- หน้าแรก
- พลิกผันคืนวันเก่า สู่ความรุ่งเรืองของครอบครัว
- บทที่ 37: โหวซานกับดวงตาหางชี้!
บทที่ 37: โหวซานกับดวงตาหางชี้!
บทที่ 37: โหวซานกับดวงตาหางชี้!
"อาเจ๋อ แล้วงานที่เขาจัดให้แกคือตำแหน่งอะไร?"
วุ่นวายมาตั้งนาน หลี่เซี่ยงตงเพิ่งนึกขึ้นได้และถามออกมา
"พนักงานต้อนรับบนรถไฟน่ะสิ แล้วแกล่ะ? ได้ตำแหน่งอะไร?"
"พนักงานเติมน้ำ"
"พนักงานเติมน้ำ? พนักงานเติมน้ำคืออะไรวะ? ทำอะไรบ้าง?"
อาเจ๋อทำหน้างง เขาเพิ่งเคยได้ยินชื่อตำแหน่งนี้เป็นครั้งแรก
"รถไฟก็ต้องใช้น้ำใช่ไหมล่ะ? หน้าที่ฉันก็น่าจะเป็นการดูแลเรื่องน้ำใช้บนรถไฟนั่นแหละ อืม... ก็น่าจะประมาณนี้ รายละเอียดลึก ๆ ฉันก็ไม่ค่อยรู้เหมือนกัน"
ตอนอยู่ที่แผนกบุคคล หลี่เซี่ยงตงลืมถามเรื่องนี้ไปเสียสนิท เขาเองก็รู้แค่คร่าว ๆ แต่คิดว่าที่ตัวเองพูดไปคงไม่ผิดเพี้ยนไปจากความจริงเท่าไหร่
อาเจ๋อถามต่อ "แล้วต้องขึ้นรถไฟไหม?"
หลี่เซี่ยงตงพยักหน้า "ต้องขึ้นสิ ตำแหน่งฉันคือพนักงานเติมน้ำประจำขบวนรถ"
"เฮ้อ... พวกเรามันคนดวงซวยเหมือนกันสินะ"
อาเจ๋อถอนหายใจ
เห็นพวกเจ้าหน้าที่แผนกบุคคลต้อนรับขับสู้หลี่เซี่ยงตงดีขนาดนั้น เขาเลยนึกว่างานของเพื่อนรักจะต้องเป็นงานสบาย ๆ อิสระเสรีไม่มีใครมาจู้จี้ซะอีก
ที่ไหนได้ก็เหมือนกับเขาเปี๊ยบ ต้องติดรถไฟรอนแรมไปต่างถิ่น
ออกไปทีก็กินเวลานาน แถมตลอดทางยังต้องคอยบริการคนอื่น แค่คิดก็ลำบากแล้ว!
"บ้าเอ๊ย! อาเจ๋อ แกพูดแบบนี้หมายความว่าไง? มาทำงานสถานีรถไฟแต่ไม่อยากขึ้นรถไฟ แล้วแกจะมาทำซากอะไรที่นี่?"
หลี่เซี่ยงตงเริ่มรู้สึกว่าเพื่อนรักคนนี้มันทึ่มจริง ๆ แยกแยะดีชั่วไม่ออก
ลองไปถามพวกพนักงานประจำสำนักงานในสถานีรถไฟดูสิ ร้อยทั้งร้อยไม่มีใครไม่อยากขึ้นรถไฟหรอก
เพื่อปลอบใจพวกพนักงานนั่งโต๊ะที่ชอบพาครอบครัวมาเรียกร้องความยุติธรรมบ่อย ๆ ผู้บริหารระดับสูงถึงกับต้องปรับขึ้นเงินเดือนให้บางตำแหน่งโดยไม่มีเหตุผลเลยด้วยซ้ำ!
หลี่เซี่ยงตงได้งานติดรถไฟ เพราะปู่ของเขาใช้เส้นสายส่วนตัว
ส่วนอาเจ๋อได้งานนี้เพราะพ่อของเขาโดนหางเลขในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ทำให้ต้องทนทุกข์ทรมาน ทางผู้ใหญ่เลยให้การดูแลและชดเชยเป็นพิเศษ
เขาบอกได้เลยว่า ในบรรดาปัญญาชนกลับถิ่นที่เปิดรับสมัครรอบนี้ คนที่จะได้ขึ้นรถไฟมีไม่กี่คนหรอก
คิดว่าตำแหน่งบนรถไฟเป็นผักกาดขาวหาได้ทั่วไปรึไง!
"เจ้าตง แกเลิกมองฉันด้วยสายตาดูถูกได้ไหม? หรือฉันพูดผิดตรงไหน? งานบริการบนรถไฟมันเหนื่อยจะตายชัก! ฉันว่าสู้พนักงานขายตั๋วยังไม่ได้เลย ไม่ต้องตากแดดตากฝน นั่งทำงานในร่มสบายจะตาย"
อาเจ๋อพูดด้วยสีหน้าอิจฉา ราวกับอยากจะแลกตำแหน่งกับพนักงานขายตั๋วใจจะขาด
"อย่าโง่เอาตำแหน่งไปแลกกับใครเชียวนะ!"
หลี่เซี่ยงตงกลัวเพื่อนรักจะสมองกลับ วิ่งแจ้นไปขอแลกตำแหน่งกับคนอื่นเข้าจริง ๆ อีกฝ่ายคงหัวเราะจนฟันร่วงแน่
อาเจ๋อพยักหน้า "ฉันรู้ ฉันไม่ไปแลกหรอก พ่อบอกว่างานติดรถไฟก็ดีเหมือนกัน ออกไปทีก็ได้เบี้ยเลี้ยง ได้เงินเยอะกว่า"
"ที่สำคัญคือ ถ้าแม่ฉันแต่งงานใหม่ไปแล้ว ฉันกับพ่อคงไม่ได้ไปเมืองนอก งานบริการคนอื่นแบบนี้ ยิ่งเหนื่อยนายยิ่งเห็น เผื่อวันหน้าจะได้เลื่อนขั้นเงินเดือนเร็วขึ้น"
หลี่เซี่ยงตงฟังจบก็อดขำไม่ได้ อาเจ๋อกับพ่อนี่มันฉลาดแต่เรื่องไม่เป็นเรื่องจริง ๆ!
คนที่ได้ทำงานบนรถไฟ ไม่มีใครเขาสนใจเงินเดือนไม่กี่สิบหยวนนั่นหรอก
อย่าว่าแต่เลื่อนขั้นเลย ต่อให้เป็นแค่ลูกจ้างชั่วคราวที่ไม่มีวันได้บรรจุ
แต่ขอแค่ได้ติดรถไฟวิ่งไปต่างถิ่น พวกพนักงานนั่งโต๊ะที่เป็นพนักงานประจำในสถานี ก็แทบจะแย่งกันเอาหัวโขกฝาเพื่อขอมาแลกตำแหน่งด้วยซ้ำ!
แต่หลี่เซี่ยงตงไม่ได้บอกเรื่องนี้กับอาเจ๋อ เขาอยากจะรอดูว่าเจ้าทึ่มคนนี้จะรู้ตัวเมื่อไหร่
ทั้งสองคุยเล่นกันไปจนถึงห้องพยาบาล แจ้งความประสงค์แล้วยื่นใบตรวจสุขภาพให้หมอ
ด้วยข้อจำกัดทางการแพทย์ในยุคนี้ การตรวจร่างกายจึงมีแค่พื้นฐาน วัดส่วนสูง ชั่งน้ำหนัก ตรวจการได้ยินและสายตา
ที่สำคัญคือการตรวจตาบอดสี ข้อนี้สำคัญมาก บางตำแหน่งในสถานีรถไฟเข้มงวดเรื่องนี้สุด ๆ!
ถ้าตาบอดสี ผู้บริหารสถานีจะจับย้ายแผนกทันที
ผลตรวจออกเดี๋ยวนั้น ทั้งคู่ผ่านฉลุย ถือใบตรวจสุขภาพที่มีลายเซ็นหมอกลับไปที่ห้องทำงานรวมของแผนกบุคคล
ทันทีที่หลี่เซี่ยงตงก้าวเข้ามา เขาก็เห็นชายหนุ่มอายุราว ๆ ยี่สิบปี สวมเครื่องแบบพนักงานการรถไฟ
ชายคนนั้นตัวเตี้ย นั่งทับอยู่บนโต๊ะทำงานของพี่ซุน ขาลอยไม่ถึงพื้น กำลังคุยกับพี่ซุนอย่างออกรส
ทั้งสองคุยกันหัวร่อต่อกระซิก แม้ชายหนุ่มจะนั่งทับที่ทำงานอย่างเสียมารยาท แต่พี่ซุนก็ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจแม้แต่น้อย
โดยเฉพาะสหายเสี่ยวหวัง ยืนยิ้มประจบสอพลออยู่ข้าง ๆ แม้จะแทรกบทสนทนาไม่ได้ แต่ก็ดูจะกระตือรือร้นยิ่งกว่าตอนดูแลหลี่เซี่ยงตงเสียอีก!
หลี่เซี่ยงตงพิจารณาหน้าตาของชายหนุ่มคนนั้น แล้วใจก็กระตุกวูบ
หน้าเหมือนโหวเจี้ยนเซ่อถึงเจ็ดส่วน รูปร่างเตี้ย ผอมแห้ง โหนกแก้มสูง
จุดเดียวที่ต่างคือ ชายหนุ่มคนนี้มีดวงตาหางชี้ (ตาเฉียงขึ้น) ที่ดูไร้แวว
พี่ซุนเห็นหลี่เซี่ยงตงเดินเข้ามา ก็หันไปบอกชายหนุ่มข้าง ๆ ว่า "โหวซาน หลี่เซี่ยงตงคนที่เธอตามหากลับมาจากห้องพยาบาลแล้ว"
โหวซานกวาดตามองแวบหนึ่ง แล้วหันกลับมาขมวดคิ้วถามอย่างสงสัย "พี่ซุน สองคนนั้นใครคือหลี่เซี่ยงตงล่ะครับ?"
"หลี่เซี่ยงตงก็คือพ่อหนุ่มตัวสูงคนนั้นไง ญาติกันแท้ ๆ ยังจำไม่ได้อีกเหรอ? เธออย่ามาตลกให้พี่ขำหน่อยเลย"
พี่ซุนหัวเราะพลางตีแขนโหวซานเบา ๆ ไม่รู้ว่าขำคำพูดหรือหน้าตาของโหวซานเมื่อกี้กันแน่
แต่หลี่เซี่ยงตงที่เห็นโหวซานขมวดคิ้วตาชี้ ต้องจิกเล็บเข้าเนื้อตัวเองสุดแรง ถึงจะกลั้นหัวเราะไว้ได้!
โหวซานกลอกตาไปมา ยิ้มกวน ๆ "ผมก็แค่หยอกพี่เล่นเฉย ๆ ญาติกันทำไมจะจำไม่ได้ล่ะครับ?"
พูดจบเขาก็กระโดดลงจากโต๊ะ เดินวางมาดเข้าไปหาหลี่เซี่ยงตงอย่างสนิทสนม ทำท่าจะยกแขนขึ้นพาดไหล่
แต่ด้วยความที่ตัวเตี้ยกว่าหลี่เซี่ยงตงถึงช่วงหัวครึ่ง พาดแขนไปแล้วมันไม่ถนัด เลยต้องเอามือลงอย่างเก้อเขิน
เขากอดอกถามว่า "ตรวจร่างกายผ่านไหม?"
"ผ่านสิ มีอะไรเหรอ?"
หลี่เซี่ยงตงพูดไม่ออก นี่มันหลี่ขุยตัวปลอมเจอหลี่ขุยตัวจริงชัด ๆ!
ยังดีที่เขาเป็นคนพูดจาไม่ผูกมัดตัวเอง เลยเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ได้สบาย
ที่น่าแปลกคือ เจ้าโหวซานคนนี้กลับไม่เปิดโปงเขาตรง ๆ ไม่รู้ว่าคิดจะทำอะไรกันแน่?
แต่จะเป็นยังไงก็ช่าง เขาไม่กังวลหรอก ดูจากหน้าตาโหวซานแล้ว ท่าทางจะไม่ใช่คนฉลาดเท่าไหร่ ถึงเวลาค่อยแถเอาตัวรอดก็แล้วกัน!
โหวซานยืนโยกไปเยกมา ไม่มีมาดเอาเสียเลย "เอาใบตรวจสุขภาพให้พี่ซุน แล้วหยิบบัตรพนักงานตามฉันมา ฉันจะพาไปเบิกอุปกรณ์เซฟตี้ก่อน เร็วเข้า! ฉันไปรอหน้าห้องนะ"
หลี่เซี่ยงตงงุนงง "นายจะพาฉันไปเหรอ?"
"ก็ใช่น่ะสิ"
โหวซานพยักหน้า "ไม่เชื่อก็ถามพี่ซุนดู"
หลี่เซี่ยงตงเห็นพี่ซุนยิ้มและพยักหน้ายืนยัน เขาจึงชี้ไปที่อาเจ๋อ แล้วบอกโหวซานว่า "ฉันมีเพื่อนมาด้วยคนนึง"
"งั้นก็ให้ตามมาด้วยกันเลย"
โหวซานมองสำรวจอาเจ๋อแวบหนึ่ง แล้วเดินวางก้ามออกไปจากห้องทำงาน
อาเจ๋อกระซิบข้างหูหลี่เซี่ยงตง "เจ้าตง คนนี้ญาติแกเหรอ? ทำไมฉันไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย หน้าตามันตลกชะมัด แต่ท่าทางดูขี้เก๊กน่าดู!"
หน้าตาน่ะตลกจริง
แต่เรื่องขี้เก๊กนี่ไม่ใช่แค่นิดหน่อยนะ มันโครตจะขี้เก๊กเลยต่างหาก!
หลี่เซี่ยงตงล่ะสงสัยจริง ๆ โหวเจี้ยนเซ่อออกจะฉลาดเป็นกรด ทำไมที่บ้านถึงมีตัวประหลาดแบบนี้หลุดออกมาได้!