- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นอัจฉริยะทั้งที จะให้โง่ได้ยังไง
- บทที่ 3 น้ำตาของเขาเหือดแห้งไปนานแล้ว
บทที่ 3 น้ำตาของเขาเหือดแห้งไปนานแล้ว
บทที่ 3 น้ำตาของเขาเหือดแห้งไปนานแล้ว
บทที่ 3 น้ำตาของเขาเหือดแห้งไปนานแล้ว
ลั่วซิงชวนจำได้ลางๆ ว่าเมื่อครู่เขาเพิ่งได้รับโทรศัพท์จากพ่อ ปลายสายแจ้งข่าวร้ายว่าเย่ถังเสียชีวิตแล้วในมหาสมุทรอินเดียตะวันตก ทีมค้นหาและกู้ภัยระดมกำลังค้นหานานถึงสองวันเต็มแต่ไม่พบร่าง พบเพียงซากเรือใบของเธอเท่านั้น เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าร่างของเธอน่าจะถูกสัตว์ทะเลกัดกิน หรือไม่ก็จมดิ่งลงสู่ก้นบิสมหรรณพไปแล้ว
เขาไม่อาจยอมรับความจริงนี้ได้ จึงหมดสติไปในทันที
เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า ช่างเหมือนกับความทรงจำในอดีตไม่มีผิดเพี้ยน
เมื่อพบว่าตัวเองย้อนกลับมาเป็นเด็กหนุ่มที่อายุน้อยลงถึงสิบปี เขากลับไม่มีความยินดีเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม แววตากลับยิ่งลึกล้ำและมืดมนลง เขาไม่เข้าใจว่าสวรรค์จะส่งเขาย้อนเวลากลับมาเพื่ออะไร
ในเมื่อเขาก็ยังคงไร้ความสามารถที่จะยื้อชีวิตของเย่ถังไว้อยู่ดี
หรือสวรรค์จะมีรสนิยมวิปริต เพียงแค่อยากเห็นเขาต้องทนทุกข์ทรมานกับการสูญเสียคนรักไปอีกครั้งอย่างนั้นหรือ?
ช่างน่าขันสิ้นดี! ไร้สาระที่สุด!
หวังจื้อเหว่ย ครูประจำชั้นที่สอนภาษาจีนให้ลั่วซิงชวนมาตั้งแต่ชั้นมัธยมสี่ ถึงกับตกใจเมื่อเห็นแววตาเยาะหยันและรังเกียจตัวเองฉายชัดอยู่บนใบหน้าของลูกศิษย์รูปงาม เด็กหนุ่มผู้ที่เขาเคยเอ่ยชมเชยอยู่เสมอว่ามีบุคลิกสง่างามราวกับสายลมพริ้วไหวและดวงจันทร์กระจ่าง
ยอมรับว่าลั่วซิงชวนมีความคิดความอ่านที่เป็นผู้ใหญ่เกินตัวมาแต่ไหนแต่ไร แต่พื้นฐานนิสัยของเขานั้นสุภาพอ่อนโยน น่าคบหา สะอาดสะอ้านและสดใส ใครก็ตามที่ได้พบเจอ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือคนรุ่นราวคราวเดียวกัน ต่างก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกชื่นชมและอยากเข้าหา
หวังจื้อเหว่ยเป็นครูมานานยี่สิบห้าปี เห็นนักเรียนผ่านมือมาแล้วรุ่นต่อรุ่น พูดตามตรงว่าต้นทุนชีวิตของเด็กนักเรียนในโรงเรียนมัธยมหมายเลข 1 นั้นไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เพราะมาตรฐานการรับเข้าเรียนของที่นี่สูงลิบลิ่ว ผ่านการคัดกรองมาอย่างเข้มข้น ผู้ที่สอบเข้ามาได้ถ้าไม่เป็นลูกหลานชนชั้นสูง ก็ต้องเป็นหัวกะทิระดับท็อปของวงการวิชาการ
คนภายนอกอาจมองว่าโรงเรียนมัธยมหมายเลข 1 เป็นโรงเรียนผู้ดีเก่าแก่ร้อยปี เป็นโรงเรียนของลูกท่านหลานเธอ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภายในรั้วโรงเรียนแห่งนี้ สถานะทางสังคมวัดกันที่ผลการเรียน ไม่ว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่จะราคาแพงแค่ไหน หรือรูปลักษณ์ภายนอกจะดูดีเพียงใด ก็เทียบไม่ได้กับคะแนนบนกระดาษคำตอบ
จริงอยู่ที่ว่ามีเงินก็ไปเรียนต่อเมืองนอกได้ แต่โรงเรียนดังๆ ในต่างประเทศเขาก็ต้องสอบเข้าเหมือนกัน! อำนาจและเงินทองเป็นเพียงต้นทุนไว้โอ้อวด แต่ผลการเรียนของลูกหลานก็เป็นหน้าเป็นตาไม่ต่างกัน หากใช้เงินยัดเข้าโรงเรียนห้องแถวที่แค่จ่ายครบจบแน่ ก็ไม่รู้จะโดนคนนินทาลับหลังไปถึงไหน ต่อให้ทุ่มเงินเข้าโรงเรียนดังได้ แต่ค่าใช้จ่ายมหาศาลขนาดนั้น ใครๆ เขาก็รู้ทันกันหมด
เรื่องการเรียนของลั่วซิงชวนจึงเป็นสิ่งที่พ่อแม่ของเขาเชิดหน้าชูตาได้ไม่อายใคร
ทุกการสอบ เขาจะครองอันดับหนึ่งอย่างเหนียวแน่น ไม่เคยพลาดพลั้งแม้แต่ครั้งเดียว เด็กเรียนเก่งระดับเทพขนาดนี้ แถมยังเป็นลูกชายโทนของมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งเมือง A สวรรค์ช่างลำเอียงรักใคร่เขาเกินไปจริงๆ
ต้นทุนชีวิตของเด็กหนุ่มคนนี้สูงกว่าคนอื่นไปไกลโข และเขาก็โดดเด่นสะดุดตาที่สุดในฝูงชน หวังจื้อเหว่ยที่เป็นครูผู้ชายยังอดมองเขาเป็นคนแรกไม่ได้ นับประสาอะไรกับพวกครูผู้หญิง เวลาครูจับกลุ่มคุยกัน หัวข้อสนทนามักจะวนเวียนอยู่กับการถอนหายใจด้วยความทึ่ง ว่าโลกนี้มีเด็กที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้อยู่ด้วยหรือ
ในเวลานี้เอง หวังจื้อเหว่ยและครูอาวุโสอีกหลายท่านต่างหวนนึกถึงเย่ถัง... ลูกศิษย์ที่พวกเขาเคยสอนเมื่อสิบปีก่อน เด็กสาวผู้เจิดจรัสและเปล่งประกายไม่แพ้ลั่วซิงชวน
เด็กสาวที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนั้น กลับต้องมาพบจุดจบเช่นนี้
เมื่อได้ทราบข่าวร้าย หวังจื้อเหว่ยและครูอีกหลายคนต่างน้ำตาซึมด้วยความเวทนา
พวกเขาหันไปมองลั่วซิงชวน แต่กลับไม่เห็นน้ำตาแม้แต่หยดเดียวในดวงตาของเด็กหนุ่ม สีหน้าของเขาเฉยชาจนน่าใจหาย หรือว่าเป็นเพราะความโศกเศร้ากัดกินจิตใจจนด้านชาไปแล้ว?
ลั่วหรงเฉิง พ่อของลั่วซิงชวน รีบรุดมาที่โรงเรียนทันทีที่วางสายจากครู ตอนที่เขามาถึง ลั่วซิงชวนลุกจากเตียงพยาบาลมานั่งพิงขอบเตียงอยู่ก่อนแล้ว ใบหน้าไร้ความรู้สึก ไม่เหลือเค้าความอ่อนโยนสุภาพอย่างที่เคยเป็น รังสีความเย็นชาแผ่ซ่านออกมาทั่วร่างราวกับมีหนามแหลมคอยทิ่มแทงกั้นขวางผู้คนไว้นับพันลี้ นัยน์ตาหงส์คู่งามลึกล้ำดุจน้ำหมึก ราวกับมีเกล็ดน้ำแข็งฝังอยู่ภายใน จนเหล่าครูบาอาจารย์ไม่กล้าเอ่ยปากทัก
เมื่อเห็นลั่วหรงเฉิงมาถึง ทุกคนต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก หวังจื้อเหว่ยรีบเข้าไปหาแล้วกล่าวว่า "คุณลั่วครับ ข่าวมาเร็วเกินไป อารมณ์ของซิงชวนยังไม่คงที่เท่าไหร่ครับ"
ดวงตาของลั่วหรงเฉิงเองก็เต็มไปด้วยความโศกเศร้า เขาพยักหน้าให้เหล่าอาจารย์เล็กน้อย "ขอโทษที่ทำให้ต้องวุ่นวายนะครับ"
บรรดาครูทยอยเดินออกจากห้องพยาบาลและปิดประตูลง ปล่อยให้พ่อลูกได้ใช้เวลาส่วนตัวตามลำพัง
ลั่วหรงเฉิงเดินเข้าไปข้างกายลูกชาย วางมือหนาลงบนไหล่ของเด็กหนุ่มเบาๆ "ถ้าอยากร้องไห้ ก็ร้องออกมาเถอะลูก"
ลั่วซิงชวนยังคงตีสีหน้าเรียบเฉย
ร้องไห้เหรอ?
น้ำตาของเขาเหือดแห้งไปนานแล้ว บ่อน้ำในหัวใจของเขาแห้งผากจนแตกระแหงไปตั้งนานแล้ว
ตลอดสิบปีที่ผ่านมา เขาใช้ชีวิตไม่ต่างจากซากศพเดินได้ แต่เมื่อได้ยินเสียงของพ่อ เขาก็เงยหน้าขึ้น และพบว่าพ่อของเขาเมื่อสิบปีก่อนนั้นยังดูหนุ่มแน่นถึงเพียงนี้
เส้นผมยังดกดำหนา ริ้วรอยบนใบหน้ายังจางมาก สวมชุดสูทสั่งตัดพอดีตัว รองเท้าหนังขัดเงาวับ บุคลิกของผู้นำองค์กรฉายชัด พ่อเป็นคนที่ใส่ใจภาพลักษณ์ภายนอกเสมอมา
แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ผมของพ่อเริ่มขาวโพลนมากขึ้นเรื่อยๆ แผ่นหลังที่เคยเหยียดตรงเริ่มโค้งงอ น้ำเสียงเริ่มเชื่องช้าและเจือด้วยเสียงเสมหะหนักๆ แววตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากมรสุมชีวิตและความเศร้าหมอง
เป็นเพราะเขาป่วยเป็นโรคไบโพลาร์แล้วหนีเรียนด้วยความรังเกียจตัวเองหรือเปล่า? เป็นเพราะความเห็นแก่ตัวของเขาที่ทำให้คุณยายตรอมใจจนเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดใช่ไหม? เป็นเพราะแม่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเป็นอัมพาตหรือเปล่า? เป็นเพราะเขาเอาแต่เมาหัวราน้ำทุกวี่ทุกวันใช่ไหม? หรือเป็นเพราะบริษัทของครอบครัวล้มละลายโดยที่เขาไม่แยแส หรือเป็นเพราะท้ายที่สุดแล้ว...
ลั่วซิงชวนพลันตระหนักได้ว่า ในช่วงเวลาสิบปีที่เขาใช้ชีวิตอย่างเลื่อนลอยนั้น มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน เขาเอาแต่นึกถึงเย่ถัง ปล่อยเวลาให้สูญเปล่าด้วยหัวใจที่มอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน ไม่สนใจไยดีเรื่องราวทางบ้านเลยแม้แต่น้อย
แต่เขายังมีพ่อแม่ พวกท่านให้กำเนิดเขา เลี้ยงดูเขา และฝากความหวังไว้กับเขามากมายขนาดนั้น
เขาช่างเป็นลูกที่อกตัญญูจริงๆ
เป็นลูกทรพีโดยแท้
หรือว่าสวรรค์จะทนดูความพินาศของเขาไม่ไหว จึงส่งเขาย้อนกลับมายังช่วงเวลานี้เพื่อเริ่มต้นใหม่?
เมื่อคิดได้ดังนั้น ประกายแห่งความหวังก็ถูกจุดขึ้นใหม่ในใจของลั่วซิงชวน เขายืดตัวขึ้น จ้องมองพ่อของตน และโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว เขาก็โผเข้ากอดพ่อแน่น "ผมขอโทษครับพ่อ"
ลั่วหรงเฉิง "????"
ส่วนสูง 185 เซนติเมตรของลั่วซิงชวนนั้นสูงกว่าพ่อถึง 5 เซนติเมตร เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย ซุกใบหน้าลงกับไหล่กว้างของพ่อ เหมือนกับตอนเด็กๆ เวลาที่ทำผิดแล้วโดนพ่ออุ้มขึ้นมาจะตีก้น เขาก็มักจะทำแบบนี้ เขารู้ดีมาตลอดว่าพ่อเป็นคนปากร้ายใจดี ขอแค่เขาอ้อนหน่อย บทลงโทษทั้งหมดก็จะมลายหายไป
เดิมทีลั่วหรงเฉิงกำลังใจสลายกับข่าวการตายของเย่ถัง แต่การแสดงความรักอย่างกะทันหันของลูกชายทำให้หัวใจของเขาอ่อนยวบ ทั้งเศร้าทั้งเอ็นดู
เขาอ้าแขนออกกอดตอบลูกชาย ตบหลังเบาๆ เพื่อปลอบโยน คิดไปเองว่าลั่วซิงชวนคงกำลังเศร้าโศกอย่างหนัก เพราะอย่างไรเสีย ลูกชายของเขากับเย่ถังก็เคยสนิทสนมกันมาก่อน