เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 35 นางก็มา ?

ตอนที่ 35 นางก็มา ?

ตอนที่ 35 นางก็มา ?


ตอนที่ 35 นางก็มา ?

*จิ้งจอกขอเรียกทับศัพท์จีนไปเลยนะครับ 小冰狐 เสี่ยวปิงหู (จิ้งจอกน้ำแข็งตัวน้อย)

***************************

เมื่อได้ยินคำพูดพร่ำเพ้อพรรณนาของเสี่ยวปิงหู จี้เทียนซิงก็รู้สึกปวดหัวและไร้หนทาง

เขาเตะมันคราหนึ่งและถามด้วยใบหน้ามืดครึ้มว่า “เจ้าเป็นสัตว์อสูรก็ควรอยู่กับสัตว์อสูร ทำไมพวกมันถึงคิดจะล้างแค้นเจ้า ?”

เสี่ยวปิงหูแค่นเสียงอย่างเย็นชาและกล่าวอย่างเฉยเมยว่า “เฮอะ ! จะให้ข้าทำตัวแบบเศรษฐกิจพอเพียงและอาศัยอยู่กับพวกสัตว์อสูรชั้นต่ำเช่นนั้นน่ะหรือ ? ตลก ! ข้าเป็นถึงจ้าวแห่งเทือกเขาเย่นะโว้ย !”

“ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังก็ได้ ก่อนหน้านี้ข้าถูกสะกดอยู่ภายในถ้ำน้ำแข็งทมิฬและออกไปไม่ได้  ยามหิวข้าก็จับสัตว์อสูรมากิน ยามข้ารู้สึกเบื่อๆข้าก็จับพวกมันมาเล่นด้วย  ในเทือกเขาเย่อันกว้างใหญ่แห่งนี้ ไม่รู้ว่ามีสัตว์อสูรที่ทรงพลังกี่ตัวที่ถูกข้าจับมาทรมาน.......”

“ดังนั้น ถ้าสัตว์อสูรร้ายเหล่านั้นเห็นว่าข้ามีสภาพเช่นนี้แล้ว รับรองพวกมันคงยกโขยงกันมาแก้แค้นข้าเป็นแน่....”

เมื่อได้ยินคำพูดของมัน ใบหน้าของจี้เทียนซิงก็เปลี่ยนไปและเปลี่ยนไป......  ในใจของเขาเต็มไปด้วยคำถามมากมาย

ใบหน้าของชายหนุ่มยิ่งเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและความรังเกียจ เขาสบถออกมาว่า “บัดซบชัดๆ  เช่นนั้นข้ายิ่งไม่อยากพาเจ้าไปด้วยเลย  หากเจ้าอยู่กับข้าไม่รู้ว่าจะมีสัตว์อสูรมากเท่าใดมุ่งเป้าเข้ามา !”

เสี่ยวปิงหูส่ายหัวรัวยิกและกล่าวอย่างมั่นใจว่า “ไม่ๆๆ ยังไม่ซวยขนาดนั้นหรอกน่า ที่จริงแล้วสัตว์อสูรพวกนั้นก็มิใช่จะพบตัวข้าได้ง่ายๆ ข้าเป็นจ้าวเหนือหัวแห่งขุนเขานี้ ตลอดทั้งแนวเทือกเขาที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ไม่มีที่ไหนที่ข้าไม่รู้จัก แม้กระทั่งสมบัติล้ำค่าและโอสถสมุนไพรชั้นเลิศอยู่ตรงซอกมุมไหนข้าก็รู้ดี”

“เจ้าฉายเดี่ยวบนเทือกเขาเย่ เห็นได้ชัดว่ามาแสวงหาโชคมองหาขุมทรัพย์แห่งฟ้าดิน หากเจ้าได้รับคำแนะนำของข้า รับรองได้ว่าเจ้าจะพบสมุนไพรและดอกไม้วิญญาณนับไม่ถ้วน !”

จี้เทียนซิงเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเริ่มชั่งน้ำหนักในใจ

เขารู้ได้ชัดเจน ถึงแม้เสี่ยวปิงหูจะชอบพล่ามโอ้อวดเกินจริงไปบ้าง แต่ก็มีบางส่วนที่น่าเชื่อถือ เพราะอย่างไรมันก็เป็นถึงสัตว์อสูรชั้นสูง

เป็นเพียงว่าชายหนุ่มรู้สึกคลางแคลงใจต่อที่มาของมัน และยังไม่อาจไว้ใจมันได้เต็มร้อย ดังนั้นเขาต้องคิดอย่างรอบคอบ

“เสี่ยวปิงหู เจ้ารู้จักดอกไม้ดาราแดงหรือไม่ ?”

เสี่ยวปิงหูเห็นอีกฝ่ายเริ่มลังเลและรู้ว่าตนเองมีความหวังแล้ว มันจึงพยักหน้าหงึกๆและตอบอย่างรวดเร็วว่า  "แน่นอนว่าข้าย่อมรู้ เมื่อสัก ... 60 ปีก่อนเห็นจะได้ ข้าเขมือบยอดฝีมือเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่มาตามหาดอกไม้ชนิดนี้ไปหลายคนเลยทีเดียว ฮ่าๆ”

จี้เทียนซิงขมวดคิ้วและกล่าวด้วยใบหน้าดำมืดว่า “ข้าไม่ได้ถามเรื่องเจ้ากินคนหรือไม่ อย่าพล่ามเยอะ บอกมาว่าดอกไม้ดาราแดงอยู่ที่ไหน !”

“เรื่องนี้ … เอิ่ม” เสี่ยวปิงหูหรี่ตาลงและแสดงรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ มันกล่าวต่อไปว่า

“ตอนนี้ข้าไม่อยากบอกเจ้า เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะสัญญาว่าจะพาข้าไปด้วยข้าถึงจะยอมนำทางเจ้าไปหาดอกไม้ดาราแดง”

จี้เทียนซิงหงุดหงิดเล็กน้อยและแทบอดใจรอไม่ไหวที่จะทุบตีเจ้าจิ้งจอกจอมเจ้าเล่ห์ตัวนี้สักรอบหนึ่ง

เขาหยิบเอาเข็มทิศสื่อวิญญาณดาราออกมาจากแขนเสื้อและกล่าวอย่างเย้ยหยันว่า “เจ้าคิดว่าไม่มีเจ้านำทางแล้วข้าจะหาดอกไม้ไม่พบหรือไง ? โทษทีนะ ข้ามีเข็มทิศสื่อวิญญาณดารา มันช่วยข้านำทางได้ ไม่จำเป็นต้องง้อเจ้า !”

เสี่ยวปิงหูจ้องไปที่เข็มทิศในมือของจี้เทียนซิงอยู่ครู่หนึ่งและกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ฮ่าๆ ด้วยเข็มทิศพังๆอันนี้น่ะหรือที่จะพาเจ้าไปพบมัน ? เจ้ามันไร้เดียงสานัก !”

“เมื่อเจ้าใช้เข็มทิศนั่นนำทางไปหาดอกไม้ดาราแดงเจ้าคงมีความสุขไม่น้อยที่สุดท้ายพบว่ามันเป็นของปลอม  ส่วนร่างกายที่แท้จริงของมันคงบินหนีไปไกลแล้ว !”

“บะ บินหนีไป ?”  จี้เทียนซิงขมวดคิ้วและดูเหมือนจะไม่เชื่อคำพูดของเสี่ยวปิงหู

ดอกไม้ดาราแดงเป็นเพียงสมุนไพรมิใช่หรือ ?  มันไม่ใช่นกที่มีสมอง มันจะบินหนีได้อย่างไร ?

อย่างไรก็ตามเสี่ยวปิงหูไม่ได้อธิบายความหมายของเรื่องนี้ และจี้เทียนซิงก็ไม่ได้ถามต่อ

เขาเก็บเข็มทิศสื่อวิญญาณดาราไปและถามต่อไปว่า “เจ้าพูดว่าติดอยู่ในถ้ำน้ำแข็งทมิฬมาร่วม 100 ปีและไม่สามารถออกไปได้ เกิดอะไรขึ้น?”

“แล้ว เจ้าเป็นสัตว์อสูรอะไรกันแน่ ? ทำไมถึงติดอยู่ในถ้ำทั้งที่ทรงพลังปานนี้ ? เจ้าต้องตอบข้าด้วยความซื่อสัตย์ มิฉะนั้นเข้าจะไม่มีวันพาเจ้าไป”

เสี่ยวปิงหูมีท่าทีลังเล ดวงตาของมันแสดงออกว่ากำลังรำลึกความทรงจำ มันกล่าวว่า “บอกตามตรงนะ ที่จริง..... ข้าก็ไม่รู้ว่าข้าเป็นสัตว์อสูรอะไร บางทีข้าอาจจะไม่ใช่สัตว์อสูรเลยก็ได้”

“เมื่อตอนที่ข้ายังแบเบาะ ข้าถูกพาตัวมาโดยเผ่าพันธุ์มนุษย์บัดซบผู้หนึ่ง ไอ้บัดซบนั่นโคตรทรงพลัง ถ้ำน้ำแข็งทมิฬก็เป็นมันนั่นแหละที่สร้างขึ้น มันวางข่ายอาคมที่แข็งกร้าวและโยนข้าไว้ที่นั่น  มันบอกให้ข้าบ่มเพาะในถ้ำแห่งนี้และอีก 100 ปีถึงจะมาปลดปล่อยข้า”

“ตลอดระยะเวลา 100 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าข้าจะบ่มเพาะมากแค่ไหนหรือมีระดับพลังสูงล้ำเพียงใด ข้าก็ไม่สามารถออกไปจากถ้ำนี้ได้เลย ข่ายอาคมที่ถูกวางไว้มันแข็งแกร่งมาก ไม่ว่าข้าจะพยายามเพียงใดก็ไม่อาจทำลายมันลงได้”

“ตอนนี้กำหนดเวลา 100 ปีใกล้เข้ามาแล้ว คาดว่าไอ้บัดซบนั่นน่าจะกลับมาหาข้าในอีก 2 ปีข้างหน้านี้แหละ”

“แต่ข้าเกลียดมัน !  ไอ้ลูกนอกสมรสตัวนั้น มันทำให้ข้าต้องเหี่ยวเฉาอยู่ในที่มืดมิดร่วม 100 ปี   ถึงเวลานั้นข้าไม่มีวันติดตามรับใช้มันหรอก !”

จี้เทียนซิงมองเสี่ยวปิงหูและเห็นว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าจริงจัง นอกจากนี้ยังแฝงไว้ด้วยความเกลียดชังอันเย็นชา

ชายหนุ่มคิดกับตัวเองว่า “จากที่ข้าอ่านตำรามา.... ราชาสัตว์อสูรในตำนานเป็นสัตว์ประหลาดอายุยืนที่บ่มเพาะมานับร้อยๆปี เสี่ยวปิงหูก็มีชีวิตมาเกือบร้อยปี ดูเหมือนว่ามันไม่ใช่สัตว์อสูรธรรมดาๆเสียแล้ว”

ถึงแม้ว่าตอนนี้จะติดตามข้า แต่หลังจากพลังของมันกลับคืนมา มันต้องฆ่าข้าเป็นแน่  ดังนั้น หลังจากได้ดอกไม้ดาราแดงแล้วข้าจะหาทางสลัดมันให้หลุด ข้าไม่มีทางยอมพกระเบิดเวลาติดตัวไปด้วยหรอก

 

หลังจากตัดสินใจแล้ว จี้เทียนซิงก็ออกจากถ้ำพร้อมกับเสี่ยวปิงหู

ถึงแม้ว่าในตอนนี้มันจะสูญเสียพลังทั้งหมดไป อีกทั้งยังตัวเล็กและอ่อนแอ แต่เมื่อข่ายอาคมที่วางรอบถ้ำได้สลายไปมันจึงเป็นอิสระอีกครั้ง สีหน้าของมันเบิกบานและเต็มไปด้วยความยินดี

จี้เทียนซิงกุมกระบี่มังกรโลหิตและสะพายย่ามเก็บสัมภาระที่เสี่ยวปิงหูซุกอยู่ในนั้น

ระหว่างเดินทางมันเพียงแค่โผลัหัวเล็กๆออกมาและมองไปมองมารอบๆเท่านั้น  บางครั้งก็ชวนคุยสัพเพเหระไปเรื่อยเปื่อย

หลังจากครึ่งชั่วโมงผ่านไป จี้เทียนซิงก็เดินผ่านรอยแตกขนาดใหญ่ปีนขึ้นมาจากกองหินและในที่สุดก็กลับไปถึงที่กลางหุบเขา

เขาหันลงไปมองเชิงเขาด้านล่างและเห็นว่าภูเขาแยกออกจากกันและพังทลายลงราวกับว่ามันถูกตัดขาด

ในตอนแรกนั้นภูเขาทั้งลูกถูกปกคลุมไปด้วยป่าสีเขียวเข้ม แต่ในขณะนี้กลับเหี้ยนเตียนไปหมดจนสามารถมองเห็นชั้นหินของภูเขาได้อย่างชัดเจน

ช่างเป็นพลังทำลายล้างที่พินาศปฐพีโดยแท้...  อย่างกับไม่ใช่ฝีมือมนุษย์…”

จี้เทียนซิงรู้สึกสะทกสะท้อนและตกใจมาก  เขารู้สึกว่าสุสานเทพกระบี่ในร่างกายของตนเองนั้นลึกลับแข็งแกร่งและมีอำนาจท้าทายสวรรค์อย่างน่าเหลือเชื่อ

ในเวลานี้เอง กระเรียนวิญญาณสีขาวดั่งหิมะกำลังโบกสะบัดปีกคู่ใหญ่ของมันเบาจากบนท้องฟ้า มุ่งหน้าไปยังส่วนลึกของเทือกเขา

จี้เทียนซิงเหม่อมองขึ้นไป ดวงตาของเขาเปล่งประกายเจิดจ้าและกระซิบแผ่วเบาว่า “นางก็มาที่นี่ ?  หรือว่านางก็ต้องการดอกไม้ดาราแดง ?”

แม้ว่าเขาจะจดจำกระเรียนวิญญาณตัวนี้ได้ แต่เขากลับมองไม่เห็นสาวงามชุดขาวที่เป็นเจ้าของ

แต่ทว่า เมื่อกระเรียนวิญญาณปรากฏ เขามั่นใจว่าหยุนเหยาต้องมาเทือกเขาเย่อย่างแน่นอน

เสี่ยวปิงหูมองตามไปยังทิศทางเดียวกับชายหนุ่ม มันเงยหน้าขึ้นมองกระเรียนวิญญาณที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณและกล่าวด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ว่า “โอ้ แม่นางน้อยบนหลังกระเรียนตัวนั้นช่างงดงามล่มเมืองยิ่งนัก”

“หน้าอกใหญ่ ผิวพรรณผุดผ่อง ใบหน้างดงามราวกับเทพธิดา ถ้าเจ้าสามารถหิ้วนางกลับบ้านไปเป็นเมียได้รับรองว่าบุรุษทั่วหล้าย่อมพากันอิจฉาเจ้าแน่ !”

จี้เทียนซิงขมวดคิ้วขึ้นมาทันทีและใช้ฝักกระบี่เขกหัวของมันพร้อมทั้งกล่าวว่า “จิ้งจอกบัดซบ ไหนว่าถูกขังในถ้ำเป็นร้อยปี เจ้าไปร่ำเรียนการพูดจาสัปดนเช่นนี้มาจากที่ไหน ?”

“ขืนนางได้ยิน นางคงถลกหนังจับเจ้าไปย่างกินเป็นแน่ !”

“ว่าแต่…สายตาเจ้าดีขนาดนั้นเชียวหรือ ?  เจ้าเห็นสตรีบนหลังกระเรียนวิญญาณด้วย ?”

เสี่ยวปิงหูเชิดศีรษะเล็กๆของมันขึ้นและกล่าวอย่างภาคภูมิว่า “แน่นอน”

“เดี๋ยวจะหาว่าคุย  อย่าว่าแต่กลางวันเลย ต่อให้เป็นกลางคืนก็เถอะ ห่างอยู่ในรัศมี 10 ไมล์ ข้าเห็นแม้กระทั่งมด !”

“แต่เรื่องเล็กจ้อยพรรณนี้มิสมควรเอื้อนเอ่ยให้ขายหน้า  หากข้าสามารถฟื้นฟูพลังกลับมาได้ เจ้าย่อมคาดไม่ถึงแน่ว่าข้าทรงพลังขนาดไหน !  รับรองว่าน่ากลัวสุดๆ !”

จบบทที่ ตอนที่ 35 นางก็มา ?

คัดลอกลิงก์แล้ว