- หน้าแรก
- พลิกผันคืนวันเก่า สู่ความรุ่งเรืองของครอบครัว
- บทที่ 14: ไม่กล้าไปสู้หน้าพ่อตา!
บทที่ 14: ไม่กล้าไปสู้หน้าพ่อตา!
บทที่ 14: ไม่กล้าไปสู้หน้าพ่อตา!
หลี่เซี่ยงตงเห็นทุกคนในบ้านกำลังรอให้เขาพูด เขาจึงรู้ว่าวันนี้คงต้องสารภาพความจริงเสียแล้ว
เขากัดฟัน เอาวะ! ขายหน้าก็ขายหน้า "ก่อนผมจะกลับเข้าเมืองไม่กี่วัน ตอนไปตัดหญ้าเลี้ยงหมู ผมไม่ทันระวัง เกือบทำหมูของหมู่บ้านตายยกเล้า"
ลานบ้านเงียบกริบในทันใด...
สายตาของทุกคนที่มองมาเริ่มเปลี่ยนไป แม้แต่ปู่กับย่ายังส่ายหน้าไปมา
แม่หลี่กระโดดเข้ามาทุบตีเขา "ไอ้ลูกไม่รักดี! แบกหามก็ไม่เอาอ่าว ตัดหญ้าเลี้ยงหมูก็ยังทำไม่ดี แกจะทำอะไรกินได้ฮะ?!"
พ่อหลี่ยิ่งโกรธจนถอดรองเท้าเตรียมจะเข้ามาฟาด "ไอ้ลูกเวร ทำอะไรไม่เป็นโล้เป็นพาย แต่เรื่องสร้างปัญหาแกนี่มันที่หนึ่งเลยนะ!"
หลี่เซี่ยงตงหลบไปตะโกนไป "ผมไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย! อีกอย่างหมูก็ไม่ได้ตาย แค่ท้องเสียไปไม่กี่วันเอง!"
ประโยคนี้เขาไม่ได้โกหก ตอนนั้นเขาเพิ่งรู้ข่าวว่าจะได้กลับเข้าเมืองเร็ว ๆ นี้
พอทำงานก็มัวแต่ดีใจ ไม่ได้ใส่ใจกับการตัดหญ้าเลี้ยงหมู ไม่รู้ว่าหมูของหมู่บ้านไปกินอะไรเข้าไป
สุดท้ายพวกมันท้องเสียกันอยู่สี่ห้าวัน เกือบจะขาดน้ำตายกันหมด...
ต่อมาสมุห์บัญชีหมู่บ้านมาหาเขา บอกว่าหมูที่ท้องเสียพวกนั้นชั่งน้ำหนักแล้ว รู้ว่าเขาไม่ได้เจตนา เลยปัดเศษทิ้ง ให้เขาชดใช้ให้หมู่บ้าน 6 หยวน
ตอนนั้นเขาจะเอาเงินมาจากไหน?
จะเขียนจดหมายมาขอเงินที่บ้านก็ไม่ทันการณ์ อีกสองวันเขาก็ต้องกลับเข้าเมืองแล้ว สุดท้ายเลยต้องหน้าด้านไปหาพ่อตาที่หมู่บ้านโจวข้าง ๆ
แต่เขาก็ไม่กล้าพูดตรง ๆ เลยหลอกพ่อตาว่า พวกเราทั้งครอบครัวจะกลับเข้าเมืองแล้ว ให้พ่อตาไปดูหน้าหลานชายหลานสาวหน่อย เดี๋ยวอีกไม่กี่วันจะคิดถึงหลาน
พ่อตาที่เป็นชาวนาซื่อ ๆ ไม่เคยคิดเลยว่าลูกเขยจะมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวขนาดนี้
สุดท้ายนอกจากต้องควักเงิน 6 หยวนแล้ว ยังต้องขายหน้าไปด้วย
เลี้ยงหมูยังไงให้หมูเกือบขี้แตกตาย เรื่องนี้ในชนบทถือเป็นเรื่องตลกขบขันระดับตำนาน!
หลี่เซี่ยงตงยังจำได้ดี ตอนพ่อตากลับบ้านวันนั้น แกมองเขาด้วยความโกรธจนปากสั่นพะงาบ ๆ!
"พ่อ แม่ อย่าตีเขาเลยค่ะ"
โจวอวี้ฉินรู้ว่าสามีของเธออายที่จะกลับไปหมู่บ้านโจว และอายที่จะไปสู้หน้าพ่อเธอ
เธอเข้าไปขวางพ่อหลี่และแม่หลี่ไว้ "เรื่องมันจบไปแล้ว ถ้าเขาไม่อยากกลับ อีกสองวันฉันกลับไปเองก็ได้ค่ะ พ่อกับแม่อย่าโมโหไปเลย"
ปู่หลี่ถามขึ้นว่า "ตกลงพ่อตาของแกเป็นคนตามเช็ดก้นให้ใช่ไหม?"
โจวอวี้ฉินพยักหน้า "พ่อฉันจ่ายเงินให้หมู่บ้านไป 6 หยวนค่ะ จริง ๆ เรื่องมันจบไปแล้ว เขาแค่อายที่จะไปเจอหน้าพ่อฉันเท่านั้นเอง"
ปู่หลี่ถอนหายใจ มองหน้าหลี่เซี่ยงตงแล้วพูดว่า "ว่ากันตามจริง ตราบใดที่หมูไม่ตาย และใช้เงินแก้ปัญหาได้ ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่ประเด็นคือยังไง? แกกะว่าจะไม่ไปเจอหน้าพ่อตาแกไปตลอดชีวิตเลยรึ?"
"ผมแค่เขิน ๆ น่ะครับ"
หลี่เซี่ยงตงเกาศีรษะแก้เก้อ เขารู้ดีว่าเรื่องพรรค์นี้ในชนบทแพร่กระจายเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง คาดว่าพ่อตาของเขาคงไม่กล้าออกจากบ้านอยู่พักใหญ่
พ่อหลี่เตะก้นหลี่เซี่ยงตงไปทีหนึ่ง "ไอ้ลูกเลว อยู่บ้านก็ผลาญสมบัติฉัน เอาบุหรี่ฉันคืนมาเดี๋ยวนี้เลยนะ! ไปอยู่บ้านนอกก็ผลาญพ่อตาตัวเองอีก อีกสองสามวันไปซื้อของดี ๆ แล้วไปขอโทษพ่อตาแกด้วยตัวเองซะ!"
ย่าหลี่เสริมขึ้นว่า "เจ้าตง ทำตามที่พ่อแกบอกนั่นแหละ รอตอนแกพาเมียไปทำเรื่องย้ายทะเบียนบ้าน ก็ถือโอกาสไปขอโทษพ่อตาแกซะ"
หลี่เซี่ยงตงปัดรอยเท้าที่ก้น พยักหน้ารับ "ทราบแล้วครับย่า"
"เรื่องนี้ห้ามใครพูดถึงอีก ถือซะว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น พาพวกเด็ก ๆ กลับเข้าห้องแล้วกำชับให้ดี อย่าให้เรื่องนี้รู้ไปถึงหูเพื่อนบ้านในตรอกเด็ดขาด"
ปู่หลี่สรุปจบ ทุกคนในลานบ้านต่างพยักหน้ารับทราบ แล้วแยกย้ายกันไปตามคำสั่ง
ณ ห้องปีกตะวันตก
หลี่เซี่ยงตงกลับเข้าห้องรื้อค้นข้าวของ พรุ่งนี้เขาต้องไปรายงานตัวที่สถานีรถไฟ ต้องแต่งตัวให้ดูดีหน่อย
เขาเอาเสื้อผ้าที่มีอยู่น้อยนิดออกมาจากตู้เสื้อผ้าดูทีละตัว ก็พบว่าแทบไม่มีตัวไหนใส่โชว์ใครได้เลย
เสื้อผ้าก่อนไปชนบทใส่ไม่ได้นานแล้ว แม่เขาเอาไปแก้ให้หลี่เสี่ยวเจียงกับพี่น้องคนอื่นใส่ต่อ เดี๋ยวนี้บ้านไหน ๆ ก็เป็นแบบนี้ พี่ใส่ไม่ได้ก็ส่งต่อให้น้อง เสื้อผ้ามีรอยปะซ้อนรอยปะ ตรงขากางเกงมีแต่รอยเข็ม
ตอนไปอยู่ชนบท สภาพสังคมตอนนั้น เขาที่เป็นปัญญาชนลงไปรับการศึกษาใหม่จากชาวนาผู้ยากไร้ ถ้าเสื้อผ้าไม่มีรอยปะสักสองสามรอย จะดูเหมือนรับการศึกษาไม่ลึกซึ้ง ไม่กลมกลืนกับชนชั้นกรรมาชีพ
แม้แต่ช่วงที่กลับมาอยู่ในเมือง เขาก็ยังไม่ได้ใส่เสื้อผ้าดี ๆ สักชุด ตั๋วผ้าที่บ้านมีจำกัด ต้องเก็บไว้ตัดชุดใหม่ตอนตรุษจีน ผ้ามีตำหนิที่ร้านสหกรณ์ก็ไม่ได้มีขายตลอด ตอนนี้เขาใส่แค่เสื้อกล้ามสีขาวกับกางเกงขาสั้นตัวใหญ่ ซึ่งก็เป็นของพ่อเขานั่นแหละ
สุดท้ายก็หาเจอชุดหนึ่งที่ไม่มีรอยปะ ดูแล้วเป็นชุดที่ซื้อตอนแต่งงาน โชคดีที่ตอนเขาแต่งงานเป็นฤดูร้อน ตอนนี้เลยเอามาใส่ได้พอดี
เสื้อเชิ้ตแขนสั้นผ้าดีเครอน กับกางเกงสีเขียวทหาร กางเกงทำจากผ้าฝ้ายแท้ยังพอทน แต่เสื้อเชิ้ตดีเครอนนี่เขาไม่ชอบเลยจริง ๆ มันไม่ซับเหงื่อ ถ้าใส่ทำงานละก็ เหงื่อไหลไคลย้อยแน่ ๆ
แต่จะไม่ใส่ก็ไม่ได้ เขาจัดการสวมเสื้อผ้า แล้วหยิบรองเท้าเซฟตี้คู่ใหม่ออกมา ที่บ้านไม่ขาดแคลนของพวกนี้ เพราะเป็นของที่หน่วยงานพ่อและพวกพี่ชายแจกให้
ยืนอยู่หน้ากระจก หลี่เซี่ยงตงจัดทรงผมไปมาสองสามที
ไปอยู่ชนบทมาเจ็ดแปดปี ใบหน้าหล่อ ๆ ของเขายังดูอ่อนเยาว์เหมือนเดิม กาลเวลามักจะแอบละเว้นคนหน้าตาดีแบบเขาเสมอ
หลี่เซี่ยงตงหันกลับไปมองโจวอวี้ฉินที่กำลังประคองลูกสาวหัดเดินบนเตียงดิน แล้วพูดอย่างภูมิใจว่า "เป็นไง ผัวคุณหล่อไหม? เราแต่งงานกันมาสี่ปีแล้ว สามีคุณคนนี้ยังหล่อเฟี้ยวเหมือนตอนดูตัวเปี๊ยบเลย"
"อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย คุณเป็นผู้ชายแท้ ๆ ทำไมถึงห่วงสวยห่วงงามยิ่งกว่าผู้หญิงอีก"
โจวอวี้ฉินรู้สึกระอาใจ ตอนนั้นเธอคงโดนผีบังตา เห็นเขาหน้าตาดีแถมพูดจาคารมคมคาย เลยตกลงปลงใจแต่งงานด้วยความซื่อ ใครจะไปคิดว่าชีวิตหลังแต่งงานจะน่าปวดหัวขนาดนี้
ยังดีที่ตั้งแต่เช้าวันนี้ เธอสังเกตเห็นว่าสามีเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น บวกกับเรื่องงานก็แก้ปัญหาได้แล้ว เธอเชื่อว่าชีวิตต่อจากนี้คงจะค่อย ๆ ดีขึ้น
หลี่เซี่ยงตงส่ายหน้า "คุณไม่เข้าใจ หรอก นี่เขาเรียกว่าหน้าเด็ก อีกยี่สิบปีผมก็ยังหน้าตาแบบนี้ ถึงตอนนั้นเราสองคนคงดูเหมือนแม่ลูกกัน แล้วถ้าผ่านไปอีกสี่สิบปี เราเดินออกจากบ้านด้วยกัน คนอื่นคงทักว่า 'เฮ้ย หลานชายคนนี้กตัญญูจัง รู้จักพาคุณย่ามาเดินเล่นด้วย'"
พูดจบ หลี่เซี่ยงตงที่เพิ่งได้สติก็รีบถ่มน้ำลาย 'ถุย ๆ' หลายที ทำไมเขาถึงแช่งตัวเองแบบนั้นล่ะเนี่ย