เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 ชิมฟรี

บทที่ 12 ชิมฟรี

บทที่ 12 ชิมฟรี


ณ อำเภอซิงฮั่ว บนชั้นสูงสุดของโรงแรมเฟยเอ๋อร์เล่อ

ที่นี่คือพื้นที่ลึกลับ เป็นที่พำนักของ โอวหยางเซิงม่าน เจ้าของโรงแรมสาวผู้ทรงเสน่ห์ ไม่เคยมีใครได้รับอนุญาตให้ขึ้นมาเยือน ว่ากันว่าเคยมีเสี่ยใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งพยายามใช้เส้นสายขอขึ้นมานอนค้างคืนที่ชั้นนี้ ผลปรากฏว่ายังไม่ทันได้นอน เขาก็หัวใจวายเสียชีวิตกะทันหัน ข่าวลือนี้แพร่สะพัดออกไป ทำให้เหล่าผู้ชายทั้งหลายต่างรู้สึกทั้งรักทั้งกลัวเจ้าของโรงแรมสาวสวยผู้นี้ ได้แต่มองดูอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ ไม่กล้าแม้แต่จะคิดล่วงเกิน

“เสี่ยวเยว่! เธอทำได้ยังไงเนี่ย? กุหลาบต้นนี้รอดตายแล้ว แถมยังเป็นพันธุ์ 'หลานเซ่อเยาจี' ด้วยนะ รู้ไหมว่าในท้องตลาดแทบจะหากุหลาบสีน้ำเงินแท้ๆ ไม่ได้เลย ส่วนใหญ่ก็แค่เอากุหลาบขาวไปย้อมสีทั้งนั้น ดอกแป๊บเดียวก็เหี่ยวแล้ว”

โอวหยางเซิงม่านเดินขึ้นมาจากสระว่ายน้ำ หยดน้ำเกาะพราวตามเรือนร่างอรชร แขนเรียวขาวยื่นมารับเสื้อคลุมอาบน้ำจากมือของซุนเยว่แล้วสวมใส่อย่างสง่างาม แต่ทว่าคอเสื้อที่เปิดกว้างนั้นไม่อาจปกปิดความอวบอิ่มของหน้าอกหน้าใจได้ เธอนั่งเอนหลังลงบนเก้าอี้โยกด้วยท่าทางเกียจคร้านน่ามอง

“บอสคะ ฉันก็ไม่ได้มีเทคนิคอะไรพิเศษหรอกค่ะ ก็แค่รดน้ำวันเว้นสองวัน เมื่อวานดูท่ามันจะไม่รอดแล้วด้วยซ้ำ แต่พอตื่นเช้ามาจู่ๆ มันก็บานสะพรั่งอย่างที่เห็นนี่แหละค่ะ”

“เอาเถอะ ฉันไม่อยากเซ้าซี้มากความ แต่กุหลาบน้ำเงินต้นนี้ถ้าเอาไปประมูลในงานแสดงดอกไม้กุหลาบ ราคาคงพุ่งไปถึงหลักล้านแน่ๆ ว่ามาสิ เธออยากได้รางวัลอะไร หื้ม?” โอวหยางเซิงม่านส่งสายตาหวานเชื่อมให้ซุนเยว่ ขาเรียวยาวข้างขวายกขึ้นไขว่ห้าง นิ้วมือเรียวสวยราวกับลำเทียนลูบไล้ไปตามผิวขาวเนียนของต้นขาตัวเอง

“บอสคะ... ฉัน... ฉันไม่อยากได้รางวัลอะไรหรอกค่ะ” ซุนเยว่มองภาพยั่วยวนตรงหน้า ถึงเธอจะเป็นผู้หญิงด้วยกัน แต่เห็นแบบนี้เลือดกำเดาก็แทบพุ่งเหมือนกัน

“พอแล้วๆ ไม่แกล้งเธอแล้ว บอกตั้งกี่ครั้งแล้วว่าเวลาส่วนตัวไม่ต้องเรียกฉันว่าบอส” โอวหยางเซิงม่านแกล้งทำหน้างอน

กริ๊ง...

เสียงโทรศัพท์มือถือของซุนเยว่ดังขึ้นช่วยชีวิตไว้พอดี เธอรีบล้วงโทรศัพท์ออกมาด้วยความโล่งอก

“บอสคะ ขอตัวรับโทรศัพท์แป๊บหนึ่งนะคะ” ซุนเยว่เดินเลี่ยงไปที่ขอบระเบียงสวนดอกไม้แล้วกดรับสาย

“เสี่ยวเฟย มีอะไรเหรอ?” ซุนเยว่ไม่คิดว่าไป๋อวิ๋นเฟยจะโทรมา นึกว่าเขาเปลี่ยนใจอยากจะมาเป็นรปภ. แต่พอได้ฟังเรื่องที่เขาพูด คิ้วสวยๆ ของเธอก็ขมวดมุ่นเข้าหากัน

“ไม่ใช่ว่าพี่ไม่อยากช่วยนะ แต่วัตถุดิบของโรงแรมเรามีซัพพลายเออร์เจ้าประจำอยู่แล้ว เราทำสัญญากันระยะยาว อีกอย่างพี่เป็นแค่ฝ่ายบุคคล คงช่วยอะไรเรื่องนี้ไม่ได้หรอกจ้ะ” ซุนเยว่ปฏิเสธด้วยความเกรงใจ

“ผู้จัดการซุนครับ อย่าเพิ่งด่วนปฏิเสธสิครับ ปูยักษ์ของผมนี่รับรองว่าหาซื้อที่ไหนไม่ได้แน่ๆ เอาอย่างนี้ไหมครับ เดี๋ยวผมเอาไปให้ลองชิมก่อน ถ้าไม่อร่อยจริง ก็ถือว่าผมไม่ได้พูดอะไรแล้วกัน” ไป๋อวิ๋นเฟยมั่นใจในคุณภาพปูของเขามาก เพราะน้ำทิพย์เร่งโตแบบนี้ไม่มีขายในตลาดแน่นอน

“อืม... ก็ได้จ้ะ เฮ้อ” ซุนเยว่นึกถึงฐานะที่ยากจนของไป๋อวิ๋นเฟย จึงตัดสินใจว่าไม่ว่าปูจะอร่อยหรือไม่ เธอก็จะควักเงินส่วนตัวสักหนึ่งหมื่นหยวนซื้อไว้ทั้งหมด ถือซะว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณที่เขาช่วยชีวิตเธอ

พอซุนเยว่วางสาย เสียงไพเราะของโอวหยางเซิงม่านก็ดังขึ้น

“มีเรื่องอะไรเหรอเสี่ยวเยว่ หน้าเครียดเชียว”

ซุนเยว่ยิ้มเจื่อนๆ “คืออย่างนี้ค่ะบอส พี่ชายของเด็กฝึกงานที่พามาเมื่อวาน เขาชื่อไป๋อวิ๋นเฟย เป็นชาวไร่ชาวนา เขาโทรมาเสนอขายปูยักษ์ที่เลี้ยงเอง บอกว่าหาซื้อที่ไหนไม่ได้ แต่บอสคะ ฉันรับรองว่าจะไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับงานแน่นอน”

“ยังไงกัน เธอเพิ่งรู้จักพวกเขาเมื่อวานไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงมีเรื่องธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องเร็วนักล่ะ” โอวหยางเซิงม่านหยิบบุหรี่สำหรับสุภาพสตรีขึ้นมาจุดสูบ

“เรื่องมันเป็นอย่างนี้ค่ะ...” ซุนเยว่เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้โอวหยางเซิงม่านฟังอย่างละเอียด

“อะไรนะ?! เมื่อคืนเธอเกือบโดนลวนลาม?” แววตาของโอวหยางเซิงม่านเปลี่ยนเป็นดุดันทันที “ฉันจำได้ว่าถนนเส้นนั้นเป็นถิ่นของ 'หวังหัวล้าน' กินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหน ถึงกล้ามาแตะต้องคนของฉัน”

“บอสไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันไม่เป็นไร โชคดีที่เสี่ยวเฟยมาช่วยไว้ทัน” ซุนเยว่รู้ดีว่าบอสสาวของเธอมีอิทธิพลกว้างขวางขนาดไหน ในยุคสมัยนี้ ผู้หญิงตัวคนเดียวสามารถสร้างโรงแรมใหญ่โตขนาดนี้ได้ ต้องไม่ธรรมดาแน่ และเธอก็เคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับความน่ากลัวของบอสมาบ้าง

“ฮ่าๆๆ ที่แท้ก็เป็นเรื่องราววีรบุรุษช่วยสาวงามนี่เอง” โอวหยางเซิงม่านหัวเราะร่า รอยยิ้มของเธองดงามจนดวงจันทร์ยังต้องอายม้วนหลบเข้ากลีบเมฆ

“บอสคะ อย่าล้อฉันเล่นสิ” ซุนเยว่หน้าแดงระเรื่อ

“ฉันไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย อย่าร้อนตัวสิ” โอวหยางเซิงม่านหัวเราะคิกคัก

ซุนเยว่ก้มหน้างุด ไม่กล้าต่อปากต่อคำ รู้ดีว่าเถียงไปก็ไม่ชนะ

...

หลังจากวางสาย ไป๋อวิ๋นเฟยก็กลับเข้าบ้าน รถเที่ยวสุดท้ายหมดไปแล้ว คืนนั้นหลังจากทานข้าวเย็นเสร็จ ทั้งครอบครัวก็ช่วยกันขุดบ่อเลี้ยงปูต่อ แม้ร่างกายของไป๋อวิ๋นเฟยจะแข็งแรงกว่าคนปกติ แต่การขุดบ่อขนาดใหญ่ก็ทำเอาเขาเหนื่อยจนแทบขาดใจ

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ไป๋อวิ๋นเฟยหิ้วถังใส่ปูยักษ์ขึ้นรถเที่ยวแรกมุ่งหน้าเข้าตัวเมือง

เพื่อป้องกันไม่ให้ปูตายระหว่างทาง เขาตักน้ำผสมน้ำทิพย์ใส่ลงไปด้วย ปูพวกนี้โตเร็วมาก ผ่านไปคืนเดียวตัวใหญ่ขึ้นอีกหลายเท่า โชคดีที่น้ำทิพย์มีจำกัด ไม่งั้นถ้าตัวใหญ่กว่านี้คงน่ากลัวเกินไปจนขายไม่ออกแน่

ไป๋อวิ๋นเฟยนั่งรถมาลงหน้าโรงแรมเฟยเอ๋อร์เล่อ ที่หน้าประตูมีรปภ.สองคนยืนเฝ้าอยู่ พอเห็นเขาก็รีบเข้ามาขวาง

“เฮ้ย! ไอ้หนุ่ม แบกถังน้ำมาจะมาเปิดห้องพักหรือไง?” รปภ.คนหนึ่งมองไป๋อวิ๋นเฟยด้วยสายตาดูแคลน

“ผมมีนัดกับผู้จัดการซุนครับ” ไป๋อวิ๋นเฟยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไม่แสดงอาการหวั่นเกรง

“โอ้โฮ สภาพอย่างแกเนี่ยนะนัดกับผู้จัดการซุน ตลกน่า” รปภ.หันไปหัวเราะเยาะกับเพื่อน

“มีเรื่องอะไรกัน!”

หญิงสาวในชุดทำงานกระโปรงทรงสอบรัดรูปเดินออกมาจากโรงแรม เธอคือซุนเยว่นั่นเอง

“ผู้จัดการซุนครับ ไอ้บ้านนอกนี่มันเพ้อเจ้อ บอกว่านัดกับผู้จัดการไว้ครับ” หัวหน้ารปภ.นามว่า หลิวเทียนไฉ รีบปรี่เข้าไปรายงานด้วยท่าทางประจบสอพลอ เขาตามจีบซุนเยว่มานาน พอเห็นเธอออกมาก็รีบทำคะแนน

“บ้านนอกอะไรกัน คุณต้อนรับแขกแบบนี้เหรอ?” ซุนเยว่ได้ยินหลิวเทียนไฉเรียกไป๋อวิ๋นเฟยแบบนั้นก็รู้สึกโมโหขึ้นมาตงิดๆ เธอรู้ดีว่าหลิวเทียนไฉพยายามตามตื้อเธอ แต่เธอไม่ได้มีใจให้ และรักษาระยะห่างแบบเพื่อนร่วมงานมาตลอด

“เสี่ยวเฟย กินข้าวมาหรือยัง? เราไปคุยกันที่ร้านเบเกอรี่ฝั่งตรงข้ามเถอะ” ซุนเยว่พาไป๋อวิ๋นเฟยเดินข้ามถนนไปทันที

ทิ้งให้หลิวเทียนไฉยืนหน้าบูดบึ้งอยู่ที่เดิมด้วยความเจ็บใจ

“พี่เยว่ ผมกินข้าวเช้ามาแล้วครับ ปูยักษ์วันนี้พี่ต้องลองชิมให้ได้นะครับ” ไป๋อวิ๋นเฟยวางถังลงกับพื้นแล้วเปิดให้ซุนเยว่ดู

“เสี่ยวเฟย ไม่ต้องรีบร้อนหรอก” จริงๆ แล้วซุนเยว่ไม่ได้สนใจปูยักษ์อะไรนั่นเลย แต่เธอเตรียมเงินสดสองหมื่นหยวนมาแล้ว ไม่ว่าของจะเป็นยังไง เธอก็จะเหมาหมดเพื่อตอบแทนน้ำใจ

“พี่เยว่ ดูสิครับ” ไป๋อวิ๋นเฟยจับปูตัวหนึ่งขึ้นมา กระดองสีเขียวมรกตสะอาดสะอ้าน ไร้กลิ่นคาว แถมยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ก้ามโตทั้งสองข้างกวัดแกว่งไปมาอย่างแข็งแรง

ภาพนั้นเรียกความสนใจจากคนที่เดินผ่านไปมาจนต้องหยุดดู

“โห! ปูตัวใหญ่จัง หาดูยากนะเนี่ย” ซุนเยว่เห็นปูขนาดเท่าชามใบใหญ่ก็อดตกตะลึงไม่ได้ ร้องอุทานออกมา

“นี่มันพันธุ์อะไรเนี่ย? ไปเอามาจากไหน?” ซุนเยว่เห็นของแปลกตาแบบนี้ก็อดถามไม่ได้

“ผมเลี้ยงเองครับ พี่ลองดูสิครับว่าเป็นยังไง” ไป๋อวิ๋นเฟยยิ้มกว้าง

ซุนเยว่จำได้ว่าปูยักษ์ที่โรงแรมขายราคาตัวละ 488 หยวน ยังตัวเล็กกว่านี้เสียอีก

“เลี้ยงเองเหรอ? ไม่น่าเชื่อ ฉันยังไม่เคยเห็นปูตัวใหญ่ขนาดนี้ขายในตลาดเลย ตัวนึงน่าจะหนักเป็นกิโลเลยมั้งเนี่ย” ซุนเยว่ทึ่งจัด

“นั่นสิ ปกติปูตัวใหญ่ๆ จะเป็นพวกปูทะเลสีแดงๆ แต่นี่มันปูนาสีเขียวชัดๆ”

“ปูนาสีเขียวแบบนี้ฉันเคยตกได้ เต็มที่ก็ตัวเท่าไข่เป็ดเองนะ”

ฝูงชนที่มุงดูเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่

“พี่เยว่ครับ จะพันธุ์อะไรไม่สำคัญ ที่สำคัญคือปูของผมมีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง แถมรสชาติยังเป็นเลิศ ผมรับประกันเลยว่าถ้าได้กินคำแรกแล้วต้องอยากกินคำที่สองแน่นอน” ไป๋อวิ๋นเฟยบรรยายสรรพคุณอย่างออกรส

“จริงเหรอ? งั้นให้พวกเราลองชิมหน่อยได้ไหม?” ไทยมุงคนหนึ่งตะโกนถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“ได้ครับ เชิญชิมฟรีได้เลย!” ไป๋อวิ๋นเฟยตอบรับทันที

“รอเดี๋ยวนะ เดี๋ยวพี่ไปคุยกับเจ้าของร้านเบเกอรี่ก่อน” ซุนเยว่ลุกขึ้นเดินไปที่เคาน์เตอร์เพื่อขออนุญาตใช้สถานที่

จบบทที่ บทที่ 12 ชิมฟรี

คัดลอกลิงก์แล้ว