- หน้าแรก
- พลิกผันคืนวันเก่า สู่ความรุ่งเรืองของครอบครัว
- บทที่ 22: หลี่เสี่ยวจูแทะหางหมู
บทที่ 22: หลี่เสี่ยวจูแทะหางหมู
บทที่ 22: หลี่เสี่ยวจูแทะหางหมู
ดวงตาของหลี่เสี่ยวเจียงและหลี่เสี่ยวเทาเต็มไปด้วยภาพน้ำซุปพะโล้ พวกเขาอยากจะรีบซดน้ำแกงเข้าปากเร็ว ๆ สมองตอนนี้คิดอะไรไม่ออกและไม่สนใจอะไรอีกแล้ว
"รับทราบครับอาสาม พวกเรากินแค่น้ำซุปก็ได้ครับ"
"อื้อ ๆ พวกเราไม่แย่งน้องกินหางหมูหรอก"
"พ่อ ผมก็จะกินน้ำซุปด้วย"
หลี่เซี่ยงตงยกแก้วสังกะสีไปวางบนโต๊ะกินข้าวเล็ก แล้วกำชับว่า "ห้ามทะเลาะกันนะ กินกันคนละคำเวียนกันไป เข้าใจไหม?"
"เข้าใจแล้ว"
"รับทราบครับอาสาม!"
"ฉันเป็นพี่ใหญ่ ฉันขอซดคนแรก"
หลี่เซี่ยงตงมองดูหลาน ๆ แย่งกันกินน้ำซุปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วเดินกลับมาที่โต๊ะกินข้าวใหญ่อย่างภาคภูมิใจ เปิดฝาแก้วสังกะสีอีกใบออก เผยให้เห็นเนื้อหัวหมูและเครื่องในอัดแน่นอยู่เกือบเต็มแก้ว
สายตาของปู่ย่า พ่อแม่ และพี่ชายพี่สะใภ้ ต่างถูกดึงดูดมาที่เนื้อในแก้วสังกะสีเป็นตาเดียว
"โอ้โห! เจ้าสาม แกไปเอาเนื้อพวกนี้มาจากไหน? ไปปล้นโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์มาเรอะ?"
พี่ใหญ่หลี่เว่ยกั๋วตกตะลึงเมื่อเห็นเนื้อมากมายขนาดนี้ กลิ่นหอมของเนื้อลอยมาแตะจมูก ทำให้ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลงโดยไม่รู้ตัว
โควตาเนื้อที่บ้านได้แต่ละเดือนยังไม่พอให้เด็ก ๆ กินกันเลย พวกผู้ใหญ่อย่างมากก็ได้แค่ดมกลิ่นหรือชิมน้ำแกงนิดหน่อย การจะได้กินเนื้อเป็นชิ้นเป็นอันจัง ๆ นั้นยากยิ่งกว่ายาก
หลี่เซี่ยงตงพูดอย่างเอือมระอา "พี่ใหญ่พูดบ้าอะไรเนี่ย? โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์มีเนื้อแค่นี้รึไง?"
พี่ใหญ่หลี่โดนสายตาภรรยาปรามเข้าให้ทีหนึ่ง ก็เลยหุบปากเงียบ ได้แต่กลืนน้ำลายลงคอเงียบ ๆ
พ่อหลี่กำลังเคี้ยวหมั่นโถวแป้งผสมอยู่ พอเห็นเนื้อเต็มแก้วก็สำลักจนไอโขลก ๆ
เขารับน้ำที่แม่หลี่ส่งให้มาดื่มไปสองอึก กลั้นอาการไอแล้วถามว่า "เจ้าสาม รีบอกมาสิว่าเนื้อพวกนี้ได้มาจากไหน!"
หลี่เซี่ยงตงมองพ่อตาขวาง "อาเจ๋อกับพ่อเขากลับมาแล้ว พวกผมก็เลยไปเยี่ยมที่บ้าน เนื้อพวกนี้เจ้าปินจองไว้ล่วงหน้าจากร้านอาหาร พ่อวางใจเถอะ ไม่ได้ขโมย ไม่ได้ปล้นมา ลูกชายพ่อไม่ทำเรื่องเสื่อมเสียแบบนั้นหรอก"
พ่อหลี่ได้ยินลูกชายพูดก็หน้าแดงเถือก เถียงข้าง ๆ คู ๆ "ฉันไปบอกว่าแกขโมยหรือปล้นมาตอนไหน? เป็นพ่อจะถามหน่อยไม่ได้รึไง?"
"มีพ่อที่ไหนเขาถามลูกแบบนี้บ้าง? แกมันไม่เคยหวังดีกับลูกตัวเองเลย"
ย่าหลี่ดุพ่อหลี่ด้วยความไม่พอใจ แล้วหันไปถามหลานรัก "แล้วทำไมเจ้าถึงเอาเนื้อกลับมาล่ะ? เราไปเป็นแขกบ้านเขาทำแบบนี้มันไม่ดีนะ"
ปู่หลี่เสริมขึ้นว่า "สองพ่อลูกตระกูลซือลำบากมาหลายปี กว่าจะกลับมาได้ครบสามสิบสองก็ไม่ง่าย เนื้อพวกนี้ควรจะเก็บไว้ให้สองพ่อลูกเขาบำรุงร่างกายสิ"
หลี่เซี่ยงตงอธิบายว่า "วางใจเถอะครับปู่ย่า พวกเราแบ่งไว้ให้พวกเขาแล้ว เจ้าปินจองหัวหมูไว้ตั้งหัวนึง แถมยังมีเครื่องในครบชุดอีก เนื้อตั้งเยอะแยะกินไม่หมดหรอกครับ อากาศร้อนแบบนี้เก็บไว้ก็เสียของ พวกเราเลยแบ่งกันคนละนิดละหน่อยเอามาให้ที่บ้านชิมกันครับ"
พี่สะใภ้รองได้ยินคำพูดของน้องสามีก็ตกใจ "แม่เจ้าโว้ย! หัวหมูทั้งหัว กับเครื่องในอีกหนึ่งชุด! พวกนายนี่กินล้างกินผลาญจริง ๆ บ้านเราทั้งปีกินเนื้อยังไม่เยอะขนาดนี้เลย!"
"แกจะโวยวายอะไร เนื้อนี่ใช่ของบ้านเราซะที่ไหน?"
แม่หลี่ถลึงตาใส่ลูกสะใภ้รอง แล้วหันมาพูดกับหลี่เซี่ยงตง "เจ้าปินรอบนี้ใจป้ำจริง ๆ เมียเขาใกล้คลอดแล้วใช่ไหม? ถึงเวลาแกอย่าลืมบอกแม่นะ แม่จะเอาไข่ไก่ไปเยี่ยมเมียเจ้าปินหน่อย"
ในบรรดาเพื่อนสนิทของหลี่เซี่ยงตง แม่หลี่ถูกชะตากับเฉียนปินที่สุด ไม่ใช่ว่าแกเป็นคนมองคนที่ฐานะ แต่อาเจ๋อที่มีพ่อเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แกก็ยังไม่ค่อยชอบขี้หน้าเท่าไหร่
ยุคสมัยนี้ ใครมีงานมีการทำเป็นหลักแหล่ง ในสายตาผู้ใหญ่ก็ถือว่าเป็นเด็กดีทั้งนั้น
หลี่เซี่ยงตงพยักหน้า "ได้ครับ ผมรู้แล้ว"
เขาหยิบแก้วสังกะสีเดินไปหาปู่กับย่า เลือกคีบเนื้อหัวหมูส่วนที่เปื่อยนุ่มให้ปู่กับย่าคนละสองชิ้น "ลองชิมดูครับ เจ้าปินตุ๋นเนื้อได้เปื่อยมากเลย"
"ให้เด็ก ๆ กินเถอะ ปู่กับย่าแก่ป่านนี้แล้วจะกินเนื้อไปทำไม"
ปู่หลี่มองเหลน ๆ ที่เข้ามายืนมุงดูตาละห้อย ท่านรับแก้วสังกะสีจากมือหลี่เซี่ยงตงแล้วเลื่อนไปตรงหน้าแม่หลี่
"พวกแกลองชิมกันดู ที่เหลือก็แบ่งให้เด็ก ๆ กิน ให้พวกมันได้กินเยอะหน่อย"
"คุณทวดใจดีที่สุดเลย!"
เด็ก ๆ ดีใจจนเนื้อเต้น
"ดีใจอะไรกัน? กลับไปซดน้ำแกงของพวกแกนู่น!"
หลี่เซี่ยงตงรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเป็นแบบนี้ ดีนะที่เขาคีบให้ปู่กับย่าก่อน ท่านทั้งสองรู้ตัวว่าแก่แล้ว คงไม่ยอมแย่งของกินลูกหลานหรอก
พ่อแม่ พี่ชายพี่สะใภ้ และภรรยาของเขา ต่างคีบเนื้อไปคนละชิ้น
พ่อหลี่ชอบตับหมูที่สุด แกคิดว่ากินแล้วหอมมันที่สุด คีบเข้าปากเคี้ยวช้า ๆ อย่างละเมียดละไม ไม่ยอมกลืนง่าย ๆ
ไม่เหมือนพี่รอง ที่โยนเนื้อหัวหมูเข้าปาก เคี้ยวแจ๊บ ๆ สองทีแล้วกลืนลงคอไปเลย
ผู้ใหญ่กินกันคนละชิ้นก็พอแล้ว เนื้อที่เหลือยังมีอีกเยอะ จึงยกไปวางที่โต๊ะเล็กให้เด็ก ๆ แบ่งกันกิน
ทันใดนั้น หลี่เสี่ยวเทาก็ร้องเสียงสั่นเครือฟ้องพี่น้อง "พี่ใหญ่! เสี่ยวโป๋! รีบมาดูเร็ว เข้า เสี่ยวไห่มันซดน้ำแกงหมดเกลี้ยงเลย ฉันยังไม่ได้กินสักคำ!"
โจวอวี้ฉินได้ยินว่าลูกชายก่อเรื่องอีกแล้ว ก็โมโหเดินเข้าไปดึงหลี่เสี่ยวไห่มากอด แล้วฟาดก้นไปหลายที
หลี่เสี่ยวไห่หัวเราะเอิ๊กอ๊ากไม่ร้องไห้สักแอะ น้ำแกงเต็มแก้วทำเอาเขาอิ่มแปล้ ในมือยังกำแก้วเปล่าไม่ยอมปล่อย ลิ้นก็ยังแลบออกมาเลียเศษเนื้อก้นแก้วอยู่
พี่สะใภ้ใหญ่และพี่สะใภ้รองรีบเข้ามาห้ามโจวอวี้ฉิน พี่สะใภ้รองปลอบว่า "อย่าตีลูกเลย เด็กมันกินน้ำแกงนิดหน่อยจะเป็นไรไป? อีกอย่างนี่ก็ของที่เจ้าสามเอามาทั้งนั้น"
พี่สะใภ้ใหญ่เดินเข้าไปตบหัวหลี่เสี่ยวเทาเบา ๆ
"แกจะแหกปากร้องทำไม? เนื้อก็เอามาวางให้แล้ว เขาไม่ให้แกกินรึไง? ถ้ายังทำตัวทุเรศอีก ก็ออกไปยืนข้างนอกไม่ต้องกิน! เอาส่วนของแกให้น้อง ๆ แบ่งกันซะ!"
หลี่เซี่ยงตงมองดูความวุ่นวายในครอบครัวอย่างไม่ใส่ใจ ชาติที่แล้วหลังจากภรรยาเสียชีวิต เขาก็ไม่ได้สัมผัสบรรยากาศครอบครัวแบบนี้มานานมากแล้ว
เขานั่งลงบนเก้าอี้ของภรรยา เอื้อมมือไปอุ้มลูกสาวจากอ้อมกอดแม่หลี่ "เสี่ยวชี อร่อยไหมลูก? หางหมูหอมไหม?"
"พ่อ... กิน..."
หลี่เสี่ยวจูนึกว่าพ่ออยากกิน เลยยื่นหางหมูในมือมาให้อย่างใจกว้าง
"พ่อไม่กิน ลูกกินเถอะ ลูกสาวพ่อเก่งจริง ๆ"
หลี่เซี่ยงตงหอมแก้มมันแผล็บของลูกสาวฟอดใหญ่
หลี่เสี่ยวจูดีใจมาก สองมือประคองหางหมู กระโดดโลดเต้นอยู่บนตักพ่อ
"แม่ครับ เอาตั๋วอาหารให้ผมหน่อย พวกผมเพื่อนฝูงนึ่งหมั่นโถวแป้งผสมหม้อใหญ่ไว้ที่บ้านอาเจ๋อ"
สมัยนี้เป็นแบบนี้แหละ อาหารการกินของแต่ละบ้านมีจำกัด เวลาไปเยี่ยมเยียนใครหรือกินข้าวบ้านใคร ก็ต้องพกตั๋วอาหารติดตัวไปด้วย
แม่หลี่ล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เปิดออกหยิบตั๋วอาหารออกมาสองสามใบ แล้วถามว่า "จะเอากี่ชั่ง?"