เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 36 เป็นชาวนาก็ไม่เลว

บทที่ 36 เป็นชาวนาก็ไม่เลว

บทที่ 36 เป็นชาวนาก็ไม่เลว


“ลงมือเถอะ! ไม่เป็นไรหรอก” หลี่จวินหลับตาปี๋ ไม่กล้ามองหน้าไป๋อวิ๋นเฟย

“ทนเจ็บนิดนึงนะครับ ผมจะลงเข็มแล้ว”

ไป๋อวิ๋นเฟยหยิบเข็มเงินออกมา แล้วปักลงบนหน้าอกของหลี่จวินอย่างรวดเร็วนับสิบเล่ม

“เรียบร้อยครับ รออีกห้านาทีค่อยถอนเข็ม” พูดจบ ไป๋อวิ๋นเฟยก็เดินไปหยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดมือ

หลี่จวินลืมตาขึ้นมามอง สีหน้าของเธอดูตลกพิลึก เพราะเธอพบว่าหน้าอกของตัวเองตอนนี้เต็มไปด้วยเข็มปักคาอยู่ ดูเหมือนเม่นไม่มีผิด

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไป๋อวิ๋นเฟยถอนเข็มออก แล้วชโลมน้ำมันนวดลงบนฝ่ามือ

“เดี๋ยวผมจะช่วยขับหนองออกให้นะครับ ตอนนี้พี่รู้สึกร้อนๆ ที่หน้าอกบ้างไหม?” ไป๋อวิ๋นเฟยถาม

“นิดหน่อย” หลี่จวินตอบตามความจริง

“ดีแล้วครับ แบบนี้ถึงจะได้ผล ผมเริ่มล่ะนะ” พูดจบ ไป๋อวิ๋นเฟยก็วางมือทาบลงไปแล้วเริ่มนวดคลึง

นวดไปได้สักพัก หนองจำนวนหนึ่งก็ถูกขับออกมา ไป๋อวิ๋นเฟยหยิบกระดาษทิชชูส่งให้หลี่จวิน

“พี่หลี่จวิน เช็ดออกหน่อยครับ” พูดจบเขาก็นวดต่อ

หลี่จวินเช็ดหนองตามเนื้อตัวและหน้าอกออก จู่ๆ เธอก็โพล่งถามขึ้นมาว่า “เมื่อกี้สภาพฉันเหมือนเม่นมากเลยใช่ไหม?”

“สภาพไหนครับ?” ไป๋อวิ๋นเฟยนึกภาพตามไม่ทัน

“ก็ตอนปักเข็มเมื่อกี้น่ะสิ” หลี่จวินย้ำ

“อ๋อ ฮ่าๆๆ เหมือนจริงๆ ครับ!” ไป๋อวิ๋นเฟยหัวเราะร่า

“หัวเราะอะไร ห้ามหัวเราะนะ” หลี่จวินพอนึกสภาพตัวเองเป็นเม่น ก็อดคิดไม่ได้ว่าสำหรับไป๋อวิ๋นเฟยแล้ว เธอคงดูไม่มีเสน่ห์เอาซะเลย คิดแล้วก็รู้สึกหงุดหงิดใจพิกล

ไม่นานการนวดก็เสร็จสิ้น หน้าอกของหลี่จวินยุบลงไปถนัดตา ไม่บวมเป่งเท่าเมื่อครู่แล้ว

หลี่จวินเองก็รู้สึกว่าความเจ็บปวดทุเลาลงมาก จึงลุกขึ้นแต่งตัว

“เอ่อ... ผมไปก่อนนะครับ” ไป๋อวิ๋นเฟยเองก็รู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง เพราะอีกฝ่ายเป็นผู้หญิงสวยสะพรั่ง เขาจึงรีบเปิดประตูเดินออกไป

“รักษาเสร็จเร็วจัง?” โอวหยางเซิงม่านที่นั่งรออยู่บนเก้าอี้ส่งยิ้มพราวเสน่ห์มาให้

“พี่โอวหยาง เห็นผมเป็นเทวดาหรือไงครับ? นี่ใบสั่งยาจีน ฝากให้พี่หลี่จวินด้วย ผมไม่ได้กลับบ้านมาหลายวันแล้ว ขอตัวกลับไปดูที่บ้านก่อนนะครับ” ไป๋อวิ๋นเฟยวางใบสั่งยาไว้บนโต๊ะแล้วเตรียมจะกลับ

“เดี๋ยวสิ... เธอรู้ใช่ไหมว่าคนบงการวางยาพิษครั้งนี้คือผู้ใหญ่บ้านของเธอ?” โอวหยางเซิงม่านถามดักไว้

“พี่รู้ได้ยังไงครับ?” ไป๋อวิ๋นเฟยถามด้วยความตกใจ

“ก็แค่ให้คนช่วย 'นวด' สองคนนั้นนิดหน่อย พวกเขาก็ยอมคายความลับออกมาเองแหละ” โอวหยางเซิงม่านตอบพร้อมรอยยิ้มขี้เล่น

ไป๋อวิ๋นเฟยมองท่าทางใสซื่อไร้พิษภัยของเธอแล้วถึงกับขนลุกซู่ ใครจะไปเชื่อว่าเธอแค่ให้คน 'นวด' ธรรมดาๆ

“ให้ฉันหาโอกาสจัดการเก็บผู้ใหญ่บ้านคนนั้นให้ไหมล่ะ?” โอวหยางเซิงม่านยิ้มร้าย

ไป๋อวิ๋นเฟยรู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา วันนี้ได้ยินเธอพูดแบบนี้ เขาจึงเข้าใจแล้วว่าทำไมผู้ชายที่มีอำนาจบารมีถึงทำได้แค่มองเธออยู่ห่างๆ เท่านั้น

“พี่โอวหยาง ไม่ต้องลำบากหรอกครับ ผมอยากจัดการด้วยตัวเอง” ไป๋อวิ๋นเฟยตอบอย่างจริงจัง

“มีวิธีเหรอ?” โอวหยางเซิงม่านถาม

“ผมมีวิธีที่จะโค่นมันลงได้ครับ” พูดจบ ไป๋อวิ๋นเฟยก็เดินจากไป

“อ้าว เจ้าหนุ่มไป๋อวิ๋นเฟยไปแล้วเหรอ?” หลี่จวินแต่งตัวเสร็จเดินออกมาไม่เห็นเขา ก็รู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย

“ไปแล้วจ้ะ ทำไม? อาลัยอาวรณ์เหรอ?” โอวหยางเซิงม่านแซว

“พูดบ้าอะไรของเธอ” หลี่จวินหน้าแดง

“เขาทิ้งใบสั่งยาไว้ให้น่ะ เอาไปดูสิ” โอวหยางเซิงม่านชี้ไปที่โต๊ะ

หลี่จวินหยิบใบสั่งยาขึ้นมาดู แล้วเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ

...

ตอนนี้ไป๋อวิ๋นเฟยนั่งรถบรรทุกของเหล่าหลิวกลับบ้าน ตลอดทางเขาครุ่นคิดเรื่องผู้ใหญ่บ้าน หวังเฉวียนผิงเปิดหน้าชนแบบนี้ เท่ากับประกาศสงครามกันแล้ว ไม่มีการลอบกัดลับหลังอีกต่อไป ยิ่งเห็นไป๋อวิ๋นเฟยทำฟาร์มพารวยจนชาวบ้านลืมตาอ้าปากได้ หวังเฉวียนผิงก็ยิ่งทนไม่ได้ ต้องหาทางทำลายแน่นอน

“พ่อ! แม่! ผมกลับมาแล้วครับ”

ไป๋อวิ๋นเฟยลงจากรถ เห็นพ่อแม่ดูแก่ลงไปถนัดตาในช่วงไม่กี่วันมานี้ ในใจก็รู้สึกปวดร้าว

“กลับมาแล้วเหรอ! กลับมาก็ดีแล้วลูก พวกเขาไม่ได้ทำอะไรลูกใช่ไหม” หลี่ชิ่วหลานโผเข้ากอดลูกชายทั้งน้ำตา ลูบคลำไปทั่วตัวเพื่อสำรวจว่าอวัยวะยังอยู่ครบ 32 หรือไม่

“ไม่ครับแม่ เจ้าของโรงแรมช่วยไว้ ผมเลยได้ออกมาเร็ว”

ไม่นานข่าวการกลับมาของไป๋อวิ๋นเฟยก็แพร่สะพัด ชาวบ้านต่างพากันมารวมตัวที่หน้าบ้านตระกูลไป๋

“เสี่ยวเฟย กลับมาแล้วคงไม่โดนจับเข้าไปอีกใช่ไหม?” ป้าคนหนึ่งถาม

“พูดเป็นลาง! ปล่อยออกมาแล้วก็ต้องไม่โดนจับแล้วสิ” สามีของแกหยิกแขนภรรยา กลัวไป๋อวิ๋นเฟยไม่พอใจแล้วพาลไม่จ้างงาน

“แช่งกันหรือไง ก็เพราะไอ้ชาติชั่วสองตัวนั้นแท้ๆ ไม่งั้นพวกเราคงไม่เสียเวลาทำมาหากินไปตั้งหลายวัน”

“เสี่ยวเฟย... แล้วฟาร์มจะยังทำต่อไหม?” ชายชราคนหนึ่งถามขึ้น

ไป๋อวิ๋นเฟยรู้ดีว่าที่ชาวบ้านแห่กันมาวันนี้ เพราะอยากรู้ชะตากรรมของฟาร์ม หลายวันที่ผ่านมาไม่มีงาน ไม่มีเงิน ไม่มีข้าวกลางวันดีๆ กิน ต้องกลับไปกินผักดองเค็มๆ จนเอียน

“คุณลุงคุณป้าครับ! ฟาร์มของเราจะดำเนินการต่อแน่นอนครับ พรุ่งนี้ทุกคนมาทำงานได้ตามปกติ และตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ผมจะเพิ่ม 'อาหารว่างช่วงบ่าย' ให้ด้วยครับ!” ไป๋อวิ๋นเฟยประกาศเสียงดัง

“อะไรคืออาหารว่างช่วงบ่าย?” ป้าคนหนึ่งสงสัย

“ก็คือช่วงประมาณบ่ายสามโมง จะมีผลไม้และน้ำผลไม้แจกให้ทานฟรีครับ” ไป๋อวิ๋นเฟยอธิบาย

“ว้าว! พี่เสี่ยวเฟย! พี่สุดยอดไปเลย! รักพี่ที่สุด!” วัยรุ่นในหมู่บ้านตะโกนลั่น ทำเอาพวกป้าๆ น้าๆ เขินแทน

ไป๋อวิ๋นเฟยเห็นแววตากระตือรือร้นและซาบซึ้งของชาวบ้าน เขาก็รู้ว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว

“ไอ้ลูกคนนี้ กลับมาถึงก็หาเรื่องใช้เงินเลยนะ” หลี่ชิ่วหลานผู้ประหยัดมัธยัสถ์อดไม่ได้ที่จะบ่น

“แม่ครับ ทำแบบนี้ชาวบ้านจะยิ่งอยู่ข้างเรานะครับ” ไป๋อวิ๋นเฟยอธิบาย

แต่หลี่ชิ่วหลานไม่เข้าใจกลยุทธ์ของลูก ได้แต่ถอนหายใจด้วยความเสียดาย “ลำพังข้าวเที่ยงก็กินฟรีแล้ว ยังจะมีอาหารว่างอีก เฮ้อ... เสี่ยวเฟย ประหยัดหน่อยนะลูก”

“ยายแก่นี่ เลิกบ่นได้แล้ว ลูกมันมีความคิดของมัน” ไป๋ต้าจ้วงรู้แล้วว่าลูกชายโตเป็นผู้ใหญ่ มีความคิดความอ่านและทางเดินของตัวเอง ให้เขาตัดสินใจเองเถอะ

“ลูกน่ะคิดถึงแต่พวกเขา ลูกไม่รู้หรอกว่าตอนที่ลูกโดนจับไป มีสักกี่คนที่ห่วงลูกจริงๆ” หลี่ชิ่วหลานนึกถึงตอนที่ลูกชายลำบาก แต่คนพวกนี้กลับทำตัวเหมือนนกแตกรัง

“แม่ครับ ผมรู้ว่าแม่หวังดี แต่ผมก็รู้นิสัยคนในหมู่บ้านดีเหมือนกัน ผมทำแบบนี้เพราะมีแผนครับ” ไป๋อวิ๋นเฟยพูดอย่างจริงจัง

เรื่องการดึงมวลชนมาเป็นพวกนั้นง่ายนิดเดียว ชาวบ้านขาดแคลนเงินทอง ขอแค่ทำให้พวกเขามีรายได้ พวกเขาก็พร้อมจะยืนข้างไป๋อวิ๋นเฟย

“พ่อ แม่ ผมขอไปดูฟาร์มหน่อยนะครับ ไม่ได้ดูมาหลายวันแล้ว” พูดจบไป๋อวิ๋นเฟยก็คว้าไฟฉายเดินออกไป

“ไปเถอะ ระวังตัวด้วยนะ”

ไป๋อวิ๋นเฟยเดินมาถึงแปลงผักทางทิศตะวันออกอย่างรวดเร็ว มองดูพืชผักเขียวขจีในความมืดแล้วสุขใจอย่างบอกไม่ถูก ภูเขางาม น้ำใส บรรยากาศดี เขาอดสูดหายใจลึกไม่ได้ อากาศชนบทนี่มันสดชื่นกว่าในเมืองจริงๆ

“เป็นชาวนานี่ก็ไม่เลวเหมือนกันนะ ฮ่าๆๆ”

ไป๋อวิ๋นเฟยคิดในใจ คนหนุ่มสาวสมัยนี้อยากเข้าเมืองไปหางานทำ แต่เขาต่างออกไป ถ้าต้องอยู่ชนบทไปตลอดชีวิต เขาก็มีความสุขดี

จบบทที่ บทที่ 36 เป็นชาวนาก็ไม่เลว

คัดลอกลิงก์แล้ว