- หน้าแรก
- ยอดหมอเทพแห่งหมู่บ้านเร้นลับ
- บทที่ 4 ผมจะฝังเข็มให้พี่
บทที่ 4 ผมจะฝังเข็มให้พี่
บทที่ 4 ผมจะฝังเข็มให้พี่
ไป๋อวิ๋นเฟยรู้สึกเหนียวตัวเพราะเสื้อผ้าเปียกชื้นจนน่ารำคาญ เขาจึงเริ่มโคจรพลังลมปราณ 'วิชาเซิงหยาง' ไม่นานนักความร้อนก็แผ่ซ่านออกมาจนเสื้อผ้าบนร่างแห้งสนิท กลับมารู้สึกสบายตัวอีกครั้ง
ภายในวัดแห่งนี้ว่างเปล่า มีเพียงแท่นบรรยายธรรมเก่าๆ และไม้ท่อนยาวสองสามท่อนวางพิงกำแพงอยู่ ทันใดนั้นไป๋อวิ๋นเฟยก็สังเกตเห็นโพรงดำมืดโพรงหนึ่ง แม้จะไร้แสงไฟแต่เขากลับมองเห็นภายในได้อย่างชัดเจนในความมืด
ไป๋อวิ๋นเฟยเดินลอดผ่านปากโพรงเข้าไป ด้านในประดิษฐานพระพุทธรูปองค์หนึ่งที่มีพระพักตร์เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม ข้างกันมีแก้วน้ำสะอาดและแอปเปิลวางถวายอยู่ แต่สภาพแอปเปิลถูกหนูแทะแหว่งไปหลายจุด ดูท่าคงไม่มีคนเข้ามาที่นี่นานมากแล้ว
ชายหนุ่มคุกเข่าโขกศีรษะให้พระพุทธรูปสามครั้ง จังหวะที่กำลังจะก้มตัวลงไปหยิบฟืนแห้งใต้โต๊ะบูชา เขากลับสะดุดขาตัวเองจนล้มคะมำ ร่างกระแทกเข้ากับโหลแก้วข้างๆ จนเกิดเสียงดังโครมคราม
“ไป๋อวิ๋นเฟย? เป็นอะไรหรือเปล่า? รีบออกมาเถอะ หาไม่เจอก็ช่างมัน” ชิวจวี๋มองไม่เห็นเหตุการณ์ด้านในโพรง แต่ตกใจกับเสียงข้าวของล้มระเนระนาด
ไป๋อวิ๋นเฟยยันกายลุกขึ้น รู้สึกเหมือนมีน้ำไหลซึมที่ใบหน้า พอยกมือขึ้นแตะดูถึงรู้ว่าเป็นเลือด หน้าผากของเขาถลอกนิดหน่อย
วูบ!
ทันใดนั้น แสงสว่างสายหนึ่งก็วาบขึ้นและจางหายไปอย่างรวดเร็ว ไป๋อวิ๋นเฟยมองตามแสงนั้นไปจนพบกับแหวนวงหนึ่งตกอยู่ เขาหยิบมันขึ้นมาพิจารณา แหวนวงนี้มีสีดำสนิท ดูไม่ออกว่าทำจากวัสดุอะไร บนตัวแหวนมีลวดลายสลักที่ดูเลือนรางราวกับเคลื่อนไหวได้
“แหวนวงนี้สวยดี ลวดลายเหมือนมีชีวิตเลยแฮะ ไม่แน่อาจจะเป็นของเก่าเก็บก็ได้ เก็บไว้ก่อนดีกว่า”
ไป๋อวิ๋นเฟยหย่อนแหวนลงในกระเป๋ากางเกง โดยไม่ทันสังเกตว่าเลือดจากปลายนิ้วของเขาได้เปื้อนลงบนแหวน ทันทีที่สัมผัสเลือด แหวนก็เปล่งแสงจางๆ ออกมาวูบหนึ่งก่อนจะกลับสู่สภาพปกติ
เขาหอบฟืนแห้งเดินกลับออกไปหาชิวจวี๋ “พี่ชิวจวี๋ เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?”
“ฮัดชิ้ว! ฮัดชิ้ว...”
ฝนที่ตกหนักทำให้อากาศเย็นลงฉับพลัน ชิวจวี๋ที่ตัวเปียกโชกเริ่มตัวสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บ
“พี่ชิวจวี๋ ใส่เสื้อของผมก่อนเถอะครับ แล้วเอาเสื้อพี่มาอังไฟให้แห้ง” ไป๋อวิ๋นเฟยก่อกองไฟอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะถอดเสื้อตัวบนออกอย่างรวดเร็ว
“มะ... มันจะไม่ดีมั้ง” ชิวจวี๋มองรูปร่างกำยำล่ำสันของชายหนุ่มแล้วรู้สึกคอแห้งผากขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“เปลี่ยนเถอะครับ เดี๋ยวจะไม่สบายเอา” ไป๋อวิ๋นเฟยโยนเสื้อให้เธอ แล้วเดินเลี่ยงออกไปนอกประตูวัด
“ไอ้เด็กบื้อเอ๊ย...” ชิวจวี๋มองตามหลังชายหนุ่มที่รีบเดินออกไป แล้วก้มมองสภาพวับๆ แวมๆ ของตัวเอง ใบหน้าก็แดงซ่านขึ้นมาทันที เธอรีบคว้าเสื้อของไป๋อวิ๋นเฟยมาสวมทับ เมื่ออยู่บนร่างเล็กๆ ของเธอ เสื้อผู้ชายตัวใหญ่จึงดูโคร่งจนทำให้เธอดูบอบบางน่าทะนุถนอมยิ่งขึ้น
สักพักไป๋อวิ๋นเฟยก็ผลักประตูเข้ามา เห็นชิวจวี๋สวมเสื้อของเขาเรียบร้อยแล้ว ส่วนเสื้อผ้าของเธอก็พาดตากอยู่ข้างกองไฟ
ไป๋อวิ๋นเฟยทิ้งตัวลงนั่งข้างกองไฟ หลังจากเหนื่อยมาค่อนวันเขาก็เริ่มเพลีย จึงหยิบแหวนสีดำที่เพิ่งเก็บได้ออกมานั่งดูเล่น
“ขอบใจนะอวิ๋นเฟย” ชิวจวี๋เห็นว่าชายหนุ่มไม่ได้มีความคิดล่วงเกินตนในเชิงชู้สาว ก็เริ่มผ่อนคลายลง
“นั่นถืออะไรอยู่น่ะ?” เธอถามด้วยความสงสัยเมื่อเห็นแหวนสีดำในมือเขา
“อ๋อ เก็บได้ข้างในเมื่อกี้นี้เองครับ กำลังดูอยู่ว่ามีอะไรพิเศษหรือเปล่า” ไป๋อวิ๋นเฟยตอบอย่างเปิดเผย
“ของแบบนี้อย่าเก็บมามั่วซั่วดีกว่านะ เคยได้ยินว่าแถวนี้มีคนเก็บของแปลกๆ กลับไปแล้วกลายเป็นบ้าด้วย” ชิวจวี๋นึกถึงเรื่องภูตผีปีศาจก็อดขนลุกไม่ได้
“ฮ่าๆๆ เราไม่ได้ทำเรื่องชั่วร้าย ไม่ต้องกลัวผีมาเคาะประตูบ้านหรอกครับ”
ไป๋อวิ๋นเฟยเอนตัวลงนอนบนกองฟางแห้ง หมุนแหวนเล่นไปมา ความง่วงงุนเข้าครอบงำจนผล็อยหลับไปในที่สุด...
ในความฝัน เขาเห็นตัวเองคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าชายชราคนหนึ่ง ชายชราผู้นั้นผมยาวสีดอกเลา ท่าทางเหมือนเซียนผู้วิเศษ ท่านยื่นแหวนสีดำวงนั้นให้เขา ปากขยับพูดอะไรบางอย่าง แต่ไม่ว่าไป๋อวิ๋นเฟยจะพยายามตั้งใจฟังแค่ไหน ก็ได้ยินไม่ชัดเจน สุดท้ายชายชราก็โบกมือไล่...
ไป๋อวิ๋นเฟยสะดุ้งตื่นขึ้นมา เห็นชิวจวี๋กำลังมองเขาด้วยสีหน้ากังวล
“ไป๋อวิ๋นเฟย ตื่นสักที ฉันเรียกตั้งนานแล้ว” ชิวจวี๋เปลี่ยนเสื้อผ้ากลับมาเป็นชุดเดิมเรียบร้อยแล้วระหว่างที่เขาหลับ
“อ้าว ผมหลับไปนานแค่ไหนแล้วเนี่ย?” ไป๋อวิ๋นเฟยยังรู้สึกทึ่งกับความฝันเมื่อครู่ไม่หาย
“หลับไปหลายชั่วโมงแล้ว ดูสิ ฝนหยุดแล้ว พระอาทิตย์จะตกดินแล้วด้วย” ชิวจวี๋บ่นอุบ
ไป๋อวิ๋นเฟยมองไปที่ข้อเท้าของชิวจวี๋ แล้วก็ต้องตกตะลึง เมื่อพบว่าดวงตาของเขาสามารถมองทะลุผ่านผิวหนังเห็นเส้นเอ็น หลอดเลือด และกระดูกภายในได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง!
“รอเดี๋ยวครับ ผมจะฝังเข็มให้ ข้อเท้าจะได้หายบวม จะได้เดินกลับบ้านสะดวก”
ไป๋อวิ๋นเฟยนั่งยองๆ จับขาของชิวจวี๋มาวางบนตักอย่างเบามือ แล้วเริ่มลงมือฝังเข็มและนวดคลึงด้วยท่าทางจริงจัง
ชิวจวี๋จ้องมองใบหน้าด้านข้างของไป๋อวิ๋นเฟยอย่างไม่วางตา ใบหน้าของเธอค่อยๆ ซับสีเลือดขึ้นทีละน้อย
“เสร็จแล้วครับ ลองลุกเดินดูสิว่ายังเจ็บอยู่ไหม” ไป๋อวิ๋นเฟยปล่อยมือจากขาของเธอ แล้วลุกขึ้นไปหยิบตะกร้าสมุนไพร
“เอ๊ะ! ไม่เจ็บแล้วจริงๆ ด้วย เธอเก่งจังเลย ขอบใจมากนะ” ชิวจวี๋ยิ้มออกมาด้วยความดีใจ
“รีบกลับกันเถอะครับ เดี๋ยวจะมืดค่ำเสียก่อน” ไป๋อวิ๋นเฟยสวมเสื้อผ้า แบกตะกร้าสมุนไพรแล้วเดินนำลงจากเขา
ไม่นานทั้งคู่ก็เดินมาถึงตีนเขา ชิวจวี๋เริ่มมีท่าทีอึกอัก เหมือนมีอะไรอยากจะพูดแต่ก็ไม่กล้าพูด
“พี่ชิวจวี๋ มีอะไรก็พูดมาเถอะครับ” ไป๋อวิ๋นเฟยดูออกว่าเธอกำลังลำบากใจ
“อวิ๋นเฟย... เธอรออยู่ตรงนี้สักพักได้ไหม ให้ฉันเดินไปก่อนแล้วเธอค่อยตามไป ได้ไหม?” ชิวจวี๋เอ่ยปากด้วยความเกรงใจ
ลึกๆ แล้วไป๋อวิ๋นเฟยรู้สึกโกรธนิดหน่อย แต่พอนึกขึ้นได้ว่าเธอเป็นแม่ม่าย เขาก็เข้าใจสถานการณ์ทันที ชาวบ้านในหมู่บ้านชอบนินทาว่าร้าย ชีวิตแม่ม่ายนั้นยากลำบากอยู่แล้ว เรื่องนิดเดียวอาจถูกใส่สีตีไข่จนกลายเป็นเรื่องใหญ่ ทำให้เธอไม่มีที่ยืนในสังคม
“ได้ครับ พี่ไปก่อนเถอะ เดี๋ยวผมค่อยตามไป” ไป๋อวิ๋นเฟยนั่งยองๆ เขี่ยเต่าตัวเล็กที่จับมาได้เล่นฆ่าเวลา
ผ่านไปประมาณสิบนาที ไป๋อวิ๋นเฟยจึงแบกสัมภาระเดินขึ้นถนนเข้าหมู่บ้าน มุ่งหน้ากลับบ้าน
ไป๋อวิ๋นเฟยเดินไปได้ไม่ไกลนัก เงาร่างของใครคนหนึ่งก็โผล่ออกมาจากที่ซ่อน จ้องมองแผ่นหลังของเขาด้วยสายตาเกลียดชัง
“ฮึ! ที่แท้ก็เพราะแบบนี้นี่เอง นังร่านนั่นถึงไม่ยอมเป็นของข้า ที่แท้ก็แอบมามั่วกับไอ้เด็กนี่!”