- หน้าแรก
- ยอดหมอเทพแห่งหมู่บ้านเร้นลับ
- บทที่ 3 จะไม่ปลอดภัยหรือเปล่านะ
บทที่ 3 จะไม่ปลอดภัยหรือเปล่านะ
บทที่ 3 จะไม่ปลอดภัยหรือเปล่านะ
“ลุงครับ คนเขาก็หนีไปแล้ว ลุงก็ใจเย็นๆ หน่อยเถอะน่า” ไป๋อวิ๋นเฟยเพิ่งกลับมาบ้านได้ไม่นาน ไม่อยากก่อเรื่องราวใหญ่โต จึงตั้งใจจะไกล่เกลี่ยให้เรื่องร้ายกลายเป็นดี
“ฮึ!” เฉวียนผิงเห็นว่าตามไปตอนนี้ก็คงไม่ทันชิวจวี๋แล้ว จึงเดินจากไปอย่างหัวเสีย
“แย่ละ จะเที่ยงแล้ว ยังไม่ได้ขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรเลย”
จ๊อก... จ๊อก...
ไป๋อวิ๋นเฟยได้ยินเสียงท้องตัวเองร้องประท้วง จึงล้วงหยิบหมั่นโถวเย็นชืดสองลูกออกมาจากตะกร้าไม้ไผ่ เดินไปพลางกัดกินไปพลาง ช่วงเที่ยงวันแบบนี้แดดร้อนจัด เขาต้องรีบเข้าป่าไปหาที่หลบแดดเสียหน่อย
ภูเขาในหมู่บ้านแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาล มองจากระยะไกลดูราวกับฉากกั้นสีเขียวมรกตขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ ไป๋อวิ๋นเฟยใช้เวลาเดินเท้ากว่าครึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็มาถึงตีนเขา
“แถวนี้ไม่ค่อยมีสมุนไพรแฮะ ลองเข้าไปดูข้างในดีกว่า” ไป๋อวิ๋นเฟยกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณตีนเขามีแต่หญ้าสำหรับให้วัวควายกิน ไม่ค่อยมีพืชที่มีสรรพคุณทางยา
“เอ๊ะ นั่นมัน หญ้าเซิงจิ้ง นี่นา? กำลังอยากได้ไปรักษาแขนพ่อพอดีเลย”
ไป๋อวิ๋นเฟยรีบวิ่งเข้าไปดู เห็นพืชลักษณะคล้ายรากหญ้าคาขึ้นเรียงรายอยู่ เขาลองนับดูคร่าวๆ มีอยู่หลายสิบต้น จึงนั่งยองๆ ใช้พลั่วอันเล็กค่อยๆ ขุดหญ้าเซิงจิ้งขึ้นมาทั้งรากถอนโคน ส่วนที่มีสรรพคุณทางยาของหญ้าชนิดนี้อยู่ที่ราก หากเป็นหญ้าเซิงจิ้งทั่วไปอายุไม่กี่ปี ต้องใช้ถึงเก้ารากจึงจะเห็นผล แต่ถ้ารากมีอายุมาก ปริมาณที่ใช้ก็จะลดลง และให้ผลการรักษาที่ดียิ่งขึ้น
“โห รากอวบอ้วนขนาดนี้ น่าจะอายุหลายสิบปีแล้ว ของดีขนาดนี้ทำไมไม่มีคนมาเก็บไปนะ?”
ไป๋อวิ๋นเฟยทำความสะอาดดินที่เกาะตามรากออกบางส่วน กอบดินกำมือหนึ่งห่อรากหญ้าเซิงจิ้งไว้ด้วยใบไม้ แล้ววางลงในตะกร้าอย่างทะนุถนอม จากนั้นก็ถือไม้เท้าเดินสำรวจเส้นทางต่อไป
“ผลชิงโยว?!”
ไป๋อวิ๋นเฟยเหลือบไปเห็นต้นไม้เตี้ยๆ ต้นหนึ่ง มีผลสีเทาตุ่นๆ ห้อยย้อยลงมา บนผิวผลไม้ยังมีหยดน้ำเกาะพราว คนที่ไม่รู้จักหากได้เห็นคงคิดว่ารสชาติคงฝาดเฝื่อนกินไม่ได้ แต่ความจริงแล้วมันมีรสเปรี้ยวอมหวาน ชุ่มคอ และแก้กระหายได้ดีเยี่ยม
“บนเขานี้มีแต่ของดีๆ ทั้งนั้นเลย วันหลังคงหาทางเอาไปขายจุนเจือครอบครัวได้บ้าง”
ไป๋อวิ๋นเฟยนั่งลง เด็ดผลชิงโยวมาสี่ลูก แล้วโยนเข้าปากเคี้ยวทั้งที่ยังมีหยดน้ำเกาะ รสชาติเปรี้ยวหวานฉ่ำกระจายไปทั่วปาก ทำให้เขารู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าและหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง
หลังจากกินเสร็จ เขาก็เดินหาสมุนไพรต่อจนได้ตัวยาสำหรับเชื่อมกระดูกครบตามต้องการ แถมยังโชคดีดักจับกระต่ายป่าได้อีกหนึ่งตัว เขาเก็บทุกอย่างใส่ตะกร้าเตรียมตัวกลับบ้าน
“เอ๊ะ นั่นพี่ชิวจวี๋ไม่ใช่เหรอ? ทำไมขึ้นมาบนเขาด้วยล่ะ”
ขณะที่ไป๋อวิ๋นเฟยกำลังจะเดินออกจากป่า เขาก็เห็นชิวจวี๋กำลังออกแรงเหวี่ยงขวานผ่าฟืนอยู่เพียงลำพัง ข้างกายมีกองฟืนวางอยู่จำนวนหนึ่ง
เดิมทีชิวจวี๋ก็เป็นคนหน้าตาสะสวยดูสะอาดสะอ้าน รูปร่างผอมบาง แม้ผิวจะดูเหลืองซีดไปบ้างเพราะขาดสารอาหาร แต่โครงหน้าก็จัดว่างดงาม หากชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่านี้ เธอคงสวยหยาดเยิ้มไม่แพ้ใคร
ไป๋อวิ๋นเฟยเห็นหญิงสาวร่างบอบบางต้องมาแบกขวานผ่าฟืนดูทุลักทุเล จึงเดินเข้าไปหวังจะช่วยเหลือ
“พี่ชิวจวี๋ ให้ผมช่วยนะ” ไป๋อวิ๋นเฟยส่งยิ้มทักทาย
“ว้าย! อย่าเข้ามานะ!”
พอชิวจวี๋เห็นว่าเป็นไป๋อวิ๋นเฟย เธอก็มองเขาด้วยสายตาหวาดกลัวราวกับเห็นผี รีบถอยกรูดหนีจนสะดุดกองฟืนล้มลง
“โอ๊ย!”
“พี่ชิวจวี๋ ทำไมไม่ระวังเลยล่ะครับ” ไป๋อวิ๋นเฟยรีบเข้าไปประคองแขนหวังจะช่วยพยุง แต่พอปล่อยมือ ชิวจวี๋ก็ทรุดฮวบลงไปอีก
“ขาเจ็บเหรอครับ?” ไป๋อวิ๋นเฟยทำท่าจะนั่งลงดูอาการที่เท้าของเธอ
“อย่ามาแตะตัวฉันนะ! ซี๊ด!” ชิวจวี๋รีบชักเท้าหนี แต่กลับทำให้แผลสะเทือนจนต้องสูดปากด้วยความเจ็บปวด
“อยู่นิ่งๆ สิ!” ไป๋อวิ๋นเฟยเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาบ้างแล้ว ผู้หญิงคนนี้เห็นเขาเป็นตัวอะไร ทำท่ารังเกียจเดียดฉันท์เหมือนเขาเป็นโจรผู้ร้าย เขาหน้าตาเหมือนคนเลวขนาดนั้นเลยหรือไง
ชิวจวี๋ตกใจกับน้ำเสียงดุดันของไป๋อวิ๋นเฟย จึงยอมนั่งนิ่งๆ ไม่กล้าขยับตัวอีก
“ข้อเท้าแพลง เดินไหวไหมครับ? ถ้าเดินไม่ได้ เดี๋ยวผมแบกพี่ลงเขาเอง” ไป๋อวิ๋นเฟยถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“มะ... ไม่...”
เปรี้ยง!
ชิวจวี๋ยังพูดไม่ทันจบ เสียงฟ้าผ่าก็ดังสนั่นหวั่นไหว เธอหวีดร้องด้วยความตกใจแล้วถลาร่างเข้าไปซบไป๋อวิ๋นเฟย เขาจึงต้องรีบกอดประคองเธอไว้
“พี่ชิวจวี๋ เมฆดำมาแล้ว ฝนกำลังจะตก รีบไปเถอะครับ”
ไป๋อวิ๋นเฟยแบกตะกร้าขึ้นหลัง พยุงชิวจวี๋เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ฝนเม็ดใหญ่ก็เทกระหน่ำลงมา
เขาจำได้ว่าแถวนี้มีวัดร้างแห่งหนึ่งชื่อว่า วัดไหลติ่ง ซึ่งต่อมาเคยถูกใช้เป็นโรงเรียนประถมประจำหมู่บ้าน แต่ตอนนี้ถูกทิ้งร้างไปแล้ว เขาจึงตัดสินใจช้อนตัวชิวจวี๋ขึ้นอุ้มแนบอก แล้ววิ่งฝ่าฝนตรงไปยังวัดร้างแห่งนั้น
“ว้าย...” ชิวจวี๋คิดจะดิ้นรนขัดขืน แต่พอเห็นแววตาที่ไร้ซึ่งตัณหาราคะของไป๋อวิ๋นเฟย กอปรกับตัวเองเดินไม่ไหว จึงยอมปล่อยให้เขาอุ้มแต่โดยดี
ไป๋อวิ๋นเฟยวิ่งสุดฝีเท้าจนมาถึงวัดไหลติ่ง แต่สภาพของเขาตอนนี้เปียกโชกไปทั้งตัว ชิวจวี๋ในอ้อมแขนก็สภาพดูไม่จืดเช่นกัน
“พี่นั่งพักตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวผมไปหาฟืนมาก่อไฟให้”
ไป๋อวิ๋นเฟยวางชิวจวี๋ลง สายตาเผลอเหลือบไปเห็นเสื้อผ้าเปียกชื้นที่แนบสนิทไปกับเรือนร่าง โดยเฉพาะบริเวณหน้าอกอวบอิ่ม หัวใจชายหนุ่มเต้นระรัว เขาจึงรีบเบือนหน้าหนีแล้วเดินเลี่ยงออกมาทันที
“เขา... อยู่ที่นี่จะปลอดภัยหรือเปล่านะ” ชิวจวี๋มองแผ่นหลังกว้างด้วยความหวาดระแวง พลางนึกถึงชื่อเสียในอดีตของชายหนุ่มขึ้นมา