- หน้าแรก
- ทะลุมิติพลิกชะตา ด้วยหอคอยสมบัติ
- บทที่ 19 ไปสหกรณ์ครั้งแรก
บทที่ 19 ไปสหกรณ์ครั้งแรก
บทที่ 19 ไปสหกรณ์ครั้งแรก
"ได้ผลจริงๆ ด้วย แบบนี้ก็หมดห่วง" จางเสี่ยวหลงทดลองเสร็จ ยื่นมือไปจับปลาตัวนั้น เตรียมจะปล่อยลงสระพลังปราณ ทันใดนั้น มือเขาก็ชะงัก "ปลาตัวนี้... โตขึ้นตั้งรอบหนึ่ง?" เขาเพ่งมองอย่างละเอียด เอามาเทียบกับนิ้วก้อยตัวเองอีกที จากลูกปลาตัวเท่าขนาดนิ้วก้อย ตอนนี้โตเท่าขนาดนิ้วกลางแล้ว การค้นพบนี้ทำให้เขาทั้งตื่นเต้นและคาดหวัง ตื่นเต้นที่น้ำพลังปราณช่วยเร่งการเจริญเติบโตของปลา คาดหวังว่าพรุ่งนี้มันจะโตเท่าฝ่ามือไหมนะ? จางเสี่ยวหลงปล่อยปลาลงสระ แล้วตักน้ำพลังปราณใส่กระบวย เริ่มปฏิบัติการจับปลาอีกครั้ง
รอบนี้ใส่น้ำพลังปราณเยอะหน่อย แป๊บเดียวก็ดึงดูดปลามาเพียบ มีทั้งปลาตะเพียนตัวยาวสิบเอ็ดสิบสองเซนติเมตรปนมาด้วย มีประสบการณ์จากรอบแรก รอบสองเลยคล่องปรื๋อ กระบวยเดียวได้ปลาตะเพียนห้าตัว ปลาบู่ทรายสามตัว ปลากินหญ้าหนึ่งตัว แล้วก็ปลาไหลตัวเล็กอีกหนึ่งตัว ทีเดียวได้ปลามาสิบตัวรวด จางเสี่ยวหลงเพ่งจิต ส่งปลาทั้งสิบลงสระพลังปราณทันที ตลอดทั้งวัน จางเสี่ยวหลงไม่ไปไหน ขลุกจับปลาอยู่ที่บ่อน้ำเล็กๆ นี่แหละ หิวก็กินเก๋ากี้รองท้อง แวะไปนวดตัวใต้หน้าน้ำตก หิวน้ำก็ดื่มน้ำพลังปราณ ชีวิตดี๊ดี ไม่มีความกดดันเรื่องงานในชาติก่อน ไม่มีกิเลสตัณหาทางวัตถุ สบายใจสุดๆ วันทั้งวัน จางเสี่ยวหลงจับปลาได้สามร้อยกว่าตัว ตัวไม่ใหญ่มาก ใหญ่สุดก็ไม่เกินฝ่ามือ แต่จางเสี่ยวหลงไม่สน เรื่องขนาดไม่ใช่ปัญหา ยังไงน้ำพลังปราณก็ช่วยเร่งโตได้อยู่แล้ว แค่ได้กินช้าหน่อยจะเป็นไรไป เผลอๆ ตัวเล็กๆ อาจจะดีกว่า ปลาที่ดื่มน้ำพลังปราณตั้งแต่เด็ก คุณภาพน่าจะดีกว่าปลาที่มาดื่มตอนโต
เรื่องจางเสี่ยวหลงล่ากระต่ายป่าได้กลายเป็นขี้ปากชาวบ้านไปทั่วกองพล ครอบครัวจางเป่าจู้นับว่าได้ยืดอกคุยกับเขาบ้างแล้ว กระต่ายป่าหนักสิบกว่าจิน ทำเอาคนในกลุ่มผลิตเดียวกันอิจฉาตาร้อน ตลอดเวลาทำงานตอนกลางวัน ชาวบ้านคุยกันแต่เรื่องนี้ "เป่าจู้ ได้ข่าวว่าลูกชายบ้านแกเข้าป่าเหรอ? ล่ากระต่ายได้ตัวตั้งสิบกว่าจิน?"
"อืม ก็มีเรื่องแบบนั้นแหละ"
"ลูกชายบ้านแกเก่งว่ะ ไอ้ลูกชายบ้านฉันวันๆ เอาแต่กิน ลูกชายกินจุจนพ่อจะจนตายอยู่แล้ว!"
"ฮะๆ ก็เหมือนกันแหละน่า..." จางเป่าจู้พูดน้อย แต่สีหน้าภูมิใจและลำพองใจปิดไม่มิด
"ซิ่วเจิน ลูกชายเธอเข้าป่าจริงเหรอ?"
"จริงสิ! เด็กคนนี้ไม่รู้ไปเอาความกล้ามาจากไหน จับกระต่ายได้ด้วย! ฉันกับพ่อเขายังดุไปยกใหญ่"
"ก็ควรดุแหละ ในป่าไม่เหมือนในหมู่บ้านเรา เกิดไปเจอเสือสิงห์กระทิงแรดเข้าจะอันตราย!"
"นั่นสิแม่! พวกเราก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน"
"จริงสิ แล้วกระต่ายหนักสิบกว่าจินจริงเหรอ?"
"ก็ไม่ใหญ่มากหรอก แค่สิบสี่สิบห้าจินเอง!"
"นี่ยังไม่ใหญ่อีกเหรอ? เสี่ยวหลงนี่เก่งจริงๆ กระต่ายตัวขนาดนี้ ห้าหยวนยังหาซื้อไม่ได้เลยนะ" ครอบครัวจางเป่าจู้ตอบทุกคำถามของชาวบ้านอย่างไม่มีกั๊ก ลูกชายเก่งขนาดนี้ ยิ่งคนถามเยอะยิ่งดี
ตกเย็นกลับถึงบ้าน จางเป่าจู้ยิ้มจนแก้มค้าง หลินซิ่วเจินดึงลูกชายมาหมุนดูรอบตัว หกเฟิ่ง เจ็ดเฟิ่ง แปดเฟิ่ง เก้าเฟิ่ง รุมล้อมเข้ามา จางเสี่ยวหลงเริ่มใจคอไม่ดี หรือจะไปหาเมียมาให้เขาแล้วจริงๆ? "แม่ พี่ มีอะไรกันหรือเปล่า?"
"ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากดูหน้าลูกชายคนเก่งของแม่เฉยๆ"
"น้องเล็ก แกไม่รู้หรอก คนในกองพลอิจฉาบ้านเราจะตายอยู่แล้ว เที่ยวมาถามเรื่องกระต่ายกันใหญ่!"
"หน้าเมียหัวหน้ากลุ่มงี้ บึ้งตึงจนน้ำแข็งเกาะเลยมั้ง"
"หลายคนถามว่าเนื้อกระต่ายหอมไหม น้ำลายยืดกันเป็นแถว!"
คนละประโยคสองประโยค น้ำเสียงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจที่หาได้ยาก และทั้งหมดนี้เป็นเพราะจางเสี่ยวหลง "แฮ่ม เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อยน่า วันหลังยังมีกระต่ายอีก ไม่ใช่แค่กระต่ายนะ ไก่ป่า หมูป่าก็มี... โอ๊ย ใครดึงหูผมเนี่ย? แม่ครับ ผมผิดไปแล้ว! วันหลังไม่เข้าป่าแล้วครับ..." หลินซิ่วเจินไม่ได้ออกแรงเลย แค่วางมือแปะที่หูเฉยๆ การแสดงระดับรางวัลออสการ์ของจางเสี่ยวหลง เรียกเสียงฮาครื้นเครงจากทุกคนในบ้าน
คอมมูนเซิ่งลี่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกองพลจางจวง ห่างไปประมาณสิบห้าลี้ แดดออกสองวัน ถนนโคลนเละเทะเริ่มแห้งแข็งตัวเป็นรอยเท้าคนเดินลึกตื้นไม่เท่ากัน เดินเหยียบตามรอยเท้าพวกนี้ รองเท้าก็ไม่เปื้อนโคลน วันนี้หลินซิ่วเจินหยุดงาน พาจางเสี่ยวหลงกับจางจิ่วเฟิ่งไปคอมมูนเซิ่งลี่ ระยะทางสิบห้าลี้ เดินเท้ากันเป็นชั่วโมง "ถ้าไม่ได้เสบียงที่เสี่ยวหลงซื้อมา พี่คงเดินไม่ไหวแน่ คงหิวจนเป็นลมไปแล้ว" จางจิ่วเฟิ่งควงแขนหลินซิ่วเจินพูดขึ้น "จริงของแก พ่อแกสองสามวันมานี้อาการก็ดีขึ้นเยอะ!" อาหารการกินที่ดีขึ้นของบ้านตระกูลจาง ส่งผลลัพธ์ที่ชัดเจนทันตาเห็น หลังข้ามมิติ นี่เป็นครั้งแรกที่จางเสี่ยวหลงมาคอมมูน ก้าวเข้าสู่ถนนสายหลักของคอมมูนเซิ่งลี่ ความคึกคักและเสียงจอแจก็พุ่งเข้าปะทะหน้า สองข้างทางของถนนสายหลัก มีบ้านอิฐและบ้านดินตั้งสลับกันไปอย่างมีระเบียบ
"ชุนเสี่ยว—ชุนเหมียนปู้เจวี๋ยเสี่ยว ชู่ชู่เหวินถีเหนียว เย่ไหลเฟิงอวี่เซิง ฮวาหลั่วจือตัวเส่า..." (กลอนชุนเสี่ยว - รุ่งอรุณแห่งฤดูใบไม้ผลิ) เสียงท่องหนังสือเจื้อยแจ้วดังมาจากโรงเรียนประถมของคอมมูน จินตนาการภาพเด็กๆ วัยสดใสกำลังตั้งใจเรียนได้เลย ผู้คนที่เดินขวักไขว่สวมเสื้อผ้าสีทึมๆ ส่วนใหญ่เป็นเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้ม กางเกงสีเทา มีเกวียนวัววิ่งสวนไปมาเป็นระยะ "ข้างหน้าก็ถึงสหกรณ์แล้ว!" หลินซิ่วเจินชี้ไปที่อาคารหลังหนึ่งข้างหน้า จางเสี่ยวหลงมองอาคารก่ออิฐถือปูนตรงหน้า อิฐสีเขียว หลังคามุงกระเบื้องสีเทา ผนังทาสีขาว แต่โดนแดดเลียลมพัดจนสีหลุดล่อนเป็นด่างดวง เดินเข้าไปในสหกรณ์ ตู้กระจกยาวเหยียดตั้งเด่น แบ่งแยกลูกค้ากับพนักงานขายออกจากกัน ภายในร้านมีประตูข้างซ้ายขวา ข้างหนึ่งรับซื้อของเก่า อีกข้างขายปุ๋ยฟอสเฟต ปุ๋ยโพแทส ฝั่งรับซื้อของเก่าเงียบเหงา ฝั่งขายปุ๋ยก็เช่นกัน เพิ่งจะต้นฤดูใบไม้ผลิ ชั้นดินเยือกแข็งเพิ่งเริ่มละลาย ยังทำนาไม่ได้ รออีกสักสองเดือน พอดินละลายหมด อากาศอุ่นขึ้น คนคงแห่มาซื้อปุ๋ยกันตรึม
อาจเพราะเพิ่งผ่านตรุษจีน สหกรณ์เลยคนไม่เยอะ มีลูกค้าแค่สิบกว่าคนยืนดูของหน้าตู้กระจก จางเสี่ยวหลงไม่เคยมาสหกรณ์ ในความทรงจำเดิมก็เลือนราง เขาเลยมองสินค้าในตู้กระจกด้วยความสนใจ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน บุหรี่ เหล้าขวด และอื่นๆ วางเรียงราย หลังตู้กระจกมีโอ่งใหญ่หลายใบ แปะกระดาษแดงขนาดหนึ่งฟุต เขียนตัวอักษรสีดำตัวเบ้อเริ่มว่า: ซีอิ๊ว, น้ำส้มสายชู, เหล้าตัก เป็นต้น ที่แท้น้ำตาลทรายในสหกรณ์ก็ขายแบบตักแบ่ง เกลือก็ตักแบ่ง... จางเสี่ยวหลงเปิดหูเปิดตาแล้ว สหกรณ์เทียบกับซูเปอร์มาร์เก็ตในยุคหน้าไม่ได้เลย สินค้าหลายอย่างไม่เหมือนภาพจำของเขา แต่อย่างหนึ่งที่เขามั่นใจ คืออาหารการกินที่นี่ปลอดภัยไร้กังวล คนยุคนี้ซื่อสัตย์ ไม่มีพ่อค้าหน้าเลือดคนไหนแอบใส่สารเติมแต่งมั่วซั่วหรอก