เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 หลิวจวิ้นจง

บทที่ 9 หลิวจวิ้นจง

บทที่ 9 หลิวจวิ้นจง


จางเสี่ยวหลงใจกระตุก เท้าที่ก้าวออกไปชะงักลงทันที กำลังกลุ้มว่าจะเอาเก๋ากี้ไปปล่อยที่ไหน ดันมาเจอคนรับซื้อพอดี? นี่มันง่วงปุ๊บก็มีคนยื่นหมอนให้ปั๊บเลยหรือเปล่า? จางเสี่ยวหลงระงับความตื่นเต้น ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้หันหลังเดินกลับเข้าไปในป่า คนตะโกนหาซื้อของเมื่อครู่เป็นชายวัยกลางคน สวมหมวกขนสุนัข ปีกหมวกกว้างปิดบังใบหน้าไปกว่าครึ่ง แถมที่ปิดหูยังปิดมิดชิด มองหน้าค่าตาไม่ชัดเจน ชายคนนั้นสวมเสื้อคลุมทหารสีเขียว มีรอยปะชุนหลายจุด เห็นได้ชัดว่าใส่มาหลายปีแล้ว เสียงซุบซิบดังอื้ออึงในป่า "หนาวขนาดนี้ ใครจะบ้าเข้าป่าไปหาเก๋ากี้?"

"ได้ข่าวว่ามีฝูงหมาป่าลงมา คนจากกองพลข้างๆ เข้าไปตัดฟืนโดนกัดเหวอะเลยนะ"

"ฤดูกาลนี้ ต่อให้เข้าป่าลึก ก็ยากจะหาเก๋ากี้สดเจอ"

ตอนนี้ฟ้าสว่างจ้าแล้ว แสงแดดส่องลอดกิ่งไม้โปร่งลงมาในป่า จางเสี่ยวหลงยืนพิงต้นไม้ อาบแดดอุ่นสบาย เก๋ากี้เหรอ เขามีเพียบ แต่ไม่ได้แปลว่าคนอื่นจะมี ถ้าไม่เห็นกระต่าย อย่าปล่อยเหยี่ยว (ถ้าไม่ได้ราคาที่พอใจ อย่าเพิ่งปล่อยของ) จางเสี่ยวหลงไม่คิดจะรีบร้อนเอาเก๋ากี้ออกมา เป็นไปตามคาด ชายเสื้อคลุมทหารตะโกนขึ้นอีกครั้ง "หนึ่งจิน~ ไม่สิ ฉันขอแค่ครึ่งจิน ขอแค่เป็นเก๋ากี้สด ไซส์ไหนก็ได้! ฉันยินดีจ่ายด้วยตั๋วเนื้อสิบจิน แถมเงินให้อีกยี่สิบหยวน" ฝูงชนฮือฮา ราคานี้ไม่ธรรมดาเลย ในเมืองแต่ละครัวเรือน ได้โควตาตั๋วเนื้อแค่คนละสองตำลึงต่อเดือน และทั้งคอมมูนเซิ่งลี่ มีแค่คนในตำบลเท่านั้นที่มีโควตาตั๋วเนื้อ คนในชนบทอย่างกองพลจางจวง ไม่มีโควตาตั๋วเนื้อ ได้แต่มองตาปริบๆ ความจริงแล้ว หลายบ้านกินข้าวยังไม่อิ่ม ต่อให้มีตั๋วเนื้อ ก็ไม่มีเงินเหลือไปซื้อกินหรอก ปีไหนผลผลิตดี คอมมูนมีธัญพืชเหลือพอเลี้ยงหมู ช่วงตรุษจีนถึงจะได้กินเนื้อสักที แต่ปีนี้ผลผลิตแย่ สมาชิกกินกันไม่พอ จะเอาอะไรไปเลี้ยงหมู เลิกฝันเรื่องกินเนื้อไปได้เลย

ชายเสื้อคลุมทหารรออยู่นาน ก็ไม่มีใครตอบรับ เขาเริ่มแสดงอาการผิดหวังออกมา เขาตระเวนไปทั่วทั้งอำเภอ ตลาดมืดทุกที่ไปมาหมดแล้ว ตลาดมืดตีนเขาแห่งนี้คือความหวังที่ใหญ่ที่สุด และเป็นความหวังสุดท้าย ไม่รู้หมอเถื่อนที่ไหนเขียนใบสั่งยามาให้ ยาตัวอื่นหาครบแล้ว ขาดแค่อย่างเดียว คือเก๋ากี้สด ซึ่งดันเป็นกระสายยาที่สำคัญที่สุดซะด้วย "ตั๋วเนื้อสิบห้าจิน เงินสามสิบหยวน! ฉันขอแค่ครึ่งจิน!" ชายเสื้อคลุมทหารกัดฟันเสนอราคาที่ทำเอาตัวเองใจหาย สามสิบหยวนเท่ากับเงินเดือนครึ่งเดือนของเขา บวกกับตั๋วเนื้ออีกสิบห้าจิน ที่ต้องเอาเงินและตั๋วอื่นไปแลกมา เพื่อเก๋ากี้สดครึ่งจิน เขาลงทุนมหาศาล

ในป่ามีคนสนใจข้อเสนอนี้ แต่พอนึกถึงฝูงหมาป่า ส่วนใหญ่ก็ถอดใจ ฤดูกาลนี้ ถ้าจะมีเก๋ากี้สด คงต้องเข้าป่าลึกเท่านั้น ซึ่งนั่นก็ทำให้คนที่เหลือล้มเลิกความคิด ชายเสื้อคลุมทหารผิดหวังสุดขีด ดูท่าคงคว้าน้ำเหลวอีกตามเคย จางเสี่ยวหลงมองดูเขาหันหลังเดินกลับ กำลังจะลับหายไปจากปากหุบเขา เขาตั้งท่าจะเดินตาม แต่เหลือบไปเห็นเงาร่างลับๆ ล่อๆ ชิงตัดหน้าติดตามชายเสื้อคลุมทหารไปก่อน จางเสี่ยวหลงสังหรณ์ใจไม่ดี เจ้านั่นหน้าตาเจ้าเล่ห์เหมือนหนู ไม่น่าจะมาดี คงกะจะเล่นงานชิงทรัพย์ชายเสื้อคลุมทหารแน่ คิดได้ดังนั้น จางเสี่ยวหลงก็เร่งฝีเท้า เดินตามไปห่างๆ อย่างใจเย็น

ตามออกมานอกหุบเขา ข้างหน้าเป็นทุ่งนากว้าง ในนายังไม่ได้เพาะปลูก ดูเวิ้งว้างว่างเปล่า ห่างออกไปสองร้อยเมตร ชายเสื้อคลุมทหารกับเจ้าหน้าหนูกำลังโต้เถียงกัน แล้วก็เริ่มลงไม้ลงมือ มองไม่ทันว่าเกิดอะไรขึ้น ชายเสื้อคลุมทหารก็จับเจ้านั่นทุ่มลงพื้นได้ในไม่กี่ท่า จากนั้นเขาก็คลำไปที่เอวอย่างชำนาญ จังหวะนั้นเอง จางเสี่ยวหลงเห็นแสงสีเงินแวบเข้าตา มันคือกุญแจมือที่สะท้อนแสงอาทิตย์ จางเสี่ยวหลงตกใจ ที่แท้ชายเสื้อคลุมทหารเป็นตำรวจ มิน่าฝีมือถึงร้ายกาจ เจ้าหน้าหนูดันมาลองของกับตำรวจ สมควรโดนแล้ว

สุดท้ายชายเสื้อคลุมทหารไม่ได้ใส่กุญแจมือเจ้านั่น แต่กระทืบซ้ำไปอีกหลายทีจนน่วม "ไสหัวไป! คราวหน้าถ้าคิดชั่วๆ แบบนี้อีก พ่อไม่เอาไว้แน่!"

"ครับๆๆ! ผมไม่กล้าแล้วครับ" เจ้าหน้าหนูรีบวิ่งหนีหางจุกตูด จางเสี่ยวหลงลังเลว่าจะซื้อขายกับตำรวจดีไหม ข้อดีข้อเสียพอกัน เอาเก๋ากี้ออกมานิดหน่อยแลกตั๋วเนื้อสิบห้าจินกับเงินสามสิบหยวน กำไรงามเห็นๆ แต่ข้อเสียก็ชัดเจน ชายเสื้อคลุมทหารเป็นตำรวจ ถ้ามาค้าขายในตลาดมืดแบบนี้ จะโดนจับเป็นหลักฐานมัดตัวหรือเปล่า?

"ไอ้หนู แกยังเด็ก ก็อยากเอาอย่างไอ้เวรเมื่อกี้ จะมาปล้นฉันงั้นเรอะ?" ชายเสื้อคลุมทหารยิ้มเยาะ เท้าก้าวเข้ามาหาทีละก้าว กดดันอย่างหนัก เอาวะ อยากรวยต้องเสี่ยง จะเป็นใครก็ช่าง! จางเสี่ยวหลงตัดสินใจเด็ดขาด ล้วงมือเข้าไปในกระสอบปุ๋ย หยิบเก๋ากี้ไซส์เล็กที่สุดออกมาหนึ่งกำมือ จริงๆ แล้วเขาหยิบออกมาจากพื้นที่หอคอยสมบัติ กระสอบปุ๋ยแค่เอาไว้บังตา ชายเสื้อคลุมทหารนึกว่าจางเสี่ยวหลงเป็นโจรดักปล้น เตรียมจะจัดการให้หมอบ ใครจะนึกว่าอีกฝ่ายจะควักของสีแดงๆ ออกมา นี่จะติดสินบนเหรอ? เหอะ เด็กบ้านนอก เดี๋ยวนี้หัดใช้วิธีสกปรก ไม่ดูเลยว่าหลิวจวิ้นจงเป็นใคร จะมาเห็นแก่ของเล็กน้อยแค่นี้? เดี๋ยวนะ ในมือนั่นมัน... เก๋ากี้?

บทจะหาแทบพลิกแผ่นดินไม่เจอ บทจะได้ก็ได้มาง่ายๆ ความโกรธของหลิวจวิ้นจงหายวับไปทันที เขาจ้องมองเก๋ากี้สีแดงสดด้วยความดีใจ "น้องชาย เมื่อกี้พี่ผิดเอง ไม่ควรด่วนสรุปมองนายเป็นคนเลว"

"พี่ชายคิดมากไป ถ้าเป็นผมก็คงคิดเหมือนกัน พี่ดูสิเก๋ากี้ผมสดพอไหม?" จางเสี่ยวหลงเขย่าเก๋ากี้ในมือ ถึงจะเป็นไซส์เล็กที่สุด แต่ก็ใหญ่กว่าเก๋ากี้ทั่วไปเป็นเท่าตัว ขนาดเท่าถั่วลิสงเห็นจะได้ หลิวจวิ้นจงรีบเดินเข้ามา ยื่นมือออกไปอย่างระมัดระวัง "ขอดูหน่อยได้ไหม?"

"ได้สิครับ จะชิมก็ได้นะ!"

"ชิมได้จริงเหรอ?" จางเสี่ยวหลงยิ้ม เทเก๋ากี้ใส่มืออีกฝ่าย "เชิญชิมได้ตามสบายครับ" หลิวจวิ้นจงไม่เกรงใจ มองเก๋ากี้ในมือตาเป็นประกาย คราวนี้ไม่เสียเที่ยวเปล่าแล้ว เขาหยิบเก๋ากี้เข้าปากเคี้ยว ดวงตาเบิกโพลงทันที "เก๋ากี้นี่ไม่แค่ลูกใหญ่นะ รสชาติยังอร่อยกว่าแอปเปิลอีก!"

จบบทที่ บทที่ 9 หลิวจวิ้นจง

คัดลอกลิงก์แล้ว