- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นอัจฉริยะทั้งที จะให้โง่ได้ยังไง
- บทที่ 26 ที่แท้เขาก็ยังไม่ตาย
บทที่ 26 ที่แท้เขาก็ยังไม่ตาย
บทที่ 26 ที่แท้เขาก็ยังไม่ตาย
บทที่ 26 ที่แท้เขาก็ยังไม่ตาย
ซูเสี่ยวตงถือเป็นบุคคลระดับตำนานคนหนึ่ง สมัยหนุ่มเริ่มจากเป็นช่างรับเหมาต่อเติมเล็กๆ ไต่เต้าขึ้นมาเป็นหัวหน้าคนงาน เปิดบริษัท รับงานวิศวกรรม จนขยายกิจการมาได้ถึงขนาดนี้ ธุรกิจหลักคือรับช่วงต่อจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ คล้ายกับผู้รับเหมาช่วง หลังจากย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านหรู ซูเสี่ยวตงก็หน้าด้านเข้าไปตีสนิทกับลั่วหรงเฉิง จนคว้าโอกาสร่วมงานเล็กๆ น้อยๆ กับลั่วกรุ๊ปมาได้บ้าง ถือว่าพอได้ลิ้มรสความสำเร็จอยู่เหมือนกัน
ในเวลานี้ ประธานบริษัทผู้ภูมิฐานกลับต้องมากำไม้กวาดและที่โกยผงที่มีตราประทับ 'เทศบาลเมือง A' กวาดถนนงกๆ เงิ่นๆ ช่างเป็นภาพที่ดูเหมือนละครฉากใหญ่เสียจริง
ใบหน้าของซูจื่อมู่แดงซ่าน การกระทำของผู้เป็นพ่อทำให้เธอรู้สึกอับอายขายขี้หน้า เธอหวังให้พ่อมาช่วยหนุนหลัง แต่เขากลับยอมก้มหัวให้คนต่ำต้อยพวกนี้เสียอย่างนั้น
ซูเสี่ยวตงก้มหน้ากวาดพื้น ซ่อนสีหน้าเคร่งขรึมครุ่นคิด เขาไม่เข้าใจว่าทำไมลูกสาวที่เป็นออทิสติกถึงสื่อสารกับเขาได้อย่างฉะฉาน เธอไม่ดูเหมือนผู้ป่วยออทิสติกเลยสักนิด แถมสภาพจิตใจโดยรวมยังต่างจากที่เขาจินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง ในใจเขาเต็มไปด้วยความกังขา
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ไม่ใช่เวลาและสถานที่ที่จะมาพบแม่ยายเก่าหรือรับลูกสาวคนโตกลับ ไม่ว่าลูกสาวคนเล็กจะทำอะไรลงไป เขาควรยอมอ่อนข้อและขอโทษจ้าวเจิ้นฟางกับเย่ถัง เขาเองก็รู้สึกผิดต่อพวกเธออยู่แล้ว!
ทว่าความรู้สึกผิดเพียงน้อยนิดนี้ เทียบไม่ได้เลยกับแรงกดดันจากการมีอยู่ของลั่วสิงชวน
ซูเสี่ยวตงกำลังพยายามคว้าโปรเจกต์ของตระกูลลั่ว เขาทำทุกวิถีทางเพื่อเอาใจลั่วหรงเฉิง แวะเวียนไปลั่วกรุ๊ปทุกไม่กี่วันพร้อมของขวัญและคำเชิญทานข้าว เขาใช้ทุกเล่ห์เหลี่ยมกลยุทธ์ และเมื่อชัยชนะอยู่แค่เอื้อม เขาไม่อยากให้มีเรื่องไม่คาดฝันมาขัดลาภ
การกวาดขยะทำความสะอาดของเขา แท้จริงแล้วคือการแสดงละครให้ลั่วสิงชวนดู
อีกอย่าง คนผ่านไปผ่านมาก็เยอะ หลายคนยกมือถือขึ้นมาถ่ายคลิป ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าคลิปทะเลาะวิวาทนี้จะไม่ถูกโพสต์ลงเน็ต และซูเสี่ยวตงก็เป็นพวกห่วงภาพพจน์! ส่วนเรื่องที่โดนถีบ เอาไว้สืบรู้ตัวเจ้าเด็กอวดดีนั่นเมื่อไหร่ เขาจะสั่งสอนให้หลาบจำทีหลัง!
มาอย่างเสือกลับอย่างหมา นี่แหละคือคำนิยามที่เหมาะเจาะสำหรับคนอย่างซูเสี่ยวตง
ละครฉากใหญ่จบลงด้วยบทสรุปที่แปลกประหลาดเช่นนี้ ฝูงชนเริ่มสลายตัว ลั่วสิงชวนเองก็จากไป ก่อนขึ้นรถ เขาหันกลับมามองเด็กสาวที่มีผ้ากอซพันศีรษะคนนั้นอีกครั้ง
ชื่อเล่นของเธอเหมือนกับเย่ถัง... 'ถังถัง' เหมือนกัน แต่เป็น 'ถัง' ตัวไหนนะ? และ... ทำไมเธอถึงให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด?
เหลือเพียงจ้าวเจิ้นฟาง เย่ถัง และเซินเยี่ยนหนานที่ยังอยู่ในที่เกิดเหตุ
จ้าวเจิ้นฟางถามเย่ถัง "ทำไมหนูถึงมาอยู่ที่นี่ได้?"
เย่ถังปรายตามองเซินเยี่ยนหนาน "ถามเขาเถอะค่ะว่าทำไมจู่ๆ ถึงโผล่หัวออกมา"
เซินเยี่ยนหนานกำลังจะหาวหวอดๆ ก็ต้องชะงักเพราะคำถามของเย่ถัง "ฉันแค่ผ่านมา..."
"หนูก็แค่ผ่านมาเหมือนกัน"
เซินเยี่ยนหนาน: "..."
เขาเห็นแววเจ้าเล่ห์พาดผ่านดวงตาของเย่ถัง หรือว่ายัยนี่จะรู้ตัวมาตลอดว่าเขาแอบตามมา?
ให้ตายสิ!
เซินเยี่ยนหนานรู้สึกขัดเขินขึ้นมาดื้อๆ แก้มเริ่มแดงระเรื่ออย่างน่าขนลุก เย่ถังหลุดขำออกมาพรืดใหญ่
จ้าวเจิ้นฟางหันไปมองเซินเยี่ยนหนาน นางไม่ได้หัวเราะ แต่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังมาก "เยี่ยนหนาน ต่อไปอย่าลงไม้ลงมือกับผู้หญิงอีกนะ"
คำพูดนี้ถือเป็นการตำหนิกลายๆ
ก่อนที่เซินเยี่ยนหนานจะทันได้ตอบรับ เย่ถังก็ย้อนถามขึ้นมา "ทำไมถึงห้ามลงไม้ลงมือล่ะคะ?"
"แรงผู้หญิงกับผู้ชายมันต่างกัน ผู้ชายเกิดมาแรงเยอะกว่าผู้หญิง ผู้ชายตีผู้หญิงมันไม่ถูกต้อง ใครเขาจะดูถูกเอาได้"
"คุณย่าคะ ความคิดย่ามันตกยุคไปแล้ว! จะให้เขายืนดูยัยนั่นรังแกย่าเฉยๆ เหรอคะ? ถ้าเป็นงั้นหนูยิ่งจะดูถูกเขามากกว่าเดิมอีก! ถึงเวลาต้องลงมือก็ต้องลงมือ ไม่เกี่ยวว่าอีกฝ่ายจะเป็นหญิงหรือชาย! อีกอย่าง หนูว่าผู้หญิงก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ชายหรอกนะ!"
น้ำเสียงของเย่ถังหนักแน่นและเด็ดขาด เธอยืนอยู่ข้างเซินเยี่ยนหนานอย่างเต็มที่ เซินเยี่ยนหนานรู้สึกอบอุ่นวาบในใจอย่างประหลาด มุมปากยกยิ้มขึ้นเงียบๆ "ย่าจ้าวพูดถูกแล้วครับ ครั้งนี้ผมวู่วามไปหน่อย คราวหน้าผมจะระวังให้มากกว่านี้ครับ"
เขาขอโทษจ้าวเจิ้นฟาง เพราะไม่อยากให้เย่ถังต้องมาทะเลาะกับย่าเพราะเรื่องของเขา
เขาสังเกตเห็นอย่างไวว่องว่าอารมณ์ของย่าจ้าวดูหนักอึ้ง จิตใจว้าวุ่น ริ้วรอยบนหน้าผากย่นลึก คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น
เซินเยี่ยนหนานรู้ดีว่าความไม่พอใจของนางต้องเกี่ยวข้องกับผู้ชายที่เพิ่งอ้างตัวว่าเป็นพ่อของเย่ถังเมื่อครู่นี้แน่ เขาเข้าใจมาตลอดว่าพ่อของเย่ถังตายไปแล้ว เพราะตอนที่เขาย้ายมาอยู่ตรอกฟู่ซิงใหม่ๆ และเห็นว่าปู่เย่กับย่าจ้าวทำงานหนักแค่ไหน เขานึกสงสารจึงเคยถามเพื่อนบ้านว่าพ่อของเย่ถังไปไหน
พวกเขาต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าตายไปแล้ว
เขาเองก็ปักใจเชื่อแบบนั้น
ดูเหมือนว่าเขาจะยังอ่อนต่อโลกเกินไปสินะ
พ่อแท้ๆ ขับรถหรู อยู่บ้านหรู ส่วนลูกสาวแท้ๆ กลับต้องอาศัยอยู่ในย่านชุมชนแออัดซอมซ่อ
หึ... จ้าวเจิ้นฟางรู้สึกหงุดหงิดมาก นางไม่นึกว่าจะต้องมาเจอซูเสี่ยวตง ช่างโชคร้ายจริงๆ
ตอนที่เย่หยิงหยิง แม่ของเย่ถังตัวน้อย ได้พบกับซูเสี่ยวตง เขาก็เริ่มก่อตั้งบริษัทก่อสร้างเล็กๆ และพอจะมีเงินเป็นเถ้าแก่น้อยอยู่บ้าง ในขณะที่เย่หยิงหยิงยังเป็นแค่นักศึกษาปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเมือง A
จ้าวเจิ้นฟางและเย่กั๋วเหลียงคัดค้านหัวชนฝาไม่ให้ลูกสาวคบกับซูเสี่ยวตง เพราะระดับการศึกษาต่างกันเกินไป ซูเสี่ยวตงเรียนไม่จบมัธยมปลายด้วยซ้ำก็ออกมาทำงานแล้ว เขาปากกัดตีนถีบในสังคมมานานกว่าสิบปี เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ลูกสาวของพวกเขาจะไปทันเล่ห์เหลี่ยมเขาได้อย่างไร?
น่าเสียดายที่เย่หยิงหยิงหน้ามืดตามัวเพราะคำหวานและอำนาจเงินของซูเสี่ยวตง เธอไม่ฟังใครทั้งนั้น ปักใจแน่วแน่ว่าจะแต่งงานกับเขา พูดกันตามตรง เธอก็มีความเป็นผู้หญิงหิวเงินอยู่บ้าง อยากหาแฟนรวยๆ เพราะการอาศัยอยู่ในตรอกฟู่ซิงทำให้เธอเบื่อหน่ายความจนเต็มทน ใครบ้างจะไม่โหยหาชีวิตที่ดีกว่า? ในท้ายที่สุด ผู้เฒ่าทั้งสองก็จำใจต้องยอมตามใจลูก
ช่วงที่เย่หยิงหยิงตั้งท้องเย่ถังตัวน้อย เป็นจังหวะที่ไม่ดีเอาเสียเลย เพราะตรงกับช่วงที่เธอยุ่งวุ่นวายกับการทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโท หิวเงินก็ส่วนหิวเงิน แต่เธอก็เป็นคนที่มีความมุ่งมั่นในหน้าที่การงานสูงมาก ไม่อยากเลื่อนจบเพราะการมีลูก เธอจึงอดหลับอดนอนทุกคืนพร้อมท้องแก่ใกล้คลอด นั่งปั่นวิทยานิพนธ์ใต้แสงตะเกียง
ซูเสี่ยวตงปักใจเชื่อมาตลอดว่านี่คือสาเหตุที่ทำให้ระบบประสาทของเย่ถังเสียหายตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จนกลายเป็นเด็กออทิสติก เขาโยนความผิดทั้งหมดให้เย่หยิงหยิง ทั้งที่ผู้หญิงคนนั้นต้องแลกด้วยชีวิตเพื่อคลอดลูกของพวกเขาออกมา
ไม่ถึงหกเดือนหลังจากเย่หยิงหยิงเสียชีวิต ซูเสี่ยวตงก็มีแฟนใหม่และแต่งงานใหม่ในเวลาต่อมา นับแต่นั้นเขาก็ไม่ไยดีเย่ถังอีกเลย จ้าวเจิ้นฟางไม่เคยเจอเขาอีก และเขาไม่เคยจ่ายค่าเลี้ยงดูเย่ถังแม้แต่แดงเดียว
สิ่งที่จ้าวเจิ้นฟางไม่รู้คือ ตอนที่เย่ถังอายุห้าขวบ ซูเสี่ยวตงเกิดสำนึกผิดชั่ววูบและแอบมาหาเธอที่ตรอกฟู่ซิง เด็กๆ ในตรอกต่างวิ่งเล่นกันสนุกสนาน แต่เย่ถังกลับนั่งเหม่อลอยอยู่คนเดียวตรงบันได จ้องมองก้อนหินตรงหน้าด้วยแววตาว่างเปล่าไร้ชีวิตชีวาราวกับคนปัญญาอ่อน พอมีเด็กคนหนึ่งเข้ามาแกล้งแหย่เธอ เธอกลับเงื้อหมัดชกหน้าอีกฝ่ายและผลักจนล้มลงกับพื้น ทำให้เด็กร้องไห้จ้า
ผู้ปกครองเด็กคนนั้นรีบวิ่งเข้ามา เย่กั๋วเหลียงและจ้าวเจิ้นฟางต้องก้มหัวขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่
เมื่อเห็นภาพนั้น ซูเสี่ยวตงก็หันหลังเดินจากไป
เขาตัดสินทันทีว่าเด็กคนนี้คือภาระ ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ สู้ให้ตายไปพร้อมกับแม่ตั้งแต่อยู่ในท้องเสียยังจะดีกว่า