- หน้าแรก
- ทะลุมิติพลิกชะตา ด้วยหอคอยสมบัติ
- บทที่ 10 รับมอบมีดปลายปืนทหาร
บทที่ 10 รับมอบมีดปลายปืนทหาร
บทที่ 10 รับมอบมีดปลายปืนทหาร
จางเสี่ยวหลงแอบขำในใจ: ของเกรดต่ำสุดแค่นี้ พี่ก็ดีใจออกนอกหน้าขนาดนี้แล้วเหรอ? นี่ถ้าได้เห็นเก๋ากี้ 5J เข้าไป ไม่หัวใจวายตายไปเลยหรือไง? "อร่อยมันแน่อยู่แล้วครับ ของดีแบบนี้ ผมต้องเสี่ยงตายเข้าไปเก็บในป่าลึก แย่งมาจากปากเสือปากหมาป่าเลยก็ว่าได้ พี่ไม่ใช่คนแถวนี้ คงไม่รู้หรอกว่าป่าลึกมันอันตรายแค่ไหน เอาเถอะ พูดไปพี่ก็คงไม่เข้าใจ"
หลิวจวิ้นจงยิ้มเจื่อนๆ "ไม่ปิดบังน้องชาย พี่ไม่ใช่คนแถวนี้จริงๆ อย่างที่นายว่า พี่ไม่รู้เรื่องในป่าเท่าไหร่ แต่นายวางใจได้ เก๋ากี้ลูกใหญ่คุณภาพดีขนาดนี้ เอาอย่างนี้นะ..." เขาหยุดคิดนิดหนึ่ง กัดฟันพูดต่อ "พี่เพิ่มตั๋วเนื้อให้อีกห้าจิน เงินอีกสิบหยวน ราคานี้โอเคไหม?"
จางเสี่ยวหลงนิ่งเงียบ คิดในใจว่า อีกฝ่ายบอกว่าเป็นกระสายยา แสดงว่าคงไม่ใช่การซื้อขายครั้งเดียวจบ แถมสำเนียงและคำพูดคำจา ดูทรงแล้วน่าจะเป็นตำรวจในเมือง เส้นสายคงกว้างขวาง ถ้าฟันกำไรโหดเกินไปในครั้งแรก เดี๋ยววันหลังจะขายของยาก เพื่อการค้าขายระยะยาว ยอมลดกำไรให้หน่อยดีกว่า
หลิวจวิ้นจงเห็นจางเสี่ยวหลงเงียบ นึกว่าไม่พอใจราคา เลยรีบพูดเสริม "รอบนี้พี่พกเงินกับตั๋วเนื้อมาแค่นี้ ถ้าไม่พอจริงๆ เดี๋ยวคราวหน้าพี่เอาตั๋วเนื้อห้าจินกับเงินสิบหยวนมาเพิ่มให้" จางเสี่ยวหลงล้วงเก๋ากี้ออกมาอีกกำมือ ยื่นให้อีกฝ่าย "คนบ้านป่าอย่างพวกผมซื่อสัตย์ ไม่ฉวยโอกาสโก่งราคาหรอกครับ เอาตามราคาเดิมนั่นแหละ ตั๋วเนื้อสิบห้าจิน เงินสามสิบหยวน ขายให้ครึ่งจิน"
การหักมุมนี้ทำเอาหลิวจวิ้นจงตั้งตัวไม่ทัน "เอ่อ~ หา? เก๋ากี้คุณภาพดีขนาดนี้ พี่จะเอาเปรียบนายไม่ได้หรอก เอาอย่างนี้ละกัน~" เขารับเก๋ากี้มา ใส่ลงในกระเป๋าผ้าใบอย่างระมัดระวัง แล้วล้วงมีดสั้นยาวฟุตกว่าๆ เล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋า ปลอกมีดทำจากหนังสัตว์ดูหยาบๆ "นายเข้าป่าหาของบ่อยๆ คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอสัตว์ร้าย มีดปลายปืนเล่มนี้อยู่กับพี่ในสนามรบมาหลายปี พี่ขอมอบให้นาย"
จางเสี่ยวหลงอึ้งไปเลย นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมาไม้นี้ อุตส่าห์จะลดราคาให้ ดันได้มีดทหารกลับมาแทน ถ้าเป็นของอย่างอื่น จางเสี่ยวหลงคงไม่สนใจเท่าไหร่ แต่มีดปลายปืนนี่คนละเรื่อง ยุคสมัยนี้ที่บ้านแม้แต่กระทะเหล็กยังไม่มี อย่าว่าแต่มีดเหล็กดีๆ เลย วันหน้ายังต้องเข้าป่าล่าสัตว์ มีดปลายปืนไว้ป้องกันตัวจำเป็นมาก "งั้นก็ขอบคุณมากครับ"
จางเสี่ยวหลงไม่ปฏิเสธ รับมีดมาอย่างรวดเร็ว ยัดใส่กระสอบปุ๋ย แต่ความจริงคือเก็บเข้าพื้นที่หอคอยสมบัติชั้นที่หนึ่ง "เมื่อกี้ปริมาณยังไม่ครบ ผมให้ที่เหลือหมดเลยละกัน" เขาล้วงเก๋ากี้อีกสองกำมือให้ตำรวจชุดคลุมทหาร "ผมมีเท่านี้แหละครับ น้ำหนักน่าจะเกินครึ่งจินแล้ว!" หลิวจวิ้นจงต้องการผลเก๋ากี้มาก เขาเก็บใส่กระเป๋าผ้าอย่างดี แล้วนับตั๋วเนื้อสิบห้าจินกับเงินสามสิบหยวนออกมา "น้องชาย นี่ตั๋วเนื้อกับเงิน ลองนับดู"
"ไม่ต้องหรอกครับ!" จางเสี่ยวหลงล้วงเงินใส่กระเป๋าเสื้อ (ซึ่งจริงๆ ก็เก็บเข้าหอคอยสมบัติไปแล้ว) "จริงสิ ไม่ทราบว่าพี่ชายพอจะบอกชื่อแซ่ได้ไหม? ของมีคมแบบนี้ถ้าไม่มีที่มาที่ไป เดี๋ยวคนในหมู่บ้านจะเอาไปนินทา หาเรื่องฟ้องร้องผมเอาได้" หลิวจวิ้นจงลังเลนิดหนึ่ง แต่ก็บอกตามตรง "น้องชายเตือนได้ดี พี่ลืมคิดไป ที่นี่คือคอมมูนเซิ่งลี่ใช่ไหม?" จางเสี่ยวหลงพยักหน้า หลิวจวิ้นจงพูดต่อ "ผู้กำกับจ้าวที่สถานีตำรวจคอมมูนเซิ่งลี่ เป็นเพื่อนร่วมรบของพี่ เขารู้จักมีดเล่มนี้ดี ถ้ามีใครหาเรื่อง นายไปหาเขาได้เลย! บอกว่าหลิวจวิ้นจงจากสถานีตำรวจอำเภอให้มา"
เป็นอย่างที่จางเสี่ยวหลงคาดการณ์ไว้เป๊ะ หลิวจวิ้นจงเป็นตำรวจมาจากในเมือง ในเมื่อมีโอกาสได้รู้จัก ก็ต้องคว้าโอกาสผูกมิตรไว้ให้แน่น รู้จักเพื่อนเพิ่มหนึ่งคน ก็เหมือนมีลู่ทางเพิ่มอีกหนึ่งสาย จางเสี่ยวหลงยึดถือปรัชญาชีวิตข้อนี้มาตลอด "ขออภัยที่ผมตาต่ำ มองไม่เห็นภูเขาไท่ซาน ที่แท้พี่หลิวก็เป็นถึงตำรวจจากอำเภอ ผมอยู่กองพลจางจวงทางโน้นครับ ชื่อจางเสี่ยวหลง!"
เมื่อแนะนำตัวกันแล้ว หลิวจวิ้นจงก็ไม่ปิดบังอีกต่อไป ถอดหมวกเปิดหน้า เผยให้เห็นใบหน้าเหลี่ยมคมเข้มดูเป็นคนซื่อตรง "ที่แท้น้องเสี่ยวหลง นายเรียนหนังสือมาเหรอ?" สำนวนเมื่อครู่ (ตาต่ำมองไม่เห็นภูเขาไท่ซาน) ทำให้หลิวจวิ้นจงสนใจ จางเสี่ยวหลงไม่ตอบตรงๆ "ก็พออ่านออกเขียนได้บ้างครับ จริงสิ ผมมีของดีอีกอย่างจะให้พี่หลิว" หลิวจวิ้นจงมองท่าทางลึกลับของเด็กหนุ่มด้วยความสงสัย แล้วแซวว่า "เด็กตัวแค่นี้ จะมีของดีอะไร?"
"ฮะๆๆ พี่เอาไปกินเดี๋ยวก็รู้ รับไว้สิครับ!" จางเสี่ยวหลงยื่นเก๋ากี้ลูกหนึ่งที่ขนาดเล็กกว่าลูกแก้วนิดหน่อยให้หลิวจวิ้นจง
"นี่คืออะไร?" หลิวจวิ้นจงมองของในมือ อยากจะบอกว่าเป็นเก๋ากี้ แต่พูดไม่ออก ก็เก๋ากี้บ้านใครมันจะใหญ่เท่าลูกแก้ววะ? จางเสี่ยวหลงยิ้มอย่างมีเลศนัย ตบแขนหลิวจวิ้นจงเบาๆ แล้วกระซิบ "ไม่ปิดบังพี่หลิว เก๋ากี้ลูกนี้ผมเจอแถวๆ รังเสือ กินก่อนนอนสักเม็ด รับรองพรุ่งนี้เช้าพี่จะสดชื่นกระปรี้กระเปร่า" หลิวจวิ้นจงสูดปากด้วยความทึ่ง รีบเก็บเก๋ากี้ราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า "มิน่าล่ะถึงใหญ่ขนาดนี้ ที่แท้ก็มาจากรังเสือ ขอบใจมากน้องชาย! พี่ไม่เกรงใจละนะ" คุยกันอีกไม่กี่คำ หลิวจวิ้นจงก็ต้องรีบกลับเข้าเมือง ทั้งคู่เลยแยกย้ายกันที่ทางแยก
จางเสี่ยวหลงมองแผ่นหลังของหลิวจวิ้นจงที่ค่อยๆ หายลับไปที่เส้นขอบฟ้า ดูท่าทางพี่แกยังไม่รู้ความหมายที่แท้จริง ฮิฮิฮิ~ สรรพคุณของเจ้านี่ แรงกว่ายาเม็ดสีฟ้าเป็นพันเท่า แถมไร้ผลข้างเคียง "พี่หลิว คืนนี้พี่ก็จะรู้ฤทธิ์เดชของเก๋ากี้ลูกนี้เองแหละ" จางเสี่ยวหลงซาบซึ้งดี เพราะตัวเองเจอมากับตัว แข็งปั๋งดั่งกระบองวิเศษยันเช้า
จางเสี่ยวหลงไม่กลับไปตลาดมืด จะซื้อเนื้อไปซื้อที่สหกรณ์ดีกว่า คนอย่างเจ้าหน้าหนูที่สะกดรอยตามหลิวจวิ้นจงเมื่อกี้ ในป่าน่าจะมีอีกเพียบ ระวังตัวไว้หน่อยดีกว่า รอบนี้กำไรดีทีเดียว เก๋ากี้ไม่ถึงจิน แลกมาได้ตั๋วเนื้อสิบห้าจิน เงินสามสิบหยวน รวมกับที่ขายมันฝรั่ง ตอนนี้มีตั๋วเสบียงสองร้อยยี่สิบจิน เงินสามสิบหกหยวน ตั๋วเนื้อสิบห้าจิน ในกองพลจางจวง อย่างน้อยบ้านเขาก็ไม่ใช่ที่โหล่เรื่องความจนแล้ว แต่กำไรที่มากที่สุดคือมีดปลายปืนในมือ และคอนเนกชันที่ประเมินค่าไม่ได้ ได้รู้จักหลิวจวิ้นจง วันหน้าอาจจะขยายช่องทางเอามันฝรั่งไปขายในเมืองได้ เรื่องอนาคตพักไว้ก่อน จางเสี่ยวหลงเดินไปพลาง ลูบคลำมีดปลายปืนในมือไปพลาง เขาดึงปลอกมีดหนังสัตว์หยาบๆ ออก มีดปลายปืนสามแฉกสีเงินวาววับ สะท้อนแสงเย็นยะเยือก ปรากฏแก่สายตา ตัวมีดยาวเกือบสี่สิบเซนติเมตร ด้ามจับประมาณห้าหกเซนติเมตร ใบมีดยาวสามสิบสองเซนติเมตร ความหนาและกว้างของใบมีดอยู่ที่ 1.8 เซนติเมตร