- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นนายน้อยพร้อมสกิลมองเห็นค่าโชค
- บทที่ 13 - ตรวจวัดรากปราณ
บทที่ 13 - ตรวจวัดรากปราณ
บทที่ 13 - ตรวจวัดรากปราณ
บทที่ 13 - ตรวจวัดรากปราณ
เปรี้ยง!
สายฟ้าฟาดผ่าลงมาจากฟากฟ้า
ภายใต้แสงสีม่วงที่สว่างวาบ ร่างเล็กจ้อยของเด็กน้อยยังคงนั่งนิ่งมั่นคงดุจขุนเขา
เขาโคจรเคล็ดวิชาชักนำอัสนีภายในร่างอย่างต่อเนื่อง ขับไล่พลังงานรุนแรงที่ร่างกายไม่อาจดูดซับได้ออกไปภายนอก แล้วดูดซับพลังงานส่วนที่เหลือเข้ามา
รอบแล้วรอบเล่า
จนกระทั่งเส้นสายฟ้าจาง ๆ เส้นหนึ่งพันรอบแขนอันบอบบางของเด็กน้อย
ร่างกายของเขาส่งเสียงร้องครวญครางราวกับแบกรับภาระหนักอึ้ง
เมื่อเห็นว่าเมฆฝนฟ้าคะนองบนท้องฟ้ายังคงก่อตัว ซั่วเหิงก็ลืมตาขึ้น บิดขี้เกียจคลายกล้ามเนื้อที่รู้สึกสบายตัวไปทั้งร่าง แล้วพลิกตัวกระโดดลงจากหินยักษ์
เวลานี้ แขนทั้งสองข้างของเขามีประจุไฟฟ้าพันรอบ ตราสัญลักษณ์กลางหน้าผากก็ร้อนผ่าวจนส่องสว่าง
ซั่วเหิงรวบรวมลมปราณลงสู่จุดตันเถียน แล้วฟาดฝ่ามือออกไป
ตูม!
การโจมตีเพียงครั้งเดียว หินยักษ์ก้อนมหึมาก็แตกกระจายไปหนึ่งในสาม
“ได้ผลไม่เลวแฮะ” ซั่วเหิงบีบกำปั้นตัวเองด้วยความพอใจ
วินาทีต่อมา เด็กชายก็เอามือป้องปากหาวหวอด
ช่วยไม่ได้ เขาเพิ่งขวบเดียว ยังอยู่ในวัยที่ต้องการการนอนหลับ
“อืม... กลับไปนอนดีกว่า...!!”
พอหันกลับไปเท่านั้น ก็แทบสะดุ้ง
ไม่รู้ว่าหมิงว่านลี่ยืนอยู่ข้างหลังเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ ตอนนี้กำลังจ้องเขาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
“อาจารย์ ฝนตกหนักขนาดนี้ทำไมท่านถึงตื่นมาได้ล่ะเนี่ย?” ซั่วเหิงไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย ยกมือกอดอกมองตาแก่หน้าเครียดคนนี้
“เจ้าเด็กนี่...” หมิงว่านลี่อยากจะถามอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจในใจ แล้วปล่อยผ่านไป
ไม่ว่าซั่วเหิงจะมีความลับอะไร ตราบใดที่ไม่ทำเรื่องผิดศีลธรรมร้ายแรง หมิงว่านลี่ก็ไม่อยากจะไปควบคุมเขามากนัก
เพราะเขารู้ดีว่า ซั่วเหิงเป็นคนมีความคิดเป็นของตัวเอง
แม้จะดูเหมือนเพิ่งขวบเดียว แต่สิ่งที่เขารู้อาจจะไม่น้อยไปกว่าผู้ใหญ่เลย
ซั่วเหิงสังเกตสีหน้าของหมิงว่านลี่ หัวใจพลันกระตุกวูบ
อันที่จริงแล้ว เขาเองก็ไม่รังเกียจที่จะแบ่งปันเคล็ดวิชาทั้งสองที่ได้มาให้หมิงว่านลี่ดู อย่างไรเสีย ระบบก็เป็นเพียง 'ไอ้หนูจำไม' ที่รับผิดชอบแค่การขาย แต่ไม่รับผิดชอบบริการหลังการขาย
ยามฝึกวิชา ไม่มีผู้ใดคอยเฝ้าดู เขาก็เป็นเพียงผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นบนเส้นทางบำเพ็ญเพียร ในใจจึงรู้สึกกังวลอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
หากฝึกผิดพลาด จนพลังปราณเกิดปั่นป่วน จะทำอย่างไรดี?
ดังนั้น ซั่วเหิงจึงไม่ลังเล หยิบม้วนคัมภีร์วิชาทั้งสองออกมาส่งให้หมิงว่านลี่
"ท่านอาจารย์ ท่านช่วยดูให้ข้าหน่อยได้หรือไม่?"
"หึ ทีนี้ล่ะนึกถึงข้าขึ้นมาเชียว" หมิงว่านลี่แค่นหัวเราะ แต่ท้ายที่สุดก็รับม้วนคัมภีร์ไป
นอกจากเคล็ดชักนำอัสนีแล้ว ทักษะยุทธ์อีกอย่างก็เป็นสิ่งที่ซั่วเหิงคัดสรรมาอย่างดีเช่นกัน
《บทวายุคลั่ง》 ทักษะยุทธ์ระดับลึกลับขั้นกลาง
แม้ดูเหมือนระดับจะไม่สูงนัก แต่ผลลัพธ์กลับดีเยี่ยม
คล้ายกับเพลงกระบี่ไล่จันทร์ 《บทวายุคลั่ง》เป็นชุดวิชาฝ่ามือ
มันช่วยเสริมสร้างร่างกาย ช่วยให้ผู้ฝึกควบคุมพลังภายในกาย และเพิ่มความไวในการสัมผัสพลังปราณธาตุลมได้
เมื่อเห็นทักษะยุทธ์ทั้งสองเล่มนี้ หมิงว่านลี่ก็ต้องยอมรับว่า—ซั่วเหิงนั้นอายุน้อย แต่มีสายตาที่เฉียบแหลมจริงๆ
ล้วนเป็นวิชาที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นเป็นอย่างยิ่ง ผลลัพธ์ดี ฝึกไม่ยากเกินไป และไม่สร้างความเสียหายถาวรแก่ร่างกายที่ยังไม่สามารถฝึกปราณได้
หมิงว่านลี่เริ่มมีแผนการอยู่ในใจ
เดิมทีเขาก็กำลังมองหาทักษะยุทธ์ที่เหมาะสมให้ซั่วเหิงฝึกในช่วงนี้อยู่พอดี ไม่คาดคิดว่าซั่วเหิงจะมีวิชาอยู่แล้วถึงสองวิชา
บางทีอาจเป็นทางตระกูลซั่วส่งมาให้กระมัง?
หมิงว่านลี่คิดถึงตรงนี้ ก็เก็บความคิดนั้นไว้ ไม่คาดเดาต่อไป
"เคล็ดวิชาทั้งสองเล่มนี้ไม่เลวเลย เหมาะกับเจ้าเป็นที่สุด" หมิงว่านลี่ส่งม้วนคัมภีร์คืนให้กับซั่วเหิงพลางเอ่ย "แต่การฝึกเคล็ดชักนำอัสนีนั้นเจ้าต้องระวังให้มาก อย่าได้เผลอไปชักนำทัณฑ์สวรรค์ที่แท้จริงเข้ามาเชียว ยามนี้ร่างกายของเจ้ายังไม่อาจรับมือไหวหรอก"
"รับทราบขอรับท่านอาจารย์" ซั่วเหิงกะพริบตาปริบๆ "เช่นนั้นข้าไปพักผ่อนแล้วนะขอรับ?"
"ไปเถอะ"
หลังจากนั้นครู่ใหญ่ หมิงว่านลี่จึงละสายตาจากศิษย์รัก หันกลับมามองเหม่อ
ดูท่าว่าถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องไปเยือน 'เกาะอัสนีวายุ' สักครั้งเสียแล้ว
วันคืนผันผ่าน ตะวันขึ้นตะวันตก เมฆคล้อยลอยเลื่อน
เวลาในโลกผู้บำเพ็ญเพียรไหลผ่านไปดุจทรายในกำมือ รวดเร็วจนยากจะสังเกตเห็น
เพียงชั่วพริบตา ซั่วเหิงก็จะมีอายุครบหกขวบปีแล้ว
ยามเช้าตรู่
เงาร่างหนึ่งกำลังโลดแล่นอยู่ท่ามกลางป่าไผ่อันหนาทึบบนยอดเขาไท่ชูแห่งหนึ่ง
รอบกายเขา สายลมโอบล้อม ทุกฝ่ามือที่ฟาดผ่าออกไป ล้วนทำให้ใบไผ่ปลิวว่อนเต็มฟากฟ้า
ท่าร่างพลิ้วไหวคล่องแคล่วดุจสายลม เท้าก้าวเหยียบย่างไปบนกระแสลมหมุน ราวกับกำลังร่ายรำอยู่ในห้วงพายุ
"เสี่ยวเหิง!"
ไม่ไกลออกไปนัก ซั่วเชียนเย่ผู้เป็นพี่ชายก็ร่อนกระบี่เหินฟ้ามาแต่ไกล จากนั้นก็กระโดดลงจากกระบี่เหิน
ซั่วเหิงหัวเราะร่า ก่อนจะฟาดฝ่ามือออกไปทางซั่วเชียนเย่
วูบ...
สายลมสายหนึ่งพัดหวีดหวิวผ่านข้างหูซั่วเชียนเย่ พร้อมกับใบไผ่ที่ร่วงหล่นโปรยปราย ทว่ากลับมิได้ระคายผิวเขาแม้แต่น้อยนิด
"ท่านพี่ใหญ่ มาแล้วหรือขอรับ?" ซั่วเหิงรั้งท่าร่างกลับคืน พลางนวดข้อมือเดินเข้าไปหาซั่วเชียนเย่
"เกรงว่าเจ้าจะลืมไป ว่าวันนี้เป็นวันที่เจ้าจะต้องเข้ารับการตรวจวัดรากปราณ" ซั่วเชียนเย่กล่าวเสียงนุ่มนวล "ตอนนี้บรรดาศิษย์ทั้งตำหนักเซียนตางหลานต่างก็รู้กันหมดแล้วว่าศิษย์สายตรงแห่งยอดเขาไท่ชูจะเข้ารับการตรวจวัดรากปราณในวันนี้ หากเจ้าไปสาย เกรงว่าคนพวกนั้นคงนำไปใส่สีตีไข่นินทากันสนุกปากอีกเป็นแน่แท้"
ซั่วเหิงเลิกคิ้ว "พวกมันก็คงจะพยศได้อีกเพียงเดี๋ยวเดียวเท่านั้นแหละ รอให้ข้าเริ่มฝึกวิชาหลังจากวันนี้ไปก่อนเถอะ ข้าจะไล่ทุบพวกปากมากให้ลงไปกองกับพื้นทีละคนเลยคอยดู!"
"เจ้าคนนี้..." ซั่วเชียนเย่ส่ายหน้าอย่างจนใจ "เอาเถอะ รีบไปกันเถอะ อาจารย์ของข้ากับท่านอริยะหลิงเฉวียนก็จะไปร่วมชมพิธี เจ้าเองก็ไม่ได้เจอท่านอริยะหลิงเฉวียนมานานแล้วไม่ใช่หรือ?"
นับว่าถูกต้องทีเดียว
ตั้งแต่คืนนั้นเมื่อสี่ปีที่แล้ว หมิงว่านลี่ก็มักจะออกเดินทางไปข้างนอกบ่อยครั้ง และแต่ละครั้งที่จากไปก็หายหน้าไปเป็นหลายเดือนหรือเป็นปี กว่าจะกลับมา
ถ้าไม่ใช่เพราะหมิงว่านลี่คอยส่งของดีมีค่ากลับมาให้เขาเรื่อย ๆ บางทีเขาอาจจะคิดว่าอาจารย์ของตนเองไปตายอยู่ที่ไหนสักแห่งแล้วก็ได้
"ถ้าเช่นนั้น ก็ไปกันเถอะ"
...
สถานที่ตรวจวัดรากปราณตั้งอยู่ ณ ลานกว้างขนาดมหึมาข้างประตูทางเข้าตำหนักเซียนตางหลาน
ที่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ศิษย์สำนักเซียนที่มารวมตัวกันเพื่อร่วมสังเกตการณ์เท่านั้น หากแต่ยังมีเหล่าผู้อาวุโสอีกมากมาย
แน่นอนว่า ตัวเอกของงานในวันนี้ไม่ใช่พวกเขา หากแต่เป็นกลุ่มเด็กหนุ่มสาวผู้ดูอ่อนเยาว์ซึ่งยืนอยู่กลางลานกว้างเหล่านั้นต่างหาก
พิธีรับศิษย์เพื่อเฟ้นหาอัจฉริยะที่จัดขึ้นทุกสิบปีของตำหนักเซียนตางหลานได้เริ่มขึ้นแล้วในวันนี้
นับว่าซั่วเหิงมาได้จังหวะเหมาะพอดี มิเช่นนั้นเขาคงจะต้องมาวัดรากปราณเพียงลำพังแล้วก็เสร็จสิ้นไป
แต่ตอนนี้กลับต้องมาปรากฏตัวต่อหน้าธารกำนัลมากมายขนาดนี้
เมื่อซั่วเชียนเย่พาซั่วเหิงมาถึง ซั่วเหิงก็มองดูความยิ่งใหญ่เบื้องล่างแล้วเดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจ
เนตรชะตาฟ้ากวาดมองไปโดยรอบ ช่างไม่ธรรมดาจริง ๆ
สีทองสองคน สีม่วงหกคน
แถมยังมีสีดำที่แผ่รังสีทมิฬออกมาอย่างโดดเด่นอีกคนหนึ่ง
【เจ้าสี่ เจ้าสีดำนั่นคืออะไรน่ะ?】
【โฮสต์ สีดำหมายถึงบุคคลผู้เป็นตัวร้ายแห่งโชคชะตา หากเทียบจากค่าโชคชะตาตามปกติแล้ว เขาควรจะเป็นสีทองครับ】
ตัวร้ายอย่างนั้นหรือ
ซั่วเหิงไม่ได้รู้สึกประหลาดใจเท่าใดนัก ที่ใดมีพระเอก ที่นั่นย่อมมีตัวร้ายมิใช่หรือ? เรื่องเช่นนี้มิใช่เรื่องแปลกกระมัง?
ซั่วเหิงจดจำใบหน้าของคนเหล่านั้นไว้ในใจเงียบ ๆ จากนั้นจึงละสายตาไป
ในเวลานั้น ซั่วเชียนเย่ก็ได้นำพาซั่วเหิงมายังแท่นร่วมชมพิธีเรียบร้อยแล้ว
ผู้อาวุโสเย่ ผู้อาวุโสอู๋!
"ศิษย์สายตรงซั่วมาแล้วหรือ? แล้วนั่นซั่วเหิง..." ผู้อาวุโสเย่ลูบเครา "ข้านึกว่าวันนี้เจ้าจะมาสายเสียอีก"
"ผู้อาวุโสเย่! ท่านเรียกศิษย์พี่ใหญ่ว่าเป็นศิษย์สายตรง แต่ไม่ยอมเรียกข้าบ้าง ข้าโกรธแล้วนะ!" ซั่วเหิงเบะปาก สะบัดหน้าหนีไม่มองเขา
"มีแต่เจ้าคนเดียวนี่แหละที่ช่างขี้อ้อนเสียจริง" ผู้อาวุโสเย่ส่ายศีรษะพลางหัวเราะเบา ๆ "เอาล่ะ นี่คือของขวัญแสดงความยินดีที่ข้าเตรียมไว้ให้เจ้า ว่าอย่างไรบ้าง?"
ผู้อาวุโสเย่กล่าวพร้อมกับหยิบขวดโอสถขวดหนึ่งวางลงบนฝ่ามือของซั่วเหิง
โอสถคืนชีวา ระดับเจ็ด
เพียงกินเข้าไปเม็ดเดียว ตราบใดที่ไม่ใช่บาดแผลถึงชีวิต ก็สามารถฟื้นคืนชีพได้ในพริบตา
ซั่วเหิงยกยิ้มมุมปาก รับขวดโอสถเก็บเข้าแหวนมิติด้วยความเบิกบานใจ "เช่นนั้น ข้าจะฝืนใจให้อภัยท่านก็ได้"
สายตาเข้มงวดของผู้อาวุโสอู๋กวาดมองซั่วเหิง นัยน์ตาของเขาฉายแววไม่พอใจอย่างชัดเจน
"ช่างกล้าหยอกล้อกับผู้อาวุโสเช่นนี้ ช่างไร้ซึ่งสัมมาคารวะเสียจริง!"
ผู้อาวุโสเย่ยังคงยิ้มแย้ม "ตาแก่อู๋ ท่านก็อย่าหัวโบราณถึงเพียงนี้เลย"
ผู้อาวุโสอู๋แค่นเสียงออกมา มิได้ตอบคำใด
ซั่วเหิงทำราวกับว่ามียุงบินผ่านหู มิได้ยินเลยสักนิดว่าผู้อาวุโสอู๋พูดอะไร เขาเบนสายตาไปยังลานกว้าง "ผู้อาวุโสเย่ วันนี้ข้าต้องไปวัดรากปราณพร้อมกับเด็ก ๆ เหล่านี้หรือ?"
"ถูกต้อง ข้าจะจัดให้เจ้าได้เข้าทดสอบก่อนเป็นคนแรก จะได้ไม่ต้องรอนาน"
ในเมื่อเป็นถึงศิษย์สายตรงของยอดเขาไท่ชู อภิสิทธิ์เพียงเท่านี้ย่อมได้รับอยู่แล้ว
ซั่วเหิงได้ยินดังนั้น ก็พยักหน้า
ในเมื่อต้องแสดงความสามารถแล้ว เช่นนั้นก็ทำให้มันยิ่งใหญ่ไปเลย
กึ่งรากปราณเซียน กึ่งกายาเซียนอัสนีวายุ
ไม่ทราบว่าทุกท่านที่นั่งอยู่ ณ ที่แห่งนี้ จะมีสักกี่คนที่สามารถข่มเขาลงได้?
เขารอคอยอย่างใจจดใจจ่อเลยทีเดียว
(จบแล้ว)