เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20 - การบรรยายธรรม

บทที่ 20 - การบรรยายธรรม

บทที่ 20 - การบรรยายธรรม


บทที่ 20 - การบรรยายธรรม

ซั่วเหิงใช้เวลาสามวันแห่งความสุขที่บ้าน

เก้าจู่ซั่วกู่ตื่นจากการจำศีล นอกจากจะมาเยี่ยมเขาแล้ว ยังช่วยไขข้อข้องใจในการฝึกวิชาให้เขาด้วย

ซั่วหยางเองก็หอบของพะรุงพะรังมาเล่นเป็นเพื่อนเขาในวันที่สอง

สุดท้าย ซั่วเหิงลูบแหวนมิติที่แม้จะขยายพื้นที่ภายในแล้วแต่ก็ยังถูกยัดจนเกือบเต็ม ด้วยความรู้สึกจนปัญญา

【เจ้าสี่ พื้นที่ระบบเก็บของได้ไหม?】

【ไม่ได้ครับโฮสต์ พื้นที่ระบบเก็บได้เฉพาะสินค้าที่ซื้อจากในระบบเท่านั้น แต่โฮสต์สามารถซื้อสิ่งนี้ได้ครับ】

004 พูดพลางเด้งหน้าจอขึ้นมาตรงหน้าซั่วเหิง

【พื้นที่ระบบ (รอง): สามารถเก็บสิ่งของจากโลกภายนอกได้ ค่าเช่า 10 คะแนน/วัน ต่อลูกบาศก์เมตร ไร้ขอบเขต】

"..."

ราคานี้ดูเหมือนถูก แต่จริงๆ แล้วแพงหูฉี่เลยไม่ใช่เรอะ?

คิดค่าเช่าเป็นรายวัน แถมคิดต่อลูกบาศก์เมตรอีก 10 คะแนน

มันปล้นกันชัดๆ ยังจะมาทำเป็นใจดีมอบพื้นที่เก็บของให้อีก?

ซั่วเหิงขี้เกียจจะดูต่อ ปิดหน้าจอทิ้งทันที

เอาเงินนี้ไปซื้อแหวนมิติสักสองวงยังคุ้มกว่า——ใช่ว่าเขาไม่มีปัญญาซื้อซะหน่อย

...

"เสี่ยวเหิง อยู่ตำหนักเซียนตางหลานต้องเชื่อฟังท่านอริยะหลิงเฉวียนนะ ถ้า... ถ้าทางเสี่ยวเย่เจอปัญหาอะไร ก็ช่วยๆ พี่เขาหน่อย"

ย่านฉิงเองก็มาจากตระกูลใหญ่ ย่อมเข้าใจดีว่าการอยู่ในตำแหน่งศิษย์สายตรงเจ้าตำหนักต้องเผชิญกับการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นขนาดไหน

ตำหนักเซียนตางหลานสามัคคีกันต้านศึกนอกนั้นไม่ปลอม แต่ไม่ได้หมายความว่าภายในจะไม่มีการแข่งขัน

ทรัพยากร สถานะ อำนาจ

เนื้อชิ้นมันวางอยู่ตรงหน้า ไม่มีใครไม่หวั่นไหว

"ท่านแม่วางใจ ข้าเชื่อฟังจะตาย" ซั่วเหิงกระพริบตา

ย่านฉิงขำพรืด ยกมือลูบหัวเขา "อืม แม่เชื่อ"

หมิงว่านลี่มองดูไอ้หนูนี่ต้มตุ๋นท่านแม่บังเกิดเกล้าตาปริบๆ สุดท้ายความเอือมระอาก็ชนะทุกสิ่ง

"ไม่มีอะไรแล้ว พวกข้าไปก่อนนะ"

ซั่วหยาประสานมืออยู่ข้างๆ "รบกวนท่านอริยะหลิงเฉวียนแล้ว"

ซั่วเหิงโบกมือลาพ่อจ๋าแม่จ๋า แล้วมายืนข้างหมิงว่านลี่

คลื่นพลังฉีกมิติห่อหุ้มทั่วร่างซั่วเหิง เลือนรางเหมือนเขาเห็นดวงตาแดงก่ำของย่านฉิง

————

"เสี่ยวเหิง!"

ซั่วเหิงได้สติ ก็เห็นซั่วเชียนเย่กวักมือเรียกอยู่ไม่ไกล

"มาแล้ว" ซั่วเหิงจัดแขนเสื้อ เดินไปทางเด็กหนุ่ม

วันนี้เป็นการบรรยายธรรมรวมทั้งยอดเขาที่จัดขึ้นครึ่งปีครั้งของเสิ่นเย่ว์ เจ้าของยอดเขาชิงซง เนื้อหาเน้นสอนศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนัก

ใครก็ตามที่เป็นศิษย์สายในของตำหนักเซียนตางหลานขึ้นไป สามารถไปร่วมรับฟังได้

ซั่วเหิงเพิ่งกลับจากตระกูลซั่วมาได้วันเดียว เดิมทีไม่อยากมา แต่โดนหมิงว่านลี่หิ้วคอโยนออกมาจากยอดเขาไท่ชู

โดยอ้างเหตุผลสวยหรูว่า: เรียนรู้ไว้เยอะๆ ย่อมดีกว่า

ซั่วเหิงลูบก้นที่กระแทกพื้นจนระบม รู้สึกว่าหมิงว่านลี่คงเห็นหน้าเขาจนเบื่อแล้ว

ผู้หลักผู้ใหญ่ก็เป็นงี้แหละ ไม่เจอนานก็คิดถึง พออยู่ด้วยกันนานๆ ก็รำคาญ นิสัยเอาแน่เอานอนไม่ได้จริงๆ

"ข้านึกว่าวันนี้เจ้าจะไม่มาซะอีก" ซั่วเชียนเย่ยิ้ม พาซั่วเหิงไปนั่งบนเบาะที่นั่งแถวหน้า

ซั่วเหิงเบะปาก "เดิมทีก็จะไม่มา..."

แต่โดนบังคับมาไง

ซั่วเชียนเย่นึกถึงรูปแบบการอยู่ร่วมกันของศิษย์อาจารย์คู่นี้ ก็รู้สึกขำ "ท่านอริยะหลิงเฉวียนก็หวังดีกับเจ้า"

"เหอะ ก็คงงั้นมั้ง" ซั่วเหิงไม่แสดงความเห็น

【ติ๊ง ตรวจพบว่าบุตรแห่งโชคชะตาเฉินเฉินและลู่ซ่งเหิงกำลังเข้ามาใกล้】

ซั่วเหิงฟังเสียงแจ้งเตือนในหัว อย่างไร้อารมณ์ร่วม

เขาตั้งใจจะไปหอคัมภีร์เลือกทักษะยุทธ์ แต่ดันถูกบังคับให้มาฟังบรรยายที่ยอดเขาชิงซง

ถึงแม้ว่าอัจฉริยะจะไม่กลัวการเรียนรู้... แต่ใครมันจะอยากเข้าเรียนกันล่ะ?

ชาติก่อนเรียนภาคบังคับเก้าปี มัธยมปลายสามปี ปริญญาตรีควบโทห้าปี แถมปริญญาเอกอีกสามปี ยังเรียนไม่พอหรือไง?

ดังนั้นต่อให้การฟังบรรยายจะมีข้อดีมากมาย แต่ซั่วเหิงก็ยังไม่อยากมา

ไม่มีเหตุผลอื่น ก็คนมันดื้อ

...

"จว๋อเย่เซิ่งจวินมาแล้ว!"

ไม่รู้ใครตะโกนขึ้นมา ลานกว้างที่คนมืดฟ้ามัวดินพลันเงียบสงัดลงทันตา ราวกับเข็มตกสักเล่มก็ได้ยิน

ตึก, ตึก

มองไกลออกไป เห็นร่างในชุดคลุมสีเขียวเดินเนิบนาบมาจากกลางอากาศ

ทุกย่างก้าว ราวกับเหยียบอยู่บนพื้นดิน ท่วงท่ามั่นใจและผ่อนคลายอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

แม้ระยะทางจะไกล และฝีเท้าของเสิ่นเย่ว์ก็ดูไม่รีบร้อน แต่ความเร็วในการเคลื่อนที่กลับสูงลิ่ว

เพียงกระพริบตาสองครั้ง ก็มาปรากฏตัวต่อหน้าทุกคน

"วันนี้ ข้ามาถ่ายทอดมรรคา มีข้อห้ามสามประการ หนึ่งห้ามวิพากษ์วิจารณ์ สองห้ามลุกจากที่นั่งก่อนจบ สามห้ามลงมือกันเอง ผู้ฝ่าฝืน ลบชื่อออกจากสำนัก"

ลบชื่อออกจากสำนัก เท่ากับนับแต่นี้ไปไม่ใช่ศิษย์ตำหนักเซียนตางหลานอีก

บทลงโทษนี้ เทียบเท่าประหารชีวิต

ในใจซั่วเหิงเต็มไปด้วยความเสียใจ

ห้ามลุกกลางคัน นี่มันทรมานขนาดไหน?

แต่เสิ่นเย่ว์ไม่สนใจ "ความทรมาน" ของเขา นั่งลงบนเบาะสีขาวหิมะเพียงหนึ่งเดียวกลางเวที แล้วเริ่มบรรยาย

จว๋อเย่เซิ่งจวินเป็นรากปราณฟ้าธาตุลมโดยกำเนิด เรื่องนี้ใครๆ ก็รู้

ดังนั้นเนื้อหาที่เขาสอน ส่วนใหญ่จึงเกี่ยวข้องกับธาตุลม

ซั่วเหิงเดิมทีง่วงเหงาหาวนอน แต่ฟังไปฟังมา พบว่าสมกับเป็นยอดฝีมือระดับปราชญ์

มีของจริงๆ ด้วย

อาจเพราะเกรงใจศิษย์ที่มาฟังซึ่งส่วนใหญ่เป็นมือใหม่เพิ่งเริ่มฝึกวิชา สิ่งที่เสิ่นเย่ว์สอนจึงไม่ลึกซึ้งซับซ้อนนัก

แต่ถึงจะไม่ลึกซึ้ง ก็ใช่ว่าใครฟังแล้วจะเข้าใจ

แถมซั่วเหิงยังค้นพบจุดแปลกประหลาดจุดหนึ่ง

ดูเหมือนผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปจะไม่สามารถ 'ควบคุม' องค์ประกอบธาตุได้ แต่ทำได้เพียง 'ใช้' พลังปราณของธาตุนั้นๆ

สองอย่างนี้เป็นคนละคอนเซปต์กัน

เช่น ถ้าคนคนหนึ่งสามารถควบคุมธาตุลม เขาแทบจะไม่ต้องใช้พลังปราณก็บินได้

แต่ถ้าทำได้แค่ใช้พลังปราณธาตุลม นั่นคือการใช้พลังปราณพยุงตัวเองให้ลอยขึ้น

แม้ผลลัพธ์จะเหมือนกัน แต่พลังที่ใช้ต่างกันคนละขั้ว

ซั่วเหิงลูบคาง

เป็นเพราะเขามีกายากึ่งเซียนหรือเปล่า?

มีกายาเซียน พิสูจน์ว่ากำเนิดมาใกล้ชิดมรรคา

และผู้ครอบครองมรรคา ย่อมมีคุณสมบัติในการควบคุมองค์ประกอบธาตุ

แม้ซั่วเหิงจะทำได้เพียงฝืนกระตุ้นพลังอัสนีวายุออกมาได้นิดหน่อยโดยไม่พึ่งพาพลังปราณ... แต่เพียงแค่นิดหน่อยนี้ อาจเป็นความแตกต่างราวฟ้ากับเหว

——ที่แท้กายาเซียนก็เทพขนาดนี้เลยเหรอ?

ซั่วเหิงหัวเราะเบาๆ เก็บความคิด

ตอนนั้นที่เขายังไม่เริ่มฝึกวิชาแต่โชว์ฝีมือต่อหน้าธารกำนัล คิดว่าอาจารย์กับท่านเจ้าตำหนักคงดูออกแล้ว

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังซ่อนเร้น

...

ตูม!

ขณะกำลังคิดเพลินๆ จู่ๆ แรงกดดันมหาศาลก็ถาโถมเข้ามา

ซั่วเหิงขมวดคิ้ว ความคิดที่ว่า "ใครกล้าลอบสังหารบิดาที่นี่" ยังไม่ทันผุดขึ้นมา พอเงยหน้าขึ้นก็สบเข้ากับดวงตาที่แฝงรอยยิ้มคู่หนึ่ง

"..."

จว๋อเย่เซิ่งจวินนั่นเอง

ต่อหน้าขาใหญ่ท่านนี้ ซั่วเหิงทำเป็นสำรวมสายตามองจมูก จมูกมองใจ ราวกับคนที่เหม่อลอยเมื่อครู่ไม่ใช่เขา กระพริบตาปริบๆ ทำหน้าไร้เดียงสาตั้งใจฟังบรรยายต่อ

"..."

ไอ้เด็กนี่

จว๋อเย่เซิ่งจวินเกือบหลุดขำกับการกระทำของซั่วเหิง

วันนี้มีคนมาฟังบรรยายเยอะมาก เต็มลานกว้างไปหมด แม้แต่ขอบๆ ยังมียืนอยู่อีกเพียบ

แต่คนที่ดึงดูดความสนใจของเสิ่นเย่ว์ได้ ก็มีอยู่ไม่กี่คน

นอกจากลู่ซ่งเหิงศิษย์สายตรงของเขาแล้ว ก็มีเฉินเฉินจากยอดเขาวั่งเย่ว์ ซั่วเชียนเย่จากยอดเขาหลัก และ...

ท่านชายที่กล้าเหม่อลอยต่อหน้าต่อตาเขาอย่างโจ่งแจ้งผู้นี้

แต่เสิ่นเย่ว์ก็ไม่ได้คิดจะทำอะไรซั่วเหิง แค่เตือนๆ ไปทีหนึ่ง แล้วก็ปล่อยผ่าน

แต่ซั่วเหิงไม่กล้าให้เสิ่นเย่ว์จับได้อีก

ดังนั้น บางคนจึงรักษาสมาธิขั้นสูงไว้ได้จนกระทั่งฟ้ามืด

...

"หิวจังเลย——"

พอออกจากลานกว้าง ซั่วเหิงก็ทิ้งน้ำหนักตัวเกาะขาซั่วเชียนเย่

ตอนนี้เขาสูงแค่เอวซั่วเชียนเย่เท่านั้น

เจ้าเด็กนี่ไม่รู้กินฮอร์โมนเข้าไปหรือเปล่า ห่างกับเขาแค่หกปี แต่มองด้วยตาเปล่าน่าจะสูงสักร้อยเจ็ดสิบได้แล้ว

โตเร็วชะมัด

"...พาเจ้าไปกินข้าวที่ภัตตาคารตางหลาน เอาไหม?"

"งั้นก็ดีเลยสิ!" ซั่วเหิงรอประโยคนี้แหละ "พี่ใหญ่ เราไปกันเถอะ!"

ซั่วเชียนเย่ที่รู้สึกเหมือนโดนหลอกส่ายหน้าอย่างจนใจ

ทั้งสองคุยกันไป เดินมาถึงทางเดินสายเล็กที่ค่อนข้างเปลี่ยวโดยไม่รู้ตัว ซั่วเชียนเย่มองซ้ายมองขวา กำลังจะหยิบกระบี่ออกมาขี่กระบี่บิน ก็เห็นสายตาของซั่วเหิงมองไปยังมุมมืดทางขวาของทางเดินอย่างดุดัน

เขาส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกไปตรวจสอบทางทิศนั้น

แต่การกระทำของซั่วเหิงเปิดเผยกว่าซั่วเชียนเย่มาก เขาชี้นิ้วไปที่มุมกำแพงตรงๆ

"ไม่ต้องซ่อนแล้ว เห็นตั้งนานแล้ว ออกมาซะ"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 20 - การบรรยายธรรม

คัดลอกลิงก์แล้ว