เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 23 หอชาหมิงชิง

บทที่ 23 หอชาหมิงชิง

บทที่ 23 หอชาหมิงชิง


บทที่ 23 หอชาหมิงชิง

ณ เขาไผ่เขียว

ร่างของฟางซีปรากฏขึ้นในห้องเก็บของใต้ดิน เขาสำรวจมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง

เมื่อพบว่ายันต์ป้องกันกายที่ติดอยู่บนผนังยังคงสภาพสมบูรณ์ เพียงแต่แสงวิญญาณของมันกลับอ่อนลงอย่างมาก เขาจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

“ข้ากลับมาได้ ดูท่าว่าจะหลุดพ้นจากสถานที่อันตรายแห่งนั้นได้อย่างง่ายดาย”

ส่วนเรื่องการพยายามพาคนอื่นข้ามมิติมาด้วย?

ในหัวของฟางซี ณ บัดนี้ ไม่มีความคิดนั้นอยู่เลยแม้แต่น้อย!

ของวิเศษประจำตัวของเขานั้นสำคัญอย่างยิ่งยวด ต่อให้ผู้คนในเมืองเฮยสือจะตายกันหมดสิ้น เขาก็จะไม่มีวันประนีประนอมในเรื่องนี้เป็นอันขาด!

ครั้งนี้เขาอาศัยข้ออ้างในการออกตามหาเสบียง แล้วปลีกตัวไปยังมุมที่ไร้ผู้คนเพื่อข้ามมิติกลับมา

ในยามนี้ สีหน้าของฟางซีค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง เขาหยิบขวดหยกใบเล็กออกมาจากอกเสื้อ

ภายในขวดนั้น คือโลหิตของผู้ที่ถูกพลังมารครอบงำ!

“มารแห่งโลกต้าเหลียง...หาใช่สิ่งเดียวกับผู้ฝึกตนสายมารในโลกบำเพ็ญเพียรไม่ อย่างน้อยข้าก็สัมผัสไม่ได้ถึงกลิ่นอายของมาร แต่เมื่อดูจากปรากฏการณ์แล้ว กลับพิสดารบอกไม่ถูก...”

ฟางซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบจานหยกใบหนึ่งออกมา แล้วเทของเหลวจากขวดหยก ปล่อยให้โลหิตสีดำทมิฬหยดหนึ่งกลิ้งลงไปบนนั้น

แกร๊ง!

หยดโลหิตตกลงบนจานหยก พลันบังเกิดเสียงใสดุจไข่มุกกระทบกัน ราวกับว่ามันได้แข็งตัวไปแล้ว

ฟางซีมีสีหน้าเรียบเฉย เขาถ่ายทอดพลังปราณโลหิตสายแล้วสายเล่าเข้าไปในจานหยก

บนผิวของจานหยกปรากฏลวดลายคล้ายเส้นเลือดขึ้นมาในทันที ก่อนจะพันรัดเข้าหาหยดโลหิตเป็นวงๆ

ฉ่า!

ควันสีขาวละเอียดลอยขึ้น ในชั่วพริบตาที่เส้นโลหิตเหล่านี้สัมผัสกับหยดโลหิต มันก็มลายหายไปในความว่างเปล่า ถูกเผาไหม้จนระเหยไปสิ้น!

เมื่อเห็นภาพนี้ สีหน้าของฟางซียังคงไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่เปลี่ยนพลังที่ถ่ายทอดเข้าไปเป็นพลังต้นกำเนิด

วึ่งๆ!

ภายในจานหยก ประกายแสงของเส้นโลหิตพลันสว่างวาบขึ้นมาในบัดดล!

เส้นแล้วเส้นเล่าพันรัดเข้าหาหยดโลหิต

หยดโลหิตถูกห่อหุ้มไว้ครึ่งหนึ่งและเริ่มละลาย ทว่าในวินาทีต่อมา เหตุการณ์อันน่าตกตะลึงก็ได้บังเกิดขึ้น—จากภายในหยดโลหิต เริ่มมีสัญลักษณ์อักขระสีดำรูปร่างคล้ายลูกอ๊อดที่ไม่สมบูรณ์ซึมออกมา

เส้นโลหิตที่เกิดจากพลังต้นกำเนิด เมื่อเผชิญหน้ากับสัญลักษณ์อักขระเหล่านี้ พลันส่งเสียงราวกับทานรับน้ำหนักไม่ไหว ก่อนจะค่อยๆ ถูกกัดกร่อนจนสลายไปสิ้น

เมื่อมองดูภาพตรงหน้า สีหน้าของฟางซีพลันเคร่งขรึมลง

“พลังปราณโลหิตนั้นไม่ต้องพูดถึง แม้แต่พลังต้นกำเนิดของนักยุทธ์ เมื่อต้องเผชิญกับพลังอาคมระดับต่ำที่เจือจางลงไปมากแล้ว ก็ยังคงถูกกัดกร่อนได้อยู่อย่างนั้นหรือ?”

หลังจากใช้วิธีการของผู้ฝึกตนตรวจสอบแล้ว ฟางซีพลันเข้าใจถึงสภาวะของมู่ชางหลงในทันที

เจ้าสำนักผู้นั้นเคยบอกไว้ก่อนหน้าว่า สามารถใช้พลังต้นกำเนิดจำนวนมากเพื่อต้านทานได้ แต่เมื่อดูจากตอนนี้แล้ว เกรงว่าเวลาตายของเขาคงอยู่ไม่ไกลแล้ว!

“พลังอาคม...พลังแห่งมาร...นับได้ว่าเป็นพลังที่อยู่เหนือกว่าวิถียุทธ์ปราณโลหิตอย่างนั้นรึ?”

ฟางซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะโคจรเคล็ดวิชาอีกครั้ง

แต่ทว่าในครั้งนี้ เคล็ดวิชาที่เขาโคจรคือ ‘เคล็ดวิชาฉางชุน’!

พลังเวทอันเย็นเยียบสายแล้วสายเล่าแทรกซึมเข้าไปในจานหยก กลายเป็นเส้นไหมสีเขียวมรกต พุ่งเข้าทิ่มแทงหยดโลหิตอย่างต่อเนื่อง

ครั้งนี้!

แม้ว่าอักขระลูกอ๊อดสีดำที่ไม่สมบูรณ์จะปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่กลับถูกเส้นไหมสีเขียวมรกตแทงทะลุได้อย่างง่ายดาย

จากนั้น หยดโลหิตนั้นก็ค่อยๆ ละลาย พลันกลายเป็นควันสีเขียวจางๆ สลายหายไป...

“พลังเวทของผู้ฝึกตน สามารถข่มพลังอาคมได้?”

ดวงตาของฟางซีเป็นประกาย

นี่นับว่าเป็นข่าวดี

อย่างน้อย สำหรับผู้ฝึกตนแล้ว มารก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นอมตะอีกต่อไป

“มู่ชางหลงใกล้จะตายแล้ว ไม่รู้ว่าโอสถชิงหลิงในมือข้าจะยังใช้ได้ผลหรือไม่?”

ขณะที่คิด ฟางซีก็เดินออกจากกระท่อมไม้

บนบานประตู มีกระดาษแผ่นหนึ่งแปะอยู่

เขาหยิบขึ้นมาดู พลันรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย: “เป็นเฉินผิง...”

ก่อนหน้านี้ เขาได้ไหว้วานให้อีกฝ่ายช่วยแนะนำกลุ่มคนให้รู้จัก ดูท่าว่าในตอนนี้ ในที่สุดก็ได้ผลตอบรับแล้ว!

...

ครึ่งวันต่อมา

ตลาดเขาไผ่เขียว

เฉินผิงและฟางซีเดินตามกันมายังเบื้องหน้าหอชาสูงตระหง่านแห่งหนึ่ง

บนใบหน้าของเฉินผิงมีสีหน้าภาคภูมิใจเล็กน้อย: “สหายฟางโปรดวางใจ สหายเฉินและอวิ๋นเมิ่งเซียนจื่อล้วนเป็นคนจิตใจดี ไม่เคยถือตัว” (เซียนจื่อ ชื่อเรียกผู้ฝึกตนหญิง ความหมายประมาณว่าเทพธิดาหรือนางเซียน)

ฟางซีเผยรอยยิ้มขมขื่น: “ข้ามิได้กังวลเรื่องนั้น แต่เป็น...”

เขาเงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่อ

หอชามีนามว่า ‘หอชาหมิงชิง’ มีชื่อเสียงด้านการจำหน่ายชาจิตวิญญาณ

สถานที่ค่าใช้จ่ายสูงเช่นนี้ ฟางซีคนเดิมไม่เคยแม้แต่จะคิดที่จะมา

อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังหน้าด้านมาอยู่ดี เพราะการได้ผูกมิตรกับสหายร่วมทางย่อมไม่มีอันใดเสียหาย

แน่นอนว่านี่เป็นเพราะสถานที่นัดพบที่เฉินผิงบอกนั้นอยู่ภายในตลาด หากเขากล้าบอกว่าสถานที่อยู่นอกเขาไผ่เขียว ฟางซีคงจะหันหลังกลับไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ แล้วตัดความสัมพันธ์กับเขาทันที

“อ้อ วางใจเถอะ ค่าห้องส่วนตัวครั้งนี้ อวิ๋นเมิ่งเซียนจื่อจ่ายไปหมดแล้ว”

เฉินผิงดูออกว่าฟางซีกำลังกังวลอะไรอยู่ จึงเอ่ยปลอบ

“เป็นเช่นนี้นี่เอง เช่นนั้นจะรออะไรอยู่เล่า?”

ฟางซีรีบดึงเฉินผิงเข้าไปในหอชาหมิงชิงทันที

ภายในหอชาตกแต่งอย่างเรียบง่ายสง่างาม มีระเบียงชมจันทร์อยู่แห่งหนึ่ง บนนั้นมีนักดนตรีกู่ฉินนางหนึ่งกำลังบรรเลงเพลงด้วยปลายนิ้วอันเรียวงาม

ในกระถางธูปที่อยู่รายรอบ มีควันหอมจากธูปสงบจิตใจลอยอ้อยอิ่งขึ้นมา

แม้จะมีแขกอยู่บ้าง แต่การสนทนาก็แผ่วเบาอย่างยิ่ง นับเป็นสถานที่ที่เปี่ยมไปด้วยรสนิยมโดยแท้

เฉินผิงเองก็ดูจะประหม่าอยู่บ้าง เขาเดินนำทางเข้าไปในห้องส่วนตัวห้องหนึ่ง

ภายในห้องส่วนตัว มีผู้ฝึกตนบุรุษสตรีคู่หนึ่งนั่งอยู่บนเบาะรองนั่ง ทั้งคู่ล้วนมีระดับบ่มเพาะอยู่ขั้นกลางของขอบเขตหลอมลมปราณ

ผู้ฝึกตนชายคนนี้รูปงามดุจหยก ดูสุภาพ สวมใส่เสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกสีคราม บนศีรษะสวมมงกุฎหยก ท่วงท่าสง่างามไม่ธรรมดา

ส่วนผู้ฝึกตนหญิงอีกคนหนึ่ง อายุราวสิบห้าสิบหกปี สวมใส่อาภรณ์สีชมพู ผิวพรรณบอบบางราวกับจะแตกได้เมื่อสัมผัส ดวงตาอ่อนโยนดุจสายน้ำ ท่วงทีราวกับอยู่ในความฝัน

“ข้าขอแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จัก นี่คือสหายเฉินฮ่าวหราน และนี่คืออวิ๋นเมิ่งเซียนจื่อ...”

เฉินผิงแนะนำให้ทั้งสามคนรู้จัก: “นี่คือสหายเต๋าฟางซี สหายรักข้างบ้านของข้าเอง”

“คารวะทั้งสองท่าน”

ฟางซีนึกประหลาดใจเล็กน้อย เดิมทีเขาคิดว่าเส้นสายของเฉินผิงคงเป็นเพียงสหายร่วมทางในขอบเขตหลอมลมปราณขั้นต้น ไม่คิดว่าจะมีทรัพยากรเช่นนี้อยู่ด้วย

“สหายเต๋าฟาง”

เฉินฮ่าวหรานเอาแต่ดื่มชาจิตวิญญาณของตนเอง ทักทายอย่างขอไปที ดูไม่ใส่ใจนัก

กลับเป็นอวิ๋นเมิ่งเซียนจื่อที่ลุกขึ้นยืนคารวะอย่างนอบน้อม ดูมีมารยาทและได้รับการอบรมมาอย่างดี

แต่ฟางซีดูออกว่า ยิ่งมีมารยาทเพียบพร้อมมากเท่าใด ก็ยิ่งแสดงถึงความห่างเหินมากเท่านั้น

“วันนี้พวกเราช่างมีบุญนัก ไม่เพียงแต่จะได้ลิ้มรส ‘ชาจิตวิญญาณหมอกเมฆา’ ยังจะได้ฟังการบรรเลงของ ‘เฟิ่งฉินซือ’ อีกด้วย”

(ฟิ่งฉินซือ ความหมายคือผู้เชี่ยวชาญด้านเฟิ่งฉินหรือพิณหงส์)

เฉินผิงและฟางซีนั่งลง แล้วจึงยิ้มกล่าว: “ต้องขอบคุณอวิ๋นเมิ่งเซียนจื่อแล้ว”

“การที่เฟิ่งฉินซือยอมมาที่นี่ นับได้ว่าเกินความคาดหมายของข้าเช่นกัน...”

อวิ๋นเมิ่งเซียนจื่อเม้มริมฝีปากยิ้มกล่าว

ฟางซีไม่ได้เข้าร่วมวงสนทนาของทั้งสามคน เพียงแต่ตั้งใจดื่มชาและกินขนม

เขารู้ตำแหน่งของตนเองดีว่าเป็นเพียงตัวประกอบและฉากหลัง

อวิ๋นเมิ่งเซียนจื่อและเฉินฮ่าวหรานผู้นี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ผู้ฝึกตนอิสระระดับล่าง การที่ให้ความสำคัญกับเฉินผิง อาจเป็นเพราะพรสวรรค์ด้านการสร้างยันต์ของเขา

เมื่อเทียบกันแล้ว ตัวเขาที่ไม่มีความสามารถอะไรโดดเด่น ก็ควรอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเป็นอากาศธาตุจะดีกว่า

อย่างเช่นชาจิตวิญญาณนี้ไม่เลว ดื่มเข้าไปคำหนึ่งก็รู้สึกสดชื่นทั้งกายและใจ

ยังมีขนมที่เป็นอาหารวิญญาณอีก กินเข้าไปคำหนึ่งไม่เพียงแต่จะหอมกรุ่นติดปาก ยังสามารถเพิ่มพูนระดับการบำเพ็ญเพียรได้อีกด้วย

ฟางซีถึงกับรู้สึกว่า หากได้บริโภคของวิเศษเช่นนี้ทุกวัน เขาอาจจะสามารถบำเพ็ญเพียรจนถึงจุดสูงสุดของขอบเขตหลอมลมปราณขั้นสามได้ภายในหนึ่งเดือน

“เฟิ่งฉินซือจะมาแล้ว! ซ้ำยังมีแขกผู้มีเกียรติอีกท่านหนึ่งด้วย”

ในขณะนี้เอง ยันต์สื่อสารแผ่นหนึ่งก็ลอยเข้ามาจากด้านนอก

เฉินฮ่าวหรานรับไว้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มยินดีขึ้นมา พร้อมกับมองไปยังฟางซี

ฟางซีมองไปรอบๆ พบว่าห้องส่วนตัวนี้หากนั่งสี่คนยังดูกว้างขวาง แต่นั่งห้าคนก็จะดูคับแคบไปเล็กน้อย

ในฐานะผู้ฝึกตนระดับต่ำที่สุดและมีภูมิหลังอ่อนแอที่สุด เขาจำต้องรู้จักกาละเทศะอยู่บ้าง จึงลุกขึ้นยืนทันที: “ทุกท่าน ข้านึกขึ้นได้ว่าที่บ้านยังมีธุระสำคัญ ต้องขอตัวลาก่อน”

“แต่เฟิ่งฉินซือกำลังจะขึ้นแสดงแล้ว เสียงฉินของนางหาฟังได้ยากยิ่ง...” อวิ๋นเมิ่งเซียนจื่อกล่าวอย่างเสียดาย แต่ไม่มีทีท่าว่าจะรั้งไว้

ฟางซีคารวะหนึ่งครั้ง แล้วเดินออกจากห้องส่วนตัวไป

แว่วๆ ยังได้ยินเสียงของเฉินฮ่าวหรานที่พูดกับเฉินผิงดังมา: “สหายเต๋าเฉิน ในอนาคตท่านก็จะเป็นปรมาจารย์ยันต์ ย่อมต้องมีฐานะ...ข้าจะบอกท่านให้ แขกผู้มีเกียรติที่จะมานั้น เป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตหลอมลมปราณขั้นปลาย...”

“โอ้? เช่นนั้นคงต้องรบกวนพี่เฉินช่วยแนะนำแล้ว” เสียงที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจยินดีของเฉินผิงดังขึ้นพร้อมกัน

...

เมื่อฟางซีเดินออกจาก ‘หอชาหมิงชิง’ ก็พอจะได้ยินเสียงฉินแว่วมาจากในหอชา

บนเวทีสูงนั้น ดูเหมือนจะมีเงาร่างอรชรเพิ่มขึ้นมาหนึ่งร่าง

น่าเสียดายที่เรื่องราวอันสุนทรีย์เหล่านี้ ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับเขาแม้แต่น้อย

‘พลังฝีมือไม่เพียงพอ อย่าได้เข้าไปในวงสังคมที่สูงเกินไป...’

เขาสามารถปรับสภาพจิตใจได้อย่างรวดเร็ว แล้วกลับไปยังกระท่อมของตน

ปัง!

พลังฝ่ามือสายหนึ่งพุ่งออก กระแทกเข้ากับประตูและหน้าต่างอย่างรุนแรง

ฝ่ามือเมฆขาว!

แม้ครั้งนี้จะไม่ได้ฟังเสียงฉินของเซียนเฟิ่งซือ แต่ก็ยังได้ลิ้มรสชาจิตวิญญาณและขนมหวานมาบ้าง

นับเป็นโอกาสอันดีในการฝึกฝน!

ฟางซีมีเพียงเพลงเตะอสรพิษแดงที่ทะลวงถึงระดับเจ้าสำนัก ส่วนฝ่ามือเมฆขาวยังขาดอยู่อีกเล็กน้อย

เปรี้ยงปร้าง!

เขาสะบัดฝ่ามือทั้งสองข้างออกไปพร้อมกัน โจมตีต่อเนื่องเป็นชุด จากนั้นจึงประสานมุทราเก้าท่า

ในชั่วพริบตา ฝ่ามือทั้งสองข้างของฟางซีก็เปลี่ยนเป็นสีเทาดำ

ที่น่าประหลาดคือ สีเทากำลังจางหายไปอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่สีดำกำลังแผ่ขยายอย่างบ้าคลั่ง

“ฟู่!”

ฟางซีพ่นลมหายใจยาวออกมา ลมปราณสีขาวขุ่นพุ่งออกไปไกลหลายฉื่อ

เขามองดูมือทั้งสองข้างของตนเอง ยืนยันได้ว่าฝ่ามือทั้งสองได้เข้าสู่ขอบเขตเมฆาดำโดยสมบูรณ์แล้ว ซึ่งก็คือระดับของนักยุทธ์พลังต้นกำเนิด!

พลังต้นกำเนิดของฝ่ามือเมฆขาวจะเสริมความแข็งแกร่งให้กับมือทั้งสองเป็นหลัก ส่วนการเสริมสร้างส่วนอื่นๆ ของร่างกายนั้นด้อยกว่าครั้งก่อนมาก

“ทะลวงผ่านได้อย่างง่ายดาย...”

“เฮ้อ...หากพรสวรรค์ด้านวิถีเซียนของข้า เหมือนกับวิถียุทธ์ปราณโลหิตก็คงจะดี”

คุณสมบัติรากวิญญาณชั้นต่ำของร่างนี้ นับได้ว่าเป็นความเจ็บปวดในใจของฟางซีมาโดยตลอด

ลมหายใจต่อมา เมื่อสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของพลังต้นกำเนิดฝ่ามือเมฆขาว สีหน้าของเขาก็ค่อยๆ เคร่งขรึมลง

เมื่อใช้สัมผัสเทวะสำรวจภายในร่างกาย ก็จะพบว่าในขณะที่ปราณโลหิตทั่วร่างโคจรอยู่นั้น ได้มีวังวนเพิ่มขึ้นมาอีกหลายแห่ง โดยส่วนใหญ่อยู่บริเวณขาและฝ่ามือทั้งสองข้าง

สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ วังวนปราณโลหิตเหล่านี้กลับมีแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน ทำให้การโคจรของปราณโลหิตค่อนข้างสับสนวุ่นวาย

“นี่คือ...สิ่งที่ลู่เสอเรียกว่าภาระถ่วงอย่างนั้นหรือ?”

“แต่จะทำอย่างไรได้...เพลงเตะอสรพิษแดงของข้าทะลวงผ่านไปนานแล้ว ปราณโลหิตก็ผสมปนเปกันไปหมด การฝึกเพิ่มอีกหนึ่งวิชาก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้”

ฟางซีมองดูฝ่ามือของตนเอง

ฝ่ามือเมฆขาวสามารถปล่อยและเก็บพลังได้ หลังจากเก็บพลังต้นกำเนิดแล้ว ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาในตอนนี้ขาวผ่องดุจหยก ละเอียดอ่อนราวกับมือของหญิงสาวในตระกูลสูงศักดิ์

ไม่มีผู้ใดจะจินตนาการได้ว่า พลังที่แฝงอยู่ในฝ่ามือคู่นี้ สามารถเทียบเคียงกับมารอสูรบางตนได้แล้ว

“พลังต้นกำเนิดของฝ่ามือเมฆขาวและเพลงเตะอสรพิษแดงขัดแย้งกันจริงๆ ต้องหาทางแก้ไข...”

“ยังมีขอบเขตหลังจากนี้อีก...”

ผู้บ่มเพาะกายเนื้อที่เทียบเท่ากับขอบเขตหลอมลมปราณขั้นต้นนั้น ยังไม่นับว่าเป็นอันใด สิ่งที่ฟางซีให้ความสำคัญคือความก้าวหน้าและความหวังในอนาคต!

“ยังดี...ได้ยินมาว่าคนของภูเขาหยวนเหอก็หนีไปไม่รอดเช่นกัน...”

จบบทที่ บทที่ 23 หอชาหมิงชิง

คัดลอกลิงก์แล้ว