- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นอัจฉริยะทั้งที จะให้โง่ได้ยังไง
- บทที่ 27 ไปอยู่กับเขาอาจสบายกว่านี้
บทที่ 27 ไปอยู่กับเขาอาจสบายกว่านี้
บทที่ 27 ไปอยู่กับเขาอาจสบายกว่านี้
บทที่ 27 ไปอยู่กับเขาอาจสบายกว่านี้
ซูเสี่ยวตงหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีตขณะนั่งอยู่บนรถ แล้วก็นิ่งเงียบไป
เขาคาดเดาว่าอดีตพ่อตาคงไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว จ้าวจินฟางและเย่ถังถึงได้มีชีวิตที่ตกระกำลำบากเช่นนี้ จ้าวจินฟางต้องทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาด กวาดถนน ส่วนเย่ถังก็เรียนที่โรงเรียนมัธยม 87 และคบหากับพวกเด็กเกเร ทั้งสองคนติดอยู่ในวังวนของชนชั้นล่าง ยากจนข้นแค้น ยากที่ผู้หญิงสองคนจะถีบตัวเองขึ้นมาได้ด้วยกำลังของตนเอง
ตอนนี้เขาประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียง มีบ้านหรู รถยนต์ ภรรยา และลูกสาว ครอบครัวมีความสุขสมบูรณ์ เมื่อเห็นลูกสาวคนโตและอดีตแม่ยายใช้ชีวิตอย่างอัตคัดขัดสน เขาก็อดรู้สึกผิดลึกๆ ในใจไม่ได้
ตระกูลลั่วมักกระตือรือร้นกับงานการกุศลเสมอ และลั่วหรงเฉิงก็เป็นนักการกุศลที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ในช่วงสองปีมานี้ เพื่อจะเอาใจลั่วหรงเฉิง ซูเสี่ยวตงก็ได้บริจาคเงินให้กับองค์กรการกุศล ช่วยเหลือเด็กยากไร้และคนชราที่โดดเดี่ยว จนมีโรงเรียนประถมแห่งความหวังถึง 5 แห่งทั่วประเทศที่ตั้งชื่อตาม "ซูเสี่ยวตง"
ซูเสี่ยวตงคิดว่า ในเมื่อเขาสามารถบริจาคเงินให้ลูกหลานคนอื่นและคนแก่ที่ไม่รู้จักได้ ทำไมเขาถึงจะไม่ช่วยเหลือลูกสาวแท้ๆ และอดีตแม่ยายของตัวเองบ้างล่ะ?
"คุณพ่อคะ ยัยเด็กเกเรนั่นเป็นใครกันแน่คะ? เธอ... เธอเป็นพี่สาวของหนูจริงๆ เหรอ?" เสียงแหลมปรี๊ดของซูจื่อมู่ขัดจังหวะความคิดของเขา
"กลับไปถึงบ้านแล้วพ่อจะเล่ารายละเอียดให้ฟัง" ซูเสี่ยวตงพูดด้วยน้ำเสียงรำคาญใจ พลางตำหนิเธอว่า "อยู่ดีไม่ว่าดี ทำไมลูกถึงไปหาเรื่องคนอื่นแบบนั้น! ทำให้คนตั้งมากมายมามุงดูเป็นเรื่องตลก!"
หัวใจของซูจื่อมู่ดิ่งวูบ ปกติพ่อจะตามใจเธอมาก ไม่เคยพูดจารุนแรงใส่เลย แต่พอเจอเด็กเกเรคนนั้น ท่าทีของพ่อก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ
หรือว่าพ่อจะแอบนอกใจแม่? เด็กเกเรคนนั้นเป็นลูกที่เกิดจากเมียน้อยจริงๆ หรือ?
ซูจื่อมู่จินตนาการไปต่างๆ นานา ยิ่งคิดก็ยิ่งหวาดกลัว
ภรรยาของซูเสี่ยวตง สวี่จือฮุ่ย เป็นแม่บ้านเต็มตัวและเป็นอดีตนักศึกษาระดับหัวกะทิจากมหาวิทยาลัยเมือง A เธอไม่ใช่เมียน้อย และไม่ได้เข้าแทรกแซงชีวิตคู่ของซูเสี่ยวตงกับเย่หยิงหยิง
ทว่าเธอกับซูเสี่ยวตงแต่งงานกันสายฟ้าแลบหลังจากรู้จักกันเพียง 3 เดือน และปีนั้นเธอเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย เธอไม่เคยทำงานเลยสักวัน หน้าที่ของเธอในทุกๆ วันคือปรนนิบัติสามี ดูแลลูกสาว จัดบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อย และเอาอกเอาใจพ่อลูก ในเช้าวันธรรมดา เธอจะตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมอาหารเช้าสุดหรูให้ทุกคนในครอบครัวร่วมกับพี่เลี้ยง หลังจากสามีและลูกออกจากบ้าน เธอก็จะกลับไปนอนต่อ
วันนี้การนอนตื่นสายของเธอพังทลาย คนขับรถโทรมาบอกว่าสามีรีบร้อนออกไปดวยความโมโห ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจ
เมื่อได้ยินเสียงลิฟต์ เธอก็รีบเปิดประตูต้อนรับ และเห็นสองพ่อลูกเดินออกมาจากลิฟต์ในสภาพมอมแมมดูไม่ได้
"ทำไมชุดนักเรียนถึงสกปรกขนาดนี้?" สวี่จือฮุ่ยร้องอุทานด้วยความตกใจ "ยี้ เหม็นจัง" เธอเอามือปิดจมูก ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิด กลิ่นเหม็นฉุนกึกก็ลอยออกมา!
ขอบตาของซูจื่อมู่แดงก่ำ เมื่อกลับถึงบ้าน เดิมทีเธออยากจะโผเข้าสู่อ้อมกอดแม่แล้วร้องไห้โฮ แต่สายตารังเกียจของแม่ทำให้เธอยิ่งรู้สึกน้อยใจและหดหู่
น้ำตาเริ่มไหลพราก เธอสะอึกสะอื้น "แม่คะ พ่อนอกใจ!"
สวี่จือฮุ่ย: "!!!!!!!!"
ซูเสี่ยวตง: "..."
การต้องไปกวาดถนนกลางที่สาธารณะก็น่าอับอายพออยู่แล้ว เขากำลังหงุดหงิด เข่าที่ถูกเตะยังปวดตุบๆ อยู่เลย แล้วจู่ๆ ลูกสาวก็มาป้ายสีหาว่าเป็นคนเลวโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย อารมณ์ของเขาจึงระเบิดออกมาทันที เขาตะคอกใส่ซูจื่อมู่ "ความรู้ที่เรียนมาเอาไปไว้ไหนหมด? มีสมองโง่ๆ ไว้คอยแต่สร้างปัญหาข้างนอกหรือไง!"
ซูจื่อมู่ตะลึงงันกับการตวาดของเขา เธอยืนมองเขาตาค้าง ไม่เคยเห็นพ่อในมุมที่น่ากลัวขนาดนี้มาก่อน น้ำตาที่กำลังจะไหลจึงหดกลับเข้าไป
พี่เลี้ยงแอบดูเหตุการณ์อยู่เงียบๆ ที่มุมห้อง
"คุณจะมาลงกับลูกทำไม?" สวี่จือฮุ่ยเริ่มโมโหบ้าง "พูดกันดีๆ ไม่ได้หรือไง?"
ซูเสี่ยวตงชี้หน้าซูจื่อมู่แล้วหันไปพูดกับภรรยา "ถามลูกสิว่าเพิ่งไปก่อเรื่องงามหน้าอะไรมา! ผมยังไม่ได้สอบสวนความผิดเลย ดันกล้าย้อนมากล่าวหาผมฉอดๆ! ไม่รู้ว่าคุณเป็นแม่ประสาอะไร ถึงอบรมสั่งสอนลูกแบบนี้! เลี้ยงลูกสาวจนเสียคน หยิ่งผยองไม่เกรงกลัวกฎหมาย" ความโกรธของซูเสี่ยวตงเปลี่ยนเป้าหมายจากลูกสาวไปที่ภรรยา หากลูกสาวทำตัวแย่ ย่อมเป็นความรับผิดชอบของผู้เป็นแม่
คำด่าทอเป็นชุดทำให้สวี่จือฮุ่ยหูอื้อตาลาย เธอกรีดร้องเสียงแหลม "พวกคุณช่วยอธิบายให้รู้เรื่องก่อนจะทะเลาะกันได้ไหม?!"
และแล้ว ทั้งบ้านก็ตกอยู่ในความเงียบ
มาถึงตอนนี้ ซูจื่อมู่เพิ่งตระหนักว่าการกระทำของตัวเองนั้นน่าอายเกินกว่าจะเอ่ยปาก ซูเสี่ยวตงจึงเรียกคนขับรถขึ้นมาเล่าเหตุการณ์ที่ซูจื่อมู่ก่อไว้ให้สวี่จือฮุ่ยฟังอย่างเป็นกลางและละเอียด
พอได้ฟังจบ สวี่จือฮุ่ยก็โกรธจัด ดุซูจื่อมู่ว่า "ลูกจะไปแข่งดีแข่งเด่นกับคนกวาดถนนทำไมกัน?!"
ซูจื่อมู่ตาแดงก่ำ "เรื่องมันเกิดขึ้นแล้วนี่คะ ประเด็นสำคัญตอนนี้คือผู้หญิงที่อ้างว่าเป็นพี่สาวคนนั้นไม่ใช่เหรอ?"
"เขาเป็นพี่สาวของลูกจริงๆ"
ประโยคเดียวจากปากแม่เหมือนน้ำเย็นจัดสาดโครม ดับความยโสของซูจื่อมู่จนมอดสนิท
"พ่อของลูกเคยแต่งงานมาก่อนจะเจอแม่ เด็กคนนั้นเป็นลูกสาวเขากับอดีตภรรยา... เป็นพี่สาวต่างแม่ของลูก"
...
หลังจากเกิดเรื่องวุ่นวายขนาดนั้น จ้าวจินฟางคงไม่มีกะจิตกะใจไปทำงาน นางจึงลางานกับหัวหน้าแล้วพาเด็กสองคนกลับซอยฟู่ซิงก่อน ดูท่าวันนี้เซินเยี่ยนหนานก็คงไม่ต้องไปโรงเรียนแล้วเช่นกัน
ระหว่างทางกลับ นางครุ่นคิดตลอดเวลาว่าจะบอกเย่ถังเรื่องพ่อดีไหม ควรให้พวกเขายอมรับกันหรือไม่? หลังจากไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน นางตัดสินใจว่าจะบอกความจริงเรื่องชาติกำเนิด หลานมีสิทธิ์ที่จะรู้ว่าพ่อของตัวเองเป็นใคร
หลังจากฟังเรื่องราวของซูเสี่ยวตงและเย่หยิงหยิงจบ ปฏิกิริยาของเย่ถังกลับสงบนิ่งมาก เธอเพียงแค่พูดว่า "อ้อ เป็นอย่างนี้นี่เอง"
"เด็กผู้หญิงคนนั้นน่าจะเป็นน้องสาวต่างแม่ของหนู ถ้ามองดีๆ หน้าตาพวกหนูก็คล้ายกันอยู่นิดหน่อย"
"โชคร้ายชะมัด" เย่ถังบอกจ้าวจินฟาง "ยายช่วยบอกหน่อยว่าตรงไหนที่หนูเหมือนยัยนั่น หนูจะได้ไปทำศัลยกรรม"
เซินเยี่ยนหนานที่ฟังเรื่องราวมาตลอดทางหลุดหัวเราะพรืดออกมา
จ้าวจินฟางอดขำไม่ได้เช่นกัน "จะไปผ่าตัดทำไม? หนูสวยกว่าแม่นั่นตั้งเยอะ"
"ใช่ ฉันก็ว่าเธอสวยกว่ายัยนั่น" เซินเยี่ยนหนานเห็นด้วยอย่างจริงใจ อันที่จริง เขาแอบคิดว่าเย่ถังดูดึงดูดสายตามากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากหัวแตก แม้เครื่องหน้าจะเหมือนเดิม แต่เขาก็บอกไม่ถูกว่าอะไรที่เปลี่ยนไป... อาจจะเป็นบรรยากาศรอบตัว อย่างท่าเตะประตูรถที่เฉียบขาดและว่องไวนั่น เขาละสายตาไม่ได้เลย
พอนึกถึงชะตากรรมอันน่าเวทนาของลูกสาว จ้าวจินฟางก็รู้สึกหนักอึ้งในใจ นางถอนหายใจ "เผลอแป๊บเดียว ซูเสี่ยวตงก็กลายเป็นเสี่ยใหญ่ไปซะแล้ว บางที... ถ้าหนูไปอยู่กับเขา ชีวิตอาจจะสุขสบายกว่านี้ก็ได้"