เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18 ดังนั้นผมจึงไม่จ่าย

บทที่ 18 ดังนั้นผมจึงไม่จ่าย

บทที่ 18 ดังนั้นผมจึงไม่จ่าย


“พวกเธอรออยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวฉันไปสั่งให้ครัวทำของอร่อยให้กิน ช่วงนี้ฉันเพิ่งได้เนื้อลามาจากฉางจื้อ เป็นของดีหายาก ได้มาน้อยมาก ฉันยังไม่กล้าเอาออกมาขายเลย เก็บไว้เลี้ยงรับรองพวกเจ้าหน้าที่สรรพากรเมื่อวันก่อนเอง” หลิวจูพูดจบก็เดินหายเข้าไปในครัว

“พี่เยว่คะ เนื้อลาฉางจื้ออร่อยเหรอคะ? หนูโตป่านนี้ยังไม่เคยกินเนื้อลาเลย” ไป๋เสี่ยวเสี่ยวถามด้วยแววตาเป็นประกาย

“อร่อยมากจ้ะ เป็นเนื้อลาขึ้นชื่อจากมณฑลซานซี พี่เคยติดตามเจ้านายไปดูงานแล้วได้ลองชิมครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน รสชาติยังติดลิ้นไม่ลืมเลย วันนี้ถือว่ามีลาภปากจริงๆ” ซุนเยว่เองก็ตั้งตารอเมนูเด็ดจากหลิวจูเช่นกัน

ระหว่างที่คุยกัน พนักงานเสิร์ฟก็นำเนื้อลาสามที่มาเสิร์ฟ กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ลอยเตะจมูกทั้งสามคนทันที

หลิวจูเดินตามออกมา หยิบส้อมขึ้นมาจิ้มเนื้อลาเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม

“กินสิ กินเลย!”

ไป๋อวิ๋นเฟยเห็นหลิวจูกินอย่างเอร็ดอร่อย ก็เริ่มลงมือบ้าง ทันทีที่เนื้อสัมผัสลิ้น เขารู้สึกเหมือนลิ้นจะละลายไปพร้อมกับเนื้อ เนื้อลานุ่มชุ่มฉ่ำ แทบจะละลายในปาก แต่ยังคงความเด้งสู้ฟัน มีน้ำชุ่มฉ่ำรสเลิศแทรกอยู่ทุกอณู พร้อมกลิ่นหอมของสมุนไพรจางๆ เขาไม่เคยกินเนื้อที่ไหนอร่อยขนาดนี้มาก่อนในชีวิต

“ว้าว! พี่เยว่ เนื้อลานี่อร่อยสุดยอดไปเลยค่ะ!” ไป๋เสี่ยวเสี่ยวตาลุกวาว เงยหน้าบอกซุนเยว่แวบหนึ่ง แล้วก้มหน้าก้มตากินต่ออย่างไม่สนใจใคร

“ใช่ไหมล่ะ พี่บอกแล้วว่าอร่อย เนื้อลาชนิดนี้แพงมากนะ ขนาดเกรดธรรมดายังจินละหลายร้อยหยวน เกรดพรีเมียมที่เรากินอยู่นี่ต้องมีเป็นพันแน่ๆ” ซุนเยว่พูดพลางทำท่าเสียดายเงินแทน

“แพงขนาดนั้นเลยเหรอครับ?” ไป๋อวิ๋นเฟยตกใจกับราคา แต่ในใจลึกๆ กลับลิงโลด เขาเริ่มจินตนาการว่าถ้าเขาลองใช้น้ำทิพย์เลี้ยงลาดูบ้าง รสชาติมันจะออกมาเป็นยังไง ถ้าอร่อยกว่านี้ เขาคงรวยเละแน่

ไป๋อวิ๋นเฟยเริ่มวางแผนในหัวว่าจะเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่นๆ ดูบ้าง

หลังจากทานมื้อเที่ยงเสร็จ เวลาก็ล่วงเลยไปพอสมควร ไป๋อวิ๋นเฟยร่ำลาซุนเยว่และไป๋เสี่ยวเสี่ยว สังเกตเห็นว่าน้องสาวดูมีน้ำมีนวลขึ้น ผิวพรรณขาวผ่อง ไม่ผอมแห้งแรงน้อยเหมือนเมื่อก่อน เขาจึงวางใจและนั่งรถบัสกลับบ้าน

เมื่อถึงตัวตำบล เขาแวะกดเงินสดออกมาหนึ่งหมื่นหยวน แล้วเดินซื้อของในตลาดสดก่อนจะตรงกลับบ้าน

“พ่อ แม่ ผมกลับมาแล้วครับ” ไป๋อวิ๋นเฟยหิ้วถุงใส่บุหรี่ เหล้า และเนื้อสัตว์เดินเข้ามาในบ้าน

“เสี่ยวเฟย ซื้อของพวกนี้มาทำไมเยอะแยะ พ่อแกสูบบุหรี่ซะที่ไหน” หลี่ชิ่วหลานเห็นของฟุ่มเฟือยแล้วปวดใจ

“แม่ครับ วันนี้ผมขายปูหมดเกลี้ยงเลย ผมกดเงินมาหมื่นนึง ในบัตรยังมีอีกแสนกว่า รวมกับของเก่าก็เกือบสี่แสนแล้วครับ พอใช้หนี้แน่นอน” ไป๋อวิ๋นเฟยยื่นปึกธนบัตรสีแดงให้แม่

“ขายได้เยอะขนาดนี้เชียว? ปูตัวละเท่าไหร่กันเนี่ยลูก?” หลี่ชิ่วหลานตาโตเท่าไข่ไก่ อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง

“แม่ครับ อย่าถามเลย เอาเป็นว่าเขาจ่ายเงินมาแล้ว ไม่ใช่พวกต้มตุ๋นแน่นอน วันนี้เราเอาเงินไปคืนชาวบ้านกัน แล้วก็เอาบุหรี่ เหล้า เนื้อสัตว์พวกนี้ไปแจกด้วย ส่วนดอกเบี้ยเราก็จ่ายเพิ่มไปให้สมน้ำสมเนื้อ ยืมเขามานานขนาดนี้ มีของติดไม้ติดมือไปให้เขาหน่อย ชาวบ้านจะได้ดีใจ”

“ชิ่วหลาน ในที่สุดเราก็ปลดหนี้ได้แล้ว” ไป๋ต้าจ้วงจับมือภรรยาแน่น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความตื้นตัน

“นั่นสิ... เสี่ยวเฟย ลูกไปทำกับข้าวนะ เดี๋ยวแม่กับพ่อจะรวมบัญชี แล้วรีบออกไปใช้หนี้ กลับมาจะได้กินข้าวเย็นพร้อมกัน” หลี่ชิ่วหลานรีบไปดึงกล่องไม้เก่าๆ ใต้เตียงออกมาหยิบสมุดบัญชีหนี้สิน ทั้งสองช่วยกันตรวจสอบยอดเงินแล้วหอบข้าวของออกไปทันที

ไป๋อวิ๋นเฟยเพิ่งทำอาหารเย็นเสร็จ พ่อกับแม่ก็เดินยิ้มร่ากลับเข้ามา

“เร็วขนาดนี้เลยเหรอครับ? จ่ายครบหมดแล้วเหรอ?” ไป๋อวิ๋นเฟยเห็นพ่อแม่หอบของพะรุงพะรังกลับมา

“ครบจ้ะ พอเราคืนเงิน ชาวบ้านก็ดีใจกันใหญ่ แถมยังให้ของป่ากลับมาอีกเพียบ ชวนกินข้าวเย็นด้วยนะแต่แม่ปฏิเสธไป” หลี่ชิ่วหลานหน้าแดงระเรื่อด้วยความสุข

เห็นพ่อแม่มีความสุข หลังที่เคยค่อมลงเพราะแบกหนี้สินดูจะยืดตรงขึ้น มีชีวิตชีวาขึ้น ไป๋อวิ๋นเฟยเปิดถุงดูเห็นเห็ดป่า ผลไม้ป่า ชาวบ้านที่นี่แม้จะไม่ได้ร่ำรวย ไม่เคยเห็นโลกกว้าง แต่จิตใจซื่อตรงและจริงใจ วันนั้นที่แห่กันมาทวงหนี้คงเพราะโดนยุยง ประกอบกับหนี้สินค้างคานานจนใจแป้ว พอได้เงินคืนแถมได้ของฝาก ดอกเบี้ยก็ไม่คิดสักบาท

เห็นรองเท้าพ่อแม่เปื้อนโคลน ไป๋อวิ๋นเฟยนึกถึงคำบ่นของคนขับรถเรื่องถนนหนทาง เขาคิดว่าต่อไปถ้าจะขยายกิจการเลี้ยงสัตว์ปลูกผัก ก็ควรทำในหมู่บ้านนี่แหละ จะได้ช่วยชาวบ้านให้มีรายได้ไปด้วย แล้วจะได้กำจัดอิทธิพลเถื่อนของหวังเฉวียนผิง ผู้ใหญ่บ้านจอมโกงที่คอยรังแกชาวบ้าน แต่ก่อนอื่น ต้องซ่อมถนนให้ดีเสียก่อน

เช้าวันรุ่งขึ้น ไป๋อวิ๋นเฟยตรงดิ่งไปที่บ้านผู้ใหญ่บ้านทันที

หมู่บ้านนี้ยากจน บ้านผู้ใหญ่บ้านจึงมีแค่ห้องเล็กๆ ข้างตัวบ้านใช้เป็นที่ทำการ

พอใกล้ถึงหน้าบ้าน ไป๋อวิ๋นเฟยเห็นเถี่ยต้านกับพวกวัยรุ่นว่างงานกำลังนั่งเล่นไพ่กันอยู่ที่ลานดิน พอเถี่ยต้านเหลือบเห็นไป๋อวิ๋นเฟย ก็โยนไพ่ทิ้งแล้วลุกพรวดขึ้น

“มาทำไม?!” เถี่ยต้านถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัว เพื่อนๆ ในวงไพ่เห็นอาการหัวโจกก็พากันถอยตาม

“แล้วคิดว่าฉันมาทำไมล่ะ?” ไป๋อวิ๋นเฟยย้อนถามพร้อมรอยยิ้มเย็นชา

“ยะ... อย่าทำอะไรบ้าๆ นะ นี่หน้าบ้านผู้ใหญ่บ้านนะโว้ย” เถี่ยต้านชี้หน้าไป๋อวิ๋นเฟยมือสั่น

“ฉันมาขอให้ผู้ใหญ่บ้านจ่ายไฟให้บ้านฉัน”

“จ่ายไฟ? ฝันไปเถอะ! บ้านแกไม่ได้จ่ายค่าไฟมากี่เดือนแล้ว รู้อยู่แก่ใจไม่ใช่เหรอ?” พอรู้ว่าเป็นเรื่องไฟฟ้า เถี่ยต้านก็เริ่มกลับมาวางก้าม

“วันนี้ฉันเอาค่าไฟมาจ่าย” ไป๋อวิ๋นเฟยไม่สนใจ เดินฝ่าวงล้อมตรงเข้าไปที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน

“ฮ่าๆๆ แค่ค่าไฟไม่พอหรอกเว้ย! ค่าเช่าที่นาที่ค้างไว้ก็ต้องจ่ายด้วย! ฮ่าๆๆ” เถี่ยต้านหัวเราะร่า ทำท่าเหมือนเงินจะเข้ากระเป๋าตัวเอง

“แน่ใจเหรอ?” ไป๋อวิ๋นเฟยหันขวับมาจ้องเขม็ง

เถี่ยต้านรู้สึกเหมือนกำลังจะโดนอัด จึงใส่เกียร์หมาวิ่งหนีเข้าไปในบ้านผู้ใหญ่บ้านพร้อมตะโกนลั่น “ช่วยด้วย! ไป๋อวิ๋นเฟยจะฆ่าคน! ช่วยด้วย!”

“โอ๊ย!” ด้วยความรีบร้อนและมัวแต่หันหลังมามอง เถี่ยต้านจึงสะดุดธรณีประตูบ้านผู้ใหญ่บ้านล้มกลิ้งไม่เป็นท่า

หวังเฉวียนผิงที่กำลังนั่งเขียนหนังสืออยู่ในห้องโถง ตกใจจนทำปากกาล่วง พอเห็นคนล้มกลิ้งเข้ามาก็รีบเอาเท้าเหยียบปากกาไว้เพื่อรักษามาด

“เอะอะอะไรกัน! วิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามา!” หวังเฉวียนผิงลุกขึ้นตวาดเสียงดัง

“ผู้ใหญ่บ้านครับ ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย เถี่ยต้านมันร้องโวยวายไปเอง” ไป๋อวิ๋นเฟยเดินตามเข้ามา พูดดักคอก่อนเถี่ยต้านจะฟ้อง

“ผู้ใหญ่บ้าน ไอ้ไป๋อวิ๋นเฟยมันบอกจะมาจ่ายค่าไฟ แล้วก็จะมาจ่ายค่าเช่าที่นาที่ค้างไว้ด้วยครับ” เถี่ยต้านพูดมั่วซั่ว พอโดนไป๋อวิ๋นเฟยถลึงตาใส่ก็หดคอหนีด้วยความกลัว

“อ้อ? มาจ่ายค่าไฟเหรอ? บ้านเอ็งค้างค่าไฟมาครึ่งปี เดือนละห้าสิบ รวมเป็นสามร้อยหยวน” หวังเฉวียนผิงกดเครื่องคิดเลขคำนวณแล้วเงยหน้าบอก

“ได้ข่าวว่าจะมาจ่ายค่าเช่าที่นาด้วยรึ?” หวังเฉวียนผิงแปลกใจที่จู่ๆ ไป๋อวิ๋นเฟยจะยอมจ่ายเงินง่ายๆ

“ผู้ใหญ่บ้านครับ ท่านก็บอกเองว่า 'ได้ข่าวว่า' เพราะฉะนั้นผมไม่จ่ายครับ ค่าเช่านั้นผมไม่เกี่ยว” ไป๋อวิ๋นเฟยตอบเสียงเรียบ

จบบทที่ บทที่ 18 ดังนั้นผมจึงไม่จ่าย

คัดลอกลิงก์แล้ว