- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นนายน้อยพร้อมสกิลมองเห็นค่าโชค
- บทที่ 21 - กายากลืนกิน
บทที่ 21 - กายากลืนกิน
บทที่ 21 - กายากลืนกิน
บทที่ 21 - กายากลืนกิน
น้ำเสียงของซั่วเหิงผ่อนคลายและเป็นกันเอง ทำให้ซั่วเชียนเย่เผลอคลายความระแวดระวังลงอย่างไม่รู้ตัว
กระทั่งซั่วเชียนเย่สังเกตเห็นร่างของบุคคลแปลกหน้าผู้หนึ่งก้าวออกมาจากเงามืด
แต่เมื่อเพ่งมองดี ๆ จึงพอนึกออกว่าคนผู้นั้นคือศิษย์สายตรงของเจ้าของยอดเขาชิงซง ผู้ครอบครองรากปราณศักดิ์สิทธิ์ธาตุไฟ... ลู่ซ่งเหิง
สิ่งที่นอนอยู่แทบเท้าของลู่ซ่งเหิง คือร่างไร้วิญญาณร่างหนึ่ง
ซั่วเชียนเย่ดึงซั่วเหิงให้หลบอยู่ด้านหลังตนในทันที
เขามองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าป้ายหยกที่ห้อยอยู่ตรงเอวของศิษย์ร่วมสำนักผู้ที่นอนนิ่งสนิทอยู่บนพื้นนั้น เป็นป้ายสีน้ำเงินลวดลายสีเขียว ซึ่งสีสันเช่นนี้คือสัญลักษณ์บ่งบอกสถานะของศิษย์สายในแห่งยอดเขาชิงซง
"ศิษย์น้องลู่ซ่งเหิง เจ้าทำอะไรเขา?" แม้สีหน้าของซั่วเชียนเย่จะเย็นชาลงเล็กน้อย แต่อุปนิสัยที่อ่อนโยนและสง่างามเป็นทุนเดิม ทำให้คำถามของเขายังคงฟังดูสุภาพอยู่มาก
ลู่ซ่งเหิงคงไม่คาดคิดว่าจะมีใครมาเดินเตร็ดเตร่ในสถานที่ห่างไกลผู้คนกลางดึกเช่นนี้ สีหน้าของเขาจึงเจือด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ทว่ากลับไร้ร่องรอยของความตื่นตระหนกแต่อย่างใด "ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย"
ซั่วเชียนเย่ขมวดคิ้วมุ่น เตรียมจะชักกระบี่ออกมา ทว่าซั่วเหิงกลับเอื้อมมือไปกดมือของพี่ชายเอาไว้ก่อน
"พี่ใหญ่ อย่าเพิ่งใจร้อน" ซั่วเหิงแย้มยิ้มบางเบาพลางกล่าว "อย่างน้อยก็ควรให้เขาได้อธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น ดูท่าทางแล้วเขาคงไม่มีเจตนาจะลงมือหรอก"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่ซ่งเหิงก็ลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ซั่วเชียนเย่ทะลวงเข้าสู่ระดับสร้างรากฐานไปนานแล้ว เรื่องราวของศิษย์สายตรงเจ้าสำนักผู้นี้ ลู่ซ่งเหิงเคยได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วน ตอนนี้ระดับพลังฝึกตนของเขายังห่างไกลนัก เมื่อซั่วเชียนเย่เตรียมชักกระบี่ออก ลู่ซ่งเหิงพลันสัมผัสได้ถึงอันตรายใหญ่หลวงอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน
ในฐานะที่เป็นบุตรแห่งโชคชะตา การต่อสู้ข้ามระดับขั้นถือเป็นเรื่องปกติวิสัย
แต่น่าเสียดาย หากคู่ต่อสู้เป็นบุตรแห่งโชคชะตาด้วยกันเอง กฎเกณฑ์เหล่านั้นก็ดูเหมือนจะใช้การไม่ได้อีกต่อไป
"ตอนที่ข้ามาถึง เขาก็ตายไปแล้ว ข้าเพียงแค่เข้ามาตรวจสอบบาดแผลของเขาเท่านั้น ในฐานะศิษย์สายตรงแห่งยอดเขาชิงซง ข้าย่อมมีสิทธิ์จะทำเช่นนั้น"
ซั่วเชียนเย่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาสังเกตเห็นความลังเลใจที่ซ่อนเร้นอยู่ในน้ำเสียงของลู่ซ่งเหิง จึงเริ่มคาดเดาบางสิ่งในใจ
ถ้าจำไม่ผิด เจ้าเด็กนี่มีกายากลืนกินไม่ใช่หรือ?
หรือว่าเขาจะกลืนกินพลังฝึกตนของผู้ตายไปแล้ว? รากปราณ? หรืออาจจะเป็น... กระดูกวิญญาณกันแน่?
"แล้วเหตุใดเจ้าจึงมาเลือกสถานที่ห่างไกลผู้คนเช่นนี้เล่า?"
ลู่ซ่งเหิงส่ายหน้าปฏิเสธ "ข้าไม่ได้เลือก เดิมทีศพของเขาก็อยู่ที่นี่อยู่แล้ว"
ซั่วเชียนเย่ยังคงขมวดคิ้ว "ศิษย์น้องบอกว่าตัวเองไม่ใช่ฆาตกร แต่ในเมื่อเจ้าคือผู้พบเห็นเหตุการณ์ เช่นนั้นก็จงตามพวกข้ากลับไปที่โถงหน่วยคุมกฎ เชื่อว่าหน่วยคุมกฎย่อมมีวิธีคืนความบริสุทธิ์ให้แก่เจ้าได้"
ลู่ซ่งเหิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้ารับ
การที่เขาไปอยู่ตามซอกหลืบมืดมิดพร้อมกับศพ ย่อมเป็นที่น่าสงสัยอย่างยิ่ง และไม่มีข้อแก้ตัวใดจะหลบเลี่ยงได้เลย
"พี่ใหญ่ พวกท่านไปหน่วยคุมกฎเถอะ ข้าจะเฝ้าอยู่ที่นี่เอง" ซั่วเหิงยิ้มให้ทั้งคู่ "หลักฐานชิ้นนี้ต้องได้รับการปกป้องอย่างดี เพื่อให้ผู้ที่จะมาตรวจสอบทำงานได้ง่ายขึ้น"
ซั่วเชียนเย่อดเป็นกังวลไม่ได้ "เสี่ยวเหิง ที่นี่ให้ความรู้สึกไม่สู้ดีนัก สู้ให้ข้า..."
"ไม่เป็นไรหรอกพี่ใหญ่ ท่านลืมไปแล้วหรือว่าที่บ้านมอบของวิเศษคุ้มภัยให้ข้ามาตั้งมากมายเพียงใด?" ซั่วเหิงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ "ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย อย่างน้อยชีวิตน้อยๆ ของข้าก็ปลอดภัยหายห่วงแน่นอน พวกท่านรีบไปเถอะ"
ซั่วเชียนเย่พยักหน้ารับแล้วไม่กล่าวอันใดอีก เขาขี่กระบี่ทะยานฟ้าพาลู่ซ่งเหิงออกไป
ซั่วเหิงทอดสายตามองส่งทั้งสองคนลับสายตาไป รอยยิ้มบนมุมปากของเขาค่อยๆ จางหายลง
เขาเดินเข้าไปใกล้ศพแล้วพลิกร่างนั้น
เป็นใบหน้าที่ไม่คุ้นตาแม้แต่น้อย แต่นั่นก็เป็นเรื่องปกติ เพราะศิษย์สายในของตำหนักเซียนตางหลานมีมากมายมหาศาล ย่อมไม่อาจจดจำได้ทั้งหมด
เพียงแต่... ดูเหมือนว่าบนลำคอของคนผู้นี้จะมีจุดสีดำเล็กๆ จุดหนึ่ง?
หากไม่สังเกตให้ดีก็แทบจะมองไม่เห็นเลยด้วยซ้ำ
[เจ้าสี่ ช่วยตรวจสอบหน่อยว่าจุดสีดำนี่คืออะไร]
[ติ๊ง กำลังตรวจสอบ... นายท่าน จากการประมวลผลข้อมูล ส่วนประกอบของจุดสีดำนี้มีปราณโกลาหลเจือปนอยู่เพียงเล็กน้อย และมีปราณธาตุมืดอยู่เป็นจำนวนมาก]
ปราณโกลาหลอย่างนั้นหรือ...
ในโลกเดิมที่จากมา ซั่วเหิงก็เติบโตพร้อมกับนิทานปรัมปราเหล่านั้นเช่นกัน แต่เมื่อเทียบกับตำนาน 'ผานกู่เบิกฟ้า ผ่าแยกความโกลาหล' แล้ว ปราณโกลาหลที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าในยามนี้กลับดูสมจริงยิ่งกว่า
[โฮสต์ โลกที่โฮสต์เคยอาศัยอยู่แตกต่างจากโลกใบนี้อย่างสิ้นเชิง การที่คำศัพท์บางคำจะทับซ้อนกันจึงถือเป็นเรื่องปกติ จากข้อมูลในฐานข้อมูล โอกาสที่คำศัพท์จะทับซ้อนกันระหว่างโลกต่าง ๆ อยู่ที่ประมาณร้อยละสามสิบเอ็ด]
ศูนย์ศูนย์สี่ราวกับล่วงรู้ว่าซั่วเหิงกำลังคิดสิ่งใดอยู่ จึงรีบเอ่ยอธิบายทันที
ส่วนซั่วเหิงทำเพียงยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจนัก
[ฉันไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเท่าไหร่หรอกน่า... แล้วปราณโกลาหลนี่มีผลยังไง?]
[ประโยชน์การใช้งานปกติคือเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกาย]
[แล้วการใช้งานแบบไม่ปกติล่ะ?]
[ติ๊ง กำลังค้นหา... ไม่พบผลลัพธ์]
อาฮะ ยอดเยี่ยมไปเลย
ซั่วเหิงทำหน้าเฉยเมย เขาชินชากับการที่ระบบของตัวเองมักเป็น 'ไอ้ขยะน้อย' เช่นนี้เสียแล้ว
[แต่มีสิ่งหนึ่งที่รับรองได้ โฮสต์... มนุษย์ผู้นี้ไม่ได้ตายเพราะปราณโกลาหล]
ซั่วเหิงพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยเขาก็รู้แล้วว่าฆาตกรครอบครองปราณโกลาหลอยู่
นี่อาจจะเป็นเบาะแสสำคัญก็ได้
ซั่วเหิงก็ไม่แน่ใจนักว่าคนของหน่วยคุมกฎจะสามารถตรวจสอบการมีอยู่ของพลังชนิดนี้ได้หรือไม่ มิฉะนั้นเด็กหกขวบอย่างเขาคงต้องหาวิธีบอกใบ้พวกนั้นเสียหน่อยแล้ว
[เจ้าสี่ ลู่ซ่งเหิงกลืนกินไปแล้วหรือยัง?]
[โฮสต์ ผมไม่สามารถตรวจสอบเรื่องนี้ได้ แต่คุณสามารถดูผลลัพธ์ของคำถามนี้ได้จากหน้าต่างสถานะของลู่ซ่งเหิง]
ซั่วเหิงลูบคางเบา ๆ
[เปิดหน้าต่างสถานะของเขา]
[ชื่อ: ลู่ซ่งเหิง
เพศ: ชาย
อายุ: หกขวบ
ชะตาฟ้า: สีดำ
ระดับพลัง: ปราณเริ่มต้นขั้นสี่
รากปราณ: รากปราณศักดิ์สิทธิ์ธาตุไฟ (ได้รับภายหลัง), รากปราณสวรรค์ธาตุน้ำ
กระดูกวิญญาณ: กายากลืนกิน (พิเศษ)
ค่าความสวามิภักดิ์: 5]
ประกายแสงสว่างวาบขึ้นในดวงตาของซั่วเหิง
เมื่อซั่วเหิงฟังการบรรยายธรรมของจว๋อเย่เซิ่งจวิน เขาก็ถือโอกาสแอบตรวจสอบหน้าต่างสถานะของผู้คนกลุ่มนี้ไปรอบหนึ่งแล้ว
ในตอนนั้น ระดับพลังของลู่ซ่งเหิงยังคงอยู่ที่ปราณเริ่มต้นขั้นสองอยู่เลย
การทะลวงด่านได้รวดเร็วเพียงนี้ ดูท่าคงจะใช้พลังกลืนกินไปแล้วจริงๆ เพียงแต่สิ่งที่กลืนกินเข้าไปนั้นคือพลังฝึกตนเท่านั้น
บางทีกายากลืนกินอาจมีความสามารถในการกลืนกินรากปราณและกระดูกวิญญาณได้ด้วยเช่นกัน แต่ลู่ซ่งเหิงกลับไม่ได้ใช้มัน
เป็นเพราะเขาใจอ่อนเกินกว่าจะลงมือทำ หรือเป็นเพราะเขายังไม่สามารถใช้ความสามารถที่ฝืนลิขิตสวรรค์เช่นนี้ได้กันแน่...?
หากเป็นเหตุผลแรก ซั่วเหิงก็คงทำได้เพียงถอนหายใจให้กับความไร้เดียงสาของลู่ซ่งเหิงแล้ว
ในเมื่อคนก็ตายไปแล้ว จะยังมีอะไรให้ต้องใจอ่อนอีกเล่า?
การบำเพ็ญเพียรแต่เดิมก็คือการฝืนลิขิตสวรรค์อยู่แล้วนั่นเอง
หากแม้แต่อารมณ์ความรู้สึกอันอ่อนแอเช่นนี้ยังไม่สามารถเอาชนะได้ ซั่วเหิงก็ยากที่จะจินตนาการเหลือเกินว่าลู่ซ่งเหิงจะต้องพบเจอกับอุปสรรคขวากหนามมากเพียงใด กว่าจะเติบโตไปเป็นตัวร้ายในท้ายที่สุด... และกว่าเขาจะเข้าใจหลักธรรมที่ว่าอย่าได้มีเมตตามากจนเกินไป
ทว่า อุปนิสัยเช่นนี้ บางทีอาจเป็นโอกาสที่จะดึงตัวเขากลับมาสู่เส้นทางที่ถูกต้องได้หรือไม่?
ซั่วเหิงคิดทบทวนไปพลาง จัดระเบียบศพบนพื้นให้กลับไปอยู่ในท่าเดิมพลาง
...
ซั่วเชียนเย่กับลู่ซ่งเหิงกลับมาอย่างรวดเร็ว
ไม่ได้มีเพียงแค่พวกเขาสองคนเท่านั้น ด้านหลังยังมีศิษย์จากหน่วยคุมกฎเดินตามมาเป็นพรวน
ในจำนวนนั้นมีศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสแห่งยอดเขาชิงซงหลายคนที่ซั่วเหิงค่อนข้างคุ้นหน้าคุ้นตา และยังเป็นผู้ที่มีฝีมือเก่งกาจที่สุดในกลุ่มคนเหล่านี้ด้วย
"เสี่ยวเหิง!" ซั่วเชียนเย่กวาดสายตามองซั่วเหิงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยแววตาเปี่ยมความเป็นห่วง "ไม่ได้เกิดเรื่องอะไรขึ้นใช่ไหม?"
“ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นเลย” ซั่วเหิงส่ายหน้าปฏิเสธ
“เช่นนั้นก็ถือว่าดีแล้ว”
ลู่ซ่งเหิงยืนสงบนิ่งอยู่ด้านข้าง จ้องมองเหล่าศิษย์หน่วยคุมกฎเดินเข้าไปตรวจสอบศพ เขายังคงเงียบงันไม่เอ่ยสิ่งใด
“กลับกลายเป็นศิษย์น้องหวังชงไปได้”
“นั่นสิ เช้านี้ข้ายังเห็นเขาเดินออกจากประตูอยู่เลย ไม่คิดไม่ฝันว่า...”
“เอาล่ะ เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว รีบตรวจสอบสถานการณ์รอบ ๆ เร็วเข้า”
เฉียวเฉิงนั่ว ศิษย์หัวหน้าหน่วยคุมกฎ เอ่ยขัดจังหวะการสนทนาของทุกคน
เวลาล่วงเลยไปชั่วครู่ใหญ่
“ไม่มีความผันผวนของพลังงานธาตุไฟหรือธาตุน้ำใด ๆ ทั้งสิ้น และไม่มีพิษร้ายเข้าสู่ร่างกายเลยแม้แต่น้อย” หลังจากตรวจสอบเสร็จ เฉียวเฉิงนั่วก็ลุกขึ้นยืนแล้วหันไปพูดกับลู่ซ่งเหิง “ตอนนี้จึงสามารถตัดข้อสงสัยที่ตกอยู่กับศิษย์สายตรงลู่ออกไปได้ชั่วคราว”
ไม่ว่าจะอย่างไร อีกฝ่ายก็เป็นศิษย์สายตรงของเจ้าของยอดเขา การรีบล้างมลทินให้เขาย่อมเป็นผลดีกว่า
แน่นอนว่าเรื่องนี้ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง
หากจะให้เขาโกหกเพื่อปกปิดความผิดแล้วละก็ ย่อมเป็นไปไม่ได้โดยเด็ดขาด
“ทว่า ความผันผวนของพลังงานธาตุมืดบนศพนั้นชัดเจนมาก”
ธาตุมืด...
ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา
“ไปค้นหาสมุดทะเบียนรายชื่อศิษย์ ดูว่ามีศิษย์คนใดบ้างที่ตรวจสอบรากปราณแล้วพบว่ามีรากปราณธาตุมืด” เฉียวเฉิงนั่วออกคำสั่ง “และไปสืบให้รู้แน่ชัดว่าวันนี้ทั้งวันศิษย์น้องหวังชงไปทำอะไรมาบ้าง ไปที่ไหน และพบปะผู้ใดมาบ้าง”
“ขอรับ!”
หลังจากศิษย์หน่วยคุมกฎเหล่านั้นแยกย้ายกันไป เฉียวเฉิงนั่วก็หยิบหินบันทึกภาพออกมาบันทึกภาพสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียดลออ ก่อนจะจัดเก็บศพของหวังชงเอาไว้
“ศิษย์สายตรงซั่ว ศิษย์สายตรงซั่วน้อย ขอขอบคุณทั้งสองท่านที่พบเหตุการณ์นี้เข้า” เฉียวเฉิงนั่วประสานมือคารวะ ก่อนจะกล่าวว่า “เรื่องราวหลังจากนี้จะให้หน่วยคุมกฎของพวกเราเป็นผู้สืบสวน ส่วนศพของศิษย์น้องหวังชง ข้าจะนำกลับไปเก็บรักษาไว้ที่โถงใหญ่”
พูดจบ เขาก็เบนสายตาไปทางลู่ซ่งเหิงที่ยืนอยู่ด้านข้าง “ศิษย์สายตรงลู่ จะกลับไปพร้อมกับข้าหรือไม่? เรื่องนี้มีความสำคัญยิ่งนัก เกรงว่าคงต้องรายงานให้ท่านเจ้าของยอดเขาทราบ”
อย่างไรเสียก็มีผู้เสียชีวิตเกิดขึ้น
ถึงแม้ผู้บำเพ็ญเพียรจะมีโอกาสได้พบเห็นความตายอยู่บ่อยครั้ง แต่การมีผู้เสียชีวิตในอาณาเขตของยอดเขาชิงซงเช่นนี้ ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เฉียวเฉิงนั่วก้าวเข้ามาในตำหนักเซียนตางหลาน
ลู่ซ่งเหิงพยักหน้าตอบรับ “ข้าจะกลับไปกับศิษย์พี่เฉียว”
“เช่นนั้นพวกข้าก็ขอตัวลา” ซั่วเชียนเย่แย้มยิ้ม ก่อนจะเรียกกระบี่เหินนภาออกมาแล้วพาซั่วเหิงบินจากไป
ลู่ซ่งเหิงเดินตามหลังเฉียวเฉิงนั่ว เขาแอบเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังของซั่วเหิงอย่างเงียบเชียบ
คนผู้นี้...
(จบแล้ว)