหนูตงฟาง ตั้งแต่เล็กจนโตอยากได้อะไรก็ต้องได้ จู่ๆ ถูกจ้าวควงเวยมาแย่งของที่หมายตาไป ย่อมต้องรู้สึกไม่พอใจเป็นธรรมดา
อีกอย่าง เรื่องที่หวังอวี่โม้ว่าตัดหัวข้าศึกนับร้อย บุกเดี่ยวฝ่าวงล้อม ฟังยังไงก็รู้ว่าโกหกทั้งเพ
ในที่นี้ รวมไปถึงอาจารย์เหมยที่เพิ่งเดินออกไป ไม่มีใครเชื่อน้ำลายของหวังอวี่สักคน เพียงแต่บางเรื่องรู้กันอยู่แก่ใจ แต่ไม่จำเป็นต้องพูดออกมา!
แม่นางน้อยผู้นี้ถูกจ้าวควงเวยเอาชนะด้วยวีรกรรมจอมปลอม นางจะยอมกลืนความแค้นลงคอได้อย่างไร!
"แม่นางตงฟางวรยุทธ์ล้ำเลิศ ข้าจ้าวควงเวยขอยอมจำนนแต่โดยดี การประลองนี้คงต้องขอผ่าน!" จ้าวควงเวยชำเลืองมองตงฟางเจียวหนวี่แวบหนึ่ง ก่อนจะยืดอกทำท่าทางจริงจังแล้วเอ่ยปฏิเสธหน้าตาเฉย
ล้อเล่นน่า จ้าวควงเวยไม่มีทางไปสู้กับนางหรอก คนหนึ่งอยู่ระดับโฮ่วเทียน อีกคนอยู่ระดับเซียนเทียน รู้อยู่เต็มอกว่าสู้ไม่ได้แล้วยังจะไปสู้ นั่นมันคนโง่ชัดๆ!
รู้ว่าสู้ไม่ได้ก็อย่าฝืน นี่คือนิสัยประจำตัวของจ้าวควงเวย
"คนขี้ขลาด!" แม่นางน้อยสบถออกมาด้วยความโกรธปนดูถูก
"อึก!" ถูกเด็กผู้หญิงที่อายุน้อยกว่าตัวเองหนึ่งปีด่าซึ่งๆ หน้าแบบนี้ ต่อให้จ้าวควงเวยจะหน้าหนาแค่ไหน ก็อดรู้สึกเสียหน้าไม่ได้
แต่ทว่า เมื่อจ้าวควงเวยหันไปเห็นสีหน้าท่าทางของหวังอวี่ที่กำลังนั่งดูละครฉากนี้อย่างสบายอารมณ์ เขาก็เกิดความคิดดีๆ ขึ้นมาทันที เขาชี้ไปที่หวังอวี่แล้วกล่าวว่า "แม่นางตงฟาง พี่น้องของข้าผู้นี้มีพรสวรรค์สะเทือนฟ้าสะเทือนดิน กำลังภายในบรรลุเซียนเทียน กำลังภายนอกก็เข้าสู่ระดับหนึ่งขั้นสูง แม่นางตงฟางสามารถประลองกับพี่น้องของข้าผู้นี้ได้ เกรงแต่ว่าแม่นางจะชอบรังแกแต่คนอ่อนแอ ไม่กล้าท้าสู้กับคนเก่งจริงอย่างพี่น้องของข้าผู้นี้มากกว่า!"
ได้ยินจ้าวควงเวยพูดแบบนี้ หวังอวี่แทบอยากจะกระโดดเข้าไปกระทืบมันให้จมดิน เจ้าบ้านี่ กล้าโยนเผือกร้อนมาให้เขาหน้าตาเฉย
เห็นอีกฝ่ายขยิบตาให้อย่างผู้ชนะ หวังอวี่ก็เข้าใจทันที หมอนี่กำลังแก้แค้นเขาชัดๆ แก้แค้นเรื่องที่เขาจับมือมันชูขึ้นแย่งตำแหน่งหัวหน้าชั้นเรียน
"หึ ชื่อเสียงของคุณชายหวัง ข้าเองก็ได้ยินมานาน หวังอวี่ กล้าสู้กับข้าหรือไม่!"
เป็นไปตามคาด ด้วยวาจายั่วยุของจ้าวควงเวย ตงฟางเจียวหนวี่จึงเบนเป้าหมายมาที่เขาแทน น้ำเสียงของนางเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้
ตงฟางเจียวหนวี่แม้จะคลั่งไคล้การต่อสู้ไปบ้าง ไม่อย่างนั้นคงไม่อาจบรรลุระดับเซียนเทียนได้ตั้งแต่อายุน้อย แต่ก็ไม่ใช่คนโง่ นางมองออกทันทีว่านี่คือแผนยั่วยุของจ้าวควงเวย
แต่ถึงจะรู้ว่าเป็นแผน นางก็ไม่รังเกียจที่จะเล่นตามน้ำ อย่างไรเสีย การได้ท้าสู้กับอัจฉริยะในระดับเดียวกัน ย่อมดีกว่าไปรังแกคนที่อ่อนด้อยกว่าอย่างจ้าวควงเวยตั้งเยอะ
[จบแล้ว]