- หน้าแรก
- ยอดหมอเทพแห่งหมู่บ้านเร้นลับ
- บทที่ 5 บริษัทเราไม่รับรปภ.
บทที่ 5 บริษัทเราไม่รับรปภ.
บทที่ 5 บริษัทเราไม่รับรปภ.
เมื่อไป๋อวิ๋นเฟยกลับมาถึงบ้านก็พบว่าบ้านทั้งหลังมืดสนิท
“ดึกป่านนี้แล้ว พ่อกับแม่ยังไม่กลับมาอีกเหรอ?”
แต่เมื่อเขาเดินเข้าไปในบ้าน ก็เห็นพ่อกับแม่นั่งอยู่
“พ่อครับ ทำไมไม่เปิดไฟล่ะครับ?”
“คัตเอาต์บ้านเราโดนสับลง ไฟเลยเปิดไม่ได้น่ะสิ!” หลี่ชิ่วหลานผู้เป็นแม่พูดด้วยน้ำเสียงโมโห
“ใช่แล้วพี่ใหญ่ วันนี้มีคนมาทวงหนี้ด้วยนะ ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าถ้าเรายังไม่คืนเงิน ก็จะตัดไฟบ้านเรา” ไป๋เสี่ยวเสี่ยวฟ้องพี่ชายด้วยความโกรธ
“ลุงผู้ใหญ่บ้านเคยบอกว่าจะรอให้ผมหาเงินมาค่อยๆ ผ่อนคืนไม่ใช่เหรอ? ทำไมจู่ๆ ถึงเปลี่ยนคำพูดล่ะ?” ไป๋อวิ๋นเฟยนึกถึงใบหน้าใจดีของลุงจางชวน นึกไม่ออกเลยว่าทำไมถึงกลายเป็นคนไม่มีเหตุผลแบบนี้ไปได้
“เฮ้อ ผู้ใหญ่บ้านคนปัจจุบันไม่ใช่จางชวนแล้ว แต่เป็นเฉวียนผิง ตั้งแต่เขาขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านก็อยู่กันอย่างหวาดผวา กลัวว่าจะเผลอไปทำให้เขาไม่พอใจเข้า ชีวิตจะหาไม่” ไป๋ต้าจ้วงอธิบาย
“ลุงจางชวนเกษียณแล้วเหรอครับ?”
“ใช่สิ ชาวบ้านเลือกคนรวยมาเป็นผู้ใหญ่บ้าน นึกว่าจะพาหมู่บ้านเจริญขึ้น ที่ไหนได้ ชีวิตความเป็นอยู่แย่กว่าเดิมอีก” หลี่ชิ่วหลานถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้ม
“วันนี้แม่แกก็เพิ่งโดนให้ออกจานงาน ที่บ้านไม่มีรายได้แล้ว จะเอาเงินที่ไหนส่งน้องเรียนล่ะทีนี้” ไป๋ต้าจ้วงกังวลว่าจะเอาอะไรกินกันตายในวันข้างหน้า
ไป๋อวิ๋นเฟยนึกถึงเรื่องที่เจอเฉวียนผิงเมื่อตอนกลางวัน เขาต้องแค้นเรื่องที่ไปขัดขวางความสุขของตัวเองแน่ๆ จึงใช้อำนาจกลั่นแกล้งเป็นการแก้แค้นส่วนตัว ไป๋อวิ๋นเฟยสาบานในใจว่าจะต้องรีบพัฒนาตัวเองให้เร็วที่สุด เพื่อให้ครอบครัวได้อยู่อย่างสุขสบาย ใครที่บังอาจมารังแกครอบครัวของเขา มันต้องได้รับผลกรรม!
“พ่อครับ มีเทียนไขไหมครับ?” ไป๋อวิ๋นเฟยอยากจะจุดเทียนสักเล่ม
“อวิ๋นเฟย... ไม่มี... บ้านเราไม่มีเทียนไขหรอกลูก” หลี่ชิ่วหลานตอบด้วยความลำบากใจ
ความรู้สึกร้าวรานแล่นพล่านไปทั่วหัวใจไป๋อวิ๋นเฟย บ้านของเขาจนขนาดไม่มีเงินซื้อเทียนไขเลยหรือนี่ เขาจึงเดินเข้าไปในครัว ก่อไฟทำอาหารเย็นให้ทุกคนทาน พอท้องอิ่ม ทุกคนก็แยกย้ายกันเข้านอน เพราะในความมืดมิดที่มองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือตัวเองแบบนี้ นอนหลับพักผ่อนคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ไป๋อวิ๋นเฟยนำสมุนไพรที่เก็บมาได้เมื่อวานมาปรุงยา เขาใช้พลังพิเศษขับน้ำออกจากแขนพ่ออีกครั้ง แล้วพอกยาพันแผลให้ใหม่อย่างดี
“พ่อครับ ยานี้ต้องพอกทิ้งไว้หนึ่งวันถึงค่อยเปลี่ยน ห้ามโดนน้ำนะครับ วันนี้ผมจะเข้าเมืองไปหางานทำ”
“พ่อ หนูขอไปด้วย!” ไป๋เสี่ยวเสี่ยวเห็นสภาพบ้านที่ยากจนข้นแค้น ก็อยากจะช่วยแบ่งเบาภาระบ้าง ตอนนี้ปิดเทอมหน้าร้อนแล้ว เธออยากไปหางานพิเศษทำ
“น้องเล็ก ตั้งใจอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนเถอะ เรื่องที่บ้านไม่ต้องห่วง พี่จัดการเอง” ไป๋อวิ๋นเฟยอยากให้น้องสาวได้เรียนหนังสือต่อ ภาระครอบครัวควรเป็นหน้าที่ของลูกผู้ชายอย่างเขา
“พี่ใหญ่ หนูอยากไปจริงๆ นะ เพื่อนหนูก็ไปทำงานพิเศษในเมืองกันหมด ให้หนูไปเถอะนะ นะๆๆ” ไป๋เสี่ยวเสี่ยวเขย่าแขนพี่ชายอ้อนวอน
“ก็ได้ๆ ไปด้วยกันก็ได้” ไป๋อวิ๋นเฟยทนลูกอ้อนไม่ไหว คิดว่าน้องสาวก็โตแล้ว พาออกไปเปิดหูเปิดตาในเมืองบ้างก็ดี จะได้ไม่โดนใครหลอกง่ายๆ ในอนาคต
“พ่อ แม่ พวกเราไปก่อนนะครับ” ไป๋อวิ๋นเฟยสะพายเป้แล้วเดินออกจากบ้านพร้อมน้องสาว
“ระวังตัวด้วยนะลูก ดูแลน้องดีๆ ล่ะ” หลี่ชิ่วหลานกำชับด้วยความเป็นห่วง เดินตามมาส่งถึงหน้าประตู
“ครับ วางใจเถอะครับ”
สองพี่น้องเดินออกจากหมู่บ้าน โชคเข้าข้างที่รถบัสเข้าเมืองกำลังจะออกพอดี ไป๋อวิ๋นเฟยจ่ายค่าตั๋วแล้วพาไป๋เสี่ยวเสี่ยวขึ้นไปนั่ง
นี่เป็นครั้งแรกที่ไป๋เสี่ยวเสี่ยวได้เดินทางไกล เธอตื่นเต้นเหมือนเด็กน้อย ชี้ชวนให้พี่ชายดูโน่นดูนี่ตลอดทาง
มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นทุ่งข้าวสาลีสีทองพลิ้วไหว ไป๋อวิ๋นเฟยนึกถึงเหตุการณ์ครั้งหนึ่งบนรถบัส เขาเคยช่วยผู้หญิงคนหนึ่งจากการถูกล้วงกระเป๋า แต่ดันลืมขอเบอร์ติดต่อไว้ ไม่รู้ป่านนี้เธอจะเป็นอย่างไรบ้าง
“พี่ใหญ่ดูสิ ใกล้ถึงสถานีแล้ว!” ไป๋เสี่ยวเสี่ยวเขย่าแขนพี่ชายด้วยความดีใจ
“เดี๋ยวอย่าวิ่งซนนะ ถ้าหลงขึ้นมาพี่หาไม่เจอแน่” ไป๋อวิ๋นเฟยเตือนน้องสาวที่ดูคึกคักเป็นพิเศษ
“รู้แล้วน่า รีบลงรถกันเถอะ!” ไป๋เสี่ยวเสี่ยวกระโดดลงจากรถอย่างร่าเริง
“เราไปเดินเล่นกันเถอะ!” เธอส่งสายตาอ้อนวอนพี่ชาย
“เอาสิ ไปกัน” ไป๋อวิ๋นเฟยลูบหัวน้องสาวด้วยความเอ็นดู แล้วพาเดินดูรอบๆ เมือง
“พี่ใหญ่ ตรงโน้นมีตู้โทรศัพท์ หนูขอไปโทรศัพท์แป๊บนึงนะ” ไป๋อวิ๋นเฟยยื่นเหรียญหนึ่งหยวนให้น้องสาว
สักพักไป๋เสี่ยวเสี่ยวก็วิ่งกลับมาด้วยรอยยิ้ม
“พี่ใหญ่ เพื่อนหนูทำงานอยู่แถวนี้ เขาบอกว่าที่ทำงานเขารับพนักงานพาร์ทไทม์ เดี๋ยวเขาจะพาไปดู” ไป๋เสี่ยวเสี่ยวดีใจมากที่จะได้งานทำในเมืองใหญ่
“งานอะไรล่ะ?” ไป๋อวิ๋นเฟยกลัวน้องจะโดนหลอก
“เขาบอกว่าเป็นงานที่ เซิ่งเหอสนุกเกอร์คลับ แค่เช็ดไม้คิวกับตั้งลูกสนุ้กฯ เอง ง่ายๆ” ไป๋เสี่ยวเสี่ยวคิดว่างานสบายดี “พี่ใหญ่ เขามาแล้ว พี่ก็รู้จักเขานะ เขาเป็นคนหมู่บ้านเดียวกับเรา”
สิบนาทีผ่านไป รถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งก็มาจอดเทียบฟุตบาท หญิงสาวผมดัดลอนสีทอง สวมกระโปรงสั้น แต่งหน้าจัดด้วยสโมกกี้อาย ก้าวลงจากรถ
“ไงจ๊ะ เสี่ยวเสี่ยว” หญิงสาวโบกมือทักทายอย่างร่าเริง
“พี่เสี่ยวเฟิ่ง?” ไป๋เสี่ยวเสี่ยวมองพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งถึงจะจำได้
“ใช่ฉันเอง จำกันไม่ได้เลยเหรอ?” เสี่ยวเฟิ่งหัวเราะร่าพลางตบไหล่ไป๋เสี่ยวเสี่ยว
“โห พี่เสี่ยวเฟิ่งเปลี่ยนไปเยอะเลย สวยขึ้นเป็นกองเลยค่ะ!” ไป๋เสี่ยวเสี่ยวมองด้วยความอิจฉาปนตื่นเต้น
“นี่พี่ชายหนูค่ะ วันนี้เขามาหางานทำเหมือนกัน” ไป๋เสี่ยวเสี่ยวแนะนำพี่ชายอย่างภูมิใจ
“พี่ชายเธอ? พี่ชายเธอกลับมาแล้วเหรอ?” เสี่ยวเฟิ่งมองชายหนุ่มผิวคล้ำผอมแห้งตรงหน้าด้วยความตกใจ
“ใช่ค่ะ” ไป๋เสี่ยวเสี่ยวยิ้มกว้าง
“เปลี่ยนไปเยอะจนจำแทบไม่ได้เลยนะเนี่ย ฮ่าๆๆ” เมื่อก่อนเสี่ยวเฟิ่งเคยแอบชอบไป๋อวิ๋นเฟย แต่พอเข้ามาในเมือง เจอแสงสีเสียงและความศิวิไลซ์ ก็ลืมเขาไปจนหมดสิ้น
เมื่อเห็นสภาพการแต่งตัวซอมซ่อของสองพี่น้อง เสี่ยวเฟิ่งก็ชี้ไปที่กระโปรงสั้นของตัวเอง “ดูสิ กระโปรงฉันสวยไหม? ทายซิว่ากี่บาท”
“สวยมากเลยค่ะ อย่างต่ำต้องร้อยหยวนแน่ๆ” ไป๋เสี่ยวเสี่ยวลูบเนื้อผ้าเบาๆ แล้วเดาราคาอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“ฮ่าๆๆ ฉันซื้อมาตั้งสี่ร้อยหยวนแน่ะ” เสี่ยวเฟิ่งพูดอวดด้วยความภูมิใจ
“โห แพงจัง ซื้อกับข้าวให้บ้านหนูได้ตั้งหลายวัน” ไป๋เสี่ยวเสี่ยวตาโต
“มาทำงานพาร์ทไทม์กับพี่สิ เดี๋ยวเธอก็มีเงินซื้อ”
“พี่เสี่ยวเฟิ่ง หนูไม่ซื้อกระโปรงหรอกค่ะ หนูจะหาเงินจ่ายค่าเทอม”
“สายแล้ว ไปกันเถอะ เดี๋ยวพี่พาไปดู” เสี่ยวเฟิ่งพาไป๋เสี่ยวเสี่ยวซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์แล้วขี่ออกไป
ไป๋อวิ๋นเฟยเดินมาถึงตลาดนัดแรงงานประจำอำเภอ วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ผู้คนจึงพลุกพล่าน เสียงดังอึกทึก
เขาหยิบใบปลิวแนะนำบริษัทต่างๆ ตรงทางเข้า แล้วเดินดูเผื่อจะมีงานที่เหมาะสม ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัยเขาเคยศึกษาภาษาอังกฤษ เยอรมัน และเกาหลีด้วยตนเอง แต่น่าเสียดายที่เกิดอุบัติเหตุเสียก่อนจะได้รับใบปริญญา
“บริษัทซิงวั่งรับสมัครล่ามภาษาเยอรมัน เงินเดือนแปดพัน ลองไปสมัครดูดีกว่า” ไป๋อวิ๋นเฟยร่างสูงโปร่งกว่าร้อยแปดสิบเซนติเมตรจึงมองเห็นป้ายได้ชัดเจน เขาเบียดเสียดผู้คนจนไปถึงหน้าบูธรับสมัครงานของบริษัทซิงวั่ง รอคิวอยู่ไม่นานก็ถึงตาของเขา
“ขอโทษด้วยครับ เรารับล่ามภาษาเยอรมัน คุณจบคณะภาษาอังกฤษมา ไม่ตรงสายครับ” เจ้าหน้าที่รับสมัครพูดเสียงเรียบ
“ผมพูดภาษาเยอรมันได้ครับ น่าจะผ่านการทดสอบได้” ไป๋อวิ๋นเฟยเห็นคนก่อนหน้าที่แต่งตัวดีๆ ยังไม่ผ่านสัมภาษณ์ ก็เริ่มกังวล
“ขอโทษครับคุณ เรารับเฉพาะวุฒิปริญญาตรีขึ้นไป” เจ้าหน้าที่มองใบสมัครของเขาแล้วปฏิเสธทันทีโดยไม่สัมภาษณ์
“ผมศึกษาภาษาเยอรมันด้วยตัวเองตอนเรียนมหาวิทยาลัย ทดสอบดูก่อนได้นะครับ” ไป๋อวิ๋นเฟยพยายามตื๊อ
“เหอะ วุฒิ ม.ปลาย จะมาสมัครอะไร ไปๆๆ อย่ามาเสียเวลาฉัน” เจ้าหน้าที่อีกคนพูดอย่างรำคาญ ทำท่าจะไล่เขาออกไป
“ไม่ง้อก็ได้วะ ที่อื่นมีเยอะแยะ” ไป๋อวิ๋นเฟยไม่ย่อท้อ บริษัทที่ตัดสินคนแต่ภายนอกแบบนี้ เขาไม่อยากทำด้วยหรอก ว่าแล้วก็เดินไปบูธถัดไป
“ขอโทษครับ บริษัทเราไม่รับรปภ.” เจ้าหน้าที่เหลือบมองไป๋อวิ๋นเฟยแวบเดียว แล้วปฏิเสธโดยไม่ดูประวัติเลยด้วยซ้ำ
“ผมไม่ได้มาสมัครรปภ. ครับ ผมมาสมัครแผนกฉุกเฉิน” ไป๋อวิ๋นเฟยใช้มือยันโต๊ะไว้ กันไม่ให้คนข้างหลังเบียดเข้ามา คนเยอะจนถ้าไม่ทำแบบนี้เขาคงกระเด็นออกไปแน่
“แผนกฉุกเฉิน? วุฒิแค่มัธยมปลายเนี่ยนะ? ความรู้ปฐมพยาบาลเคยเรียนมาหรือเปล่าก็ไม่รู้ ไปให้พ้นๆ ไป๊” เจ้าหน้าที่มองช่องวุฒิการศึกษาแล้วทำหน้าดูถูก
“ผมสอบติดมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ซีหลินเป็นคนแรกของหมู่บ้านนะครับ” บ่ายสามกว่าแล้วยังหางานไม่ได้ ไป๋อวิ๋นเฟยเริ่มร้อนใจ
“ถ้าแกสอบติดแพทย์ซีหลิน ฉันก็คงจบฮาร์วาร์ดแล้วล่ะ ไปๆๆ อย่ามาเกะกะขวางทางทำมาหากิน” เจ้าหน้าที่ผลักไป๋อวิ๋นเฟยออกมา
ไป๋อวิ๋นเฟยเดินวนไปอีกหลายรอบ สัมภาษณ์ไปหลายที่ แต่ก็ถูกปฏิเสธหมด บ้างก็บอกให้กลับไปรอฟังผล ซึ่งก็คือปฏิเสธทางอ้อมนั่นแหละ
เขาเริ่มรู้สึกท้อแท้ ไม่รู้จะกลับไปบอกที่บ้านยังไง บ้านก็แทบไม่มีจะกิน งานก็หาไม่ได้ เขาตัดสินใจจะไปตามหาน้องสาวก่อน
ขณะที่กำลังจะเดินจากไป ก็มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งเรียกเขาไว้...