- หน้าแรก
- ยอดหมอเทพแห่งหมู่บ้านเร้นลับ
- บทที่ 17 ผมจะแนะนำคุณให้เอง
บทที่ 17 ผมจะแนะนำคุณให้เอง
บทที่ 17 ผมจะแนะนำคุณให้เอง
“พ่อครับ แม่ครับ ผมเข้าเมืองก่อนนะครับ”
ไป๋อวิ๋นเฟยบอกลาพ่อแม่ แล้วกระโดดขึ้นนั่งที่นั่งข้างคนขับ เหล่าหลิวขับรถบรรทุกโยกเยกไปตามถนนลูกรังมุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอ
ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมง รถก็มาถึงประตูหลังโรงแรมเฟยเอ๋อร์เล่อ ครั้งนี้ซุนเยว่ออกมาตรวจรับของด้วยตัวเอง
ไป๋อวิ๋นเฟยนำปูยักษ์มาส่งทั้งหมดหนึ่งร้อยแปดสิบตัว แต่ละตัวหนักกว่าหนึ่งจิน รวมน้ำหนักทั้งหมดได้สองร้อยกว่าจิน เมื่อคำนวณตามราคาในสัญญาที่จินละหกร้อยหยวน ยอดรวมที่ได้ในวันนี้จึงสูงถึงหนึ่งแสนสามหมื่นกว่าหยวน
ไป๋อวิ๋นเฟยรีบไปเปิดบัญชีที่ธนาคารใกล้ๆ จากนั้นฝ่ายบัญชีของโรงแรมก็โอนเงินเข้าบัญชีให้ทันที
ไป๋อวิ๋นเฟยกำบัตรธนาคารในมือแน่น นี่คือกำไรก้อนแรกในชีวิต ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านในหัวใจ ในที่สุดเขาก็มีเงินแล้ว พ่อแม่จะได้อยู่อย่างสุขสบายเสียที
พร้อมกันนั้น ไฟแห่งความทะเยอทะยานในใจก็ลุกโชนยิ่งขึ้น เขาอยากหาเงินให้ได้มากกว่านี้ เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงและแข็งแกร่งให้กับตัวเอง
รออีกหน่อยเถอะ สักวันหนึ่งเขาจะกลับไปที่เซี่ยงไฮ้ เพื่อสะสางบัญชีแค้นกับคนที่ใส่ร้ายป้ายสีเขา แม้เขาจะรอดคุกมาได้แต่ก็ต้องมีประวัติติดตัว คนเนรคุณที่ทำกับเขาได้ลงคอคนนั้นเป็นทายาทตระกูลใหญ่ผู้ทรงอิทธิพล ตอนนี้ไป๋อวิ๋นเฟยยังไม่มีกำลังพอจะต่อกรด้วย ดังนั้นเขาต้องเร่งสร้างเครือข่ายและสะสมเงินทอง
บางทีคนคนนั้นอาจลืมเขาไปแล้ว แต่ไป๋อวิ๋นเฟยไม่เคยลืมตลอดสามปีที่ผ่านมา หากไม่ได้นักพรตเฒ่าช่วยไว้ ป่านนี้เขาคงตายไปแล้ว สักวันเขาจะทำให้คนคนนั้นรู้สำนึกว่า แม้จะเป็นแค่คนธรรมดา ก็มีศักดิ์ศรีและความเป็นคน ไม่ใช่ใครจะมาเหยียบย่ำได้ง่ายๆ
“เสี่ยวเฟย จะเที่ยงแล้ว ไปกินข้าวกลางวันด้วยกันสิ พอดีวันนี้เสี่ยวเสี่ยวหยุดงาน จะได้ไปกินพร้อมกันเลย” หลังจากส่งของเสร็จ ซุนเยว่ก็เอ่ยชวน
“ดีเลยครับพี่เยว่ ผมก็ตั้งใจจะเลี้ยงข้าวพี่อยู่แล้ว ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยเหลือผมมาตลอด” ไป๋อวิ๋นเฟยตอบตกลงทันที จริงๆ เขาอยากเลี้ยงข้าวตอบแทนซุนเยว่มานานแล้ว แต่หาจังหวะเหมาะๆ ไม่ได้ ถ้าไม่มีเธอ ปูของเขาคงไม่ขายออกเร็วขนาดนี้ หนี้สินที่บ้านคงยังใช้ไม่หมด และโอกาสสร้างรายได้ในอนาคตคงไม่สดใสเท่านี้
“ฮ่าๆๆ กระเป๋าตุงแล้วนี่นา งั้นมื้อนี้พี่ขอถล่มให้ยับเลยนะ” ซุนเยว่แซวเล่น
“งั้นเราไปร้านเบเกอรี่ฝั่งตรงข้ามกันไหมครับ? ผมเห็นป้ายหน้าร้านเขียนว่ามีเนื้อลาขาย พี่เยว่ว่าไงครับ?” ไป๋อวิ๋นเฟยเสนอ
“แหม ขี้งกจังนะ วันก่อนพี่หลิวจูเพิ่งบอกว่าจะให้เธอกินฟรี จะพาพี่ไปเกาะกินฟรีหรือไง?” ซุนเยว่แกล้งว่า
“เปล่าครับ ไม่ใช่อย่างนั้น ผมไม่ค่อยคุ้นแถวนี้ แล้วก็ไม่เคยกินเนื้อลาด้วย อีกอย่างผมเอายามาให้พี่หลิวจูด้วยครับ หรือพี่เยว่อยากไปทานที่ไหน บอกได้เลยครับ” ไป๋อวิ๋นเฟยเกาหัวแก้เก้อด้วยความเขิน
“ล้อเล่นน่า ดูทำหน้าเข้า ไปกินร้านนั้นก็ได้ พี่ก็ไม่ได้กินเนื้อลามานานแล้วเหมือนกัน เดี๋ยวพี่ไปตามเสี่ยวเสี่ยวก่อนนะ” ซุนเยว่เดินสับส้นสูงต๊อกแต๊กจากไปอย่างอารมณ์ดี
ไป๋อวิ๋นเฟยยืนรออยู่หน้าโรงแรมสักพัก ซุนเยว่ก็พาไป๋เสี่ยวเสี่ยวเดินออกมา
“พี่ใหญ่! มาทำไมไม่บอก!” ไป๋เสี่ยวเสี่ยวเห็นพี่ชายก็กระโดดโลดเต้นวิ่งเข้ามาเกาะแขนเขย่าไปมาด้วยความดีใจ
ไป๋อวิ๋นเฟยมองน้องสาวในชุดพนักงานโรงแรมที่ดูสะอาดสะอ้านสดใส ก็อดถอนหายใจในใจไม่ได้ 'น้องสาวตัวน้อยของเราโตเป็นสาวแล้วสินะ'
“โตจนป่านนี้ยังทำตัวเป็นเด็กๆ อีก หน้าไม่อายจริงๆ” ไป๋อวิ๋นเฟยลูบหัวน้องสาวด้วยความเอ็นดู การกระทำที่อ่อนโยนนั้นทำให้ซุนเยว่แอบประทับใจ
“ฮึ! ถึงจะโตแค่ไหนหนูก็เป็นน้องสาวพี่นะ” ไป๋เสี่ยวเสี่ยวเขย่าแขนพี่ชายแรงขึ้นอีก
“เฮ้อ ถ้าแม่พี่มีลูกชายให้พี่สักคนก็คงดี พี่เป็นลูกคนโต มีอะไรที่บ้านก็โยนให้พี่รับผิดชอบหมด น่าสงสารจะตาย” ซุนเยว่มองสองพี่น้องด้วยสายตาอิจฉา
“พี่เยว่สวยขนาดนี้ หาแฟนสักคนสิคะ จะได้มีคนดูแล” ไป๋เสี่ยวเสี่ยวยิ้มทะเล้น
“ไม่เอาหรอก อยู่คนเดียวสบายใจกว่า” แม้ปากจะบอกแบบนั้น แต่แววตาของซุนเยว่กลับฉายแววเหงาหงอยวูบหนึ่ง
ทั้งสามคนยืนรอข้ามถนนตรงทางม้าลาย
หลิวเทียนไฉ หัวหน้า รปภ. ที่กำลังเดินตรวจตราผ่านมาเห็นเข้า สีหน้าก็บึ้งตึงทันที เขาพึมพำกับตัวเอง “ไอ้บ้านนอกนี่ มาป้วนเปี้ยนแถวโรงแรมบ่อยจัง มันจะทำอะไรกันแน่? ต้องจับตามองให้ดี”
ไม่นานทั้งสามก็เดินมาถึงร้าน จูจูเบเกอรี่
“อ้าว เสี่ยวเฟยมาแล้วเหรอ! มาๆ นั่งก่อน!” หลิวจูเห็นไป๋อวิ๋นเฟยก็รีบเดินยิ้มร่าเข้ามาต้อนรับ สั่งพนักงานให้เอาน้ำมาเสิร์ฟ วันนี้เธอสวมชุดเดรสเกาะอกสีแดงสด เผยไหล่เนียนและเรียวขายาวขาวผ่องวับๆ แวมๆ ยามก้าวเดิน ทำเอาไป๋อวิ๋นเฟยต้องลอบกลืนน้ำลาย
“ผู้จัดการซุนก็มาด้วยเหรอ? มาเดตกันแล้วหิ้วกขค.มาด้วยหรือไง?” หลิวจูแซวพลางมองไปทางไป๋เสี่ยวเสี่ยว
“เข้าใจผิดแล้วค่ะ นี่น้องสาวของไป๋อวิ๋นเฟย ชื่อเสี่ยวเสี่ยว” ซุนเยว่รีบปฏิเสธ “ตอนนี้ไป๋อวิ๋นเฟยเป็นซัพพลายเออร์ส่งผักให้โรงแรมเราแล้วนะคะ”
“โห เก่งจัง! อายุแค่นี้เป็นซัพพลายเออร์แล้ว อนาคตไกลนะเรา” หลิวจูมองไป๋อวิ๋นเฟยด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่มองว่าเป็นแค่เด็กหนุ่มนิสัยดี แต่วันนี้กลับรู้สึกว่าเขาดูมีเสน่ห์และน่าค้นหามากขึ้น
“พี่หลิวจูชมเกินไปแล้วครับ ผมก็แค่ปลูกผักบ้านๆ พอดีทางโรงแรมเขาถูกใจน่ะครับ” ไป๋อวิ๋นเฟยไม่อยากคุยโว จึงรีบเปลี่ยนเรื่อง “พี่หลิวจูครับ ผมเอายาสมุนไพรมาให้ครับ”
ไป๋อวิ๋นเฟยหยิบห่อกระดาษสมุนไพรสามห่อออกมาจากเป้ ยื่นให้หลิวจู “อันนี้ผมไปเก็บสมุนไพรบนเขามาปรุงเองครับ ต้มกินวันละห่อ กินวันละสามเวลา สามวันก็หายแล้วครับ วิธีต้มผมเขียนใส่กระดาษแนบไว้ข้างในแล้ว”
หลิวจูเชื่อมั่นในฝีมือของไป๋อวิ๋นเฟยมาก เพราะตั้งแต่เขาฝังเข็มให้คราวนั้น อาการปวดศีรษะและเวียนหัวของเธอก็หายเป็นปลิดทิ้ง เธอรับห่อยามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “เสี่ยวเฟย พี่ไปหาหมอมาตั้งเยอะไม่หายสักที มีแต่เธอนี่แหละที่รักษาได้ พี่จะขอบคุณเธอยังไงดีนะ ค่ายากับค่ารักษาเท่าไหร่จ๊ะ? เดี๋ยวพี่โอนให้”
“สมุนไพรพวกนี้ผมเก็บมาจากป่า ไม่คิดเงินหรอกครับ แต่... พี่หลิวจูพอจะช่วยอะไรผมสักอย่างได้ไหมครับ?” ไป๋อวิ๋นเฟยสบตาหลิวจู
“เสี่ยวเฟย ว่ามาเลยจ้ะ ให้ช่วยอะไร ขอแค่ไม่ผิดศีลธรรม ไม่ฆ่าคนวางเพลิง พี่จัดให้หมด” หลิวจูพูดติดตลก
“ไม่ร้ายแรงขนาดนั้นหรอกครับ เราไม่ทำเรื่องผิดกฎหมายอยู่แล้ว คือถ้าพี่มีเพื่อนหรือคนรู้จักที่มีอาการเจ็บป่วยรักษาไม่หาย ช่วยแนะนำมาหาผมหน่อยได้ไหมครับ? ผมรับรักษาโรคด้วย แต่ออกตัวก่อนนะครับว่าผมไม่มีใบประกอบโรคศิลปะ เป็นแค่วิชาที่สืบทอดกันมาในตระกูล”
ความจริงไป๋อวิ๋นเฟยไม่ได้หวังเงินค่ารักษา แต่เขาต้องการน้ำทิพย์สีทองจากแหวนวิเศษ ซึ่งตอนนี้หมดเกลี้ยงแล้ว เขาต้องรักษาคนป่วยเพื่อสะสมแต้มบุญ จะได้น้ำทิพย์มาใช้เลี้ยงปูเลี้ยงปลาต่อ และหลิวจูทำธุรกิจร้านเบเกอรี่ ลูกค้าเยอะ เป็นคนกว้างขวาง น่าจะช่วยแนะนำคนไข้ให้เขาได้มาก
“แค่นี้เองเหรอ? นึกว่าเรื่องใหญ่อะไร เรื่องจิ๊บจ๊อย ไว้ใจพี่ได้เลย ใครป่วยเดี๋ยวพี่แนะนำให้หมด” หลิวจูตบต้นแขนล่ำๆ ของไป๋อวิ๋นเฟยเบาๆ สัมผัสของกล้ามเนื้อแน่นๆ ทำเอาเธอรู้สึกกระชุ่มกระชวยหัวใจอย่างบอกไม่ถูก