- หน้าแรก
- ตำนานศิษย์พี่เทพเหนือเซียน
- บทที่ 21: ทะลวงสู่ขอบเขตที่สอง
บทที่ 21: ทะลวงสู่ขอบเขตที่สอง
บทที่ 21: ทะลวงสู่ขอบเขตที่สอง
บทที่ 21: ทะลวงสู่ขอบเขตที่สอง
นัยน์ตาข้างหนึ่งสีม่วง อีกข้างสีดำ... สีสันเช่นนี้ช่างดูองอาจล้ำเลิศเกินไปแล้วมิใช่หรือ?
อีกทั้งหน้าตาของเขาก็เข้าขั้นหล่อเหลา หากปล่อยให้เติบโตต่อไป มิใช่ว่าจะมาสั่นคลอนตำแหน่งอันดับหนึ่งด้านความงามของยอดเขาเสี่ยวเหลียนหรอกหรือ!
ในขณะนั้น ลั่วจื่อจินหมุนตัวกลับมาแล้วเอ่ยรับช่วงบทสนทนาว่า "นี่คือศิษย์พี่หกของเจ้า ส่วนสองคนข้างหลังนั่นคือศิษย์พี่สามและศิษย์พี่ห้าตามลำดับ"
"ศิษย์... ศิษย์พี่สาม ศิษย์พี่ห้า สวัสดีขอรับ ศิษย์พี่หก สวัสดีขอรับ"
น้ำเสียงของฟางกุ้ยช่างดูประหม่าขลาดเขลา เมื่อประกอบกับรูปลักษณ์ดั่งดรุณน้อยที่ชวนให้ผู้คนเอ็นดู ก็ทำให้อวี้ชิงเยว่อยากจะถลันเข้าไปหยิกแก้มยุ้ยๆ นั้นเสียเหลือเกินในตอนนี้
เจ้าสิ่งมีชีวิตตัวน้อยนี่ช่างน่ารักน่าชังเกินไปแล้ว
วันข้างหน้าคงจะสนุกไม่น้อยทีเดียว
"สวัสดีจ้ะ"
จะหยิกตอนนี้หรือตอนไหนก็ต้องหยิกอยู่ดี อวี้ชิงเยว่ก้าวเข้าไปข้างหน้าทันทีพลางใช้นิ้วคีบแก้มของเขาเบาๆ
อืม... นุ่มนิ่มเสียจริง
ฟางกุ้ยตัวสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง เขารีบถอยกรูดไปหลบอยู่ข้างหลังซิ่นเทียนอีในทันที
"ชิงเยว่" ซิ่นเทียนอีจ้องเขม็ง "สำรวมหน่อย"
ชิ
อวี้ชิงเยว่บ่นอุบในใจพลางถอยกลับไปยืนข้างหลังศิษย์พี่เอกอย่างสงบ
อะไรกัน แค่นี้ก็ไม่ยอมให้เล่น ไปมองศิษย์พี่เอกต่อยังจะดีเสียกว่า
หลังจากสนทนากันอีกครู่หนึ่ง ฟางกุ้ยก็ดูจะผ่อนคลายลงมาก
ความเมตตาและอ่อนโยนที่แผ่ออกมาจากผู้คนนั้นย่อมสัมผัสได้ไม่ยาก
"นอกจากการแนะนำศิษย์น้องใหม่ของพวกเจ้าแล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง..."
"การประชันสี่สำนักในครั้งนี้ จะจัดขึ้นที่เทือกเขาแดนอสูร พวกเจ้าทุกคนจงเตรียมตัวให้พร้อม"
"หือ?" อวี้ชิงเยว่อุทานด้วยความตกใจ
"อืม..." เฉินสิบเอ็ดครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยถามหยั่งเชิง "เทือกเขาแดนอสูรที่ท่านว่า คือที่เดียวกับที่ข้าคิดอยู่ใช่ไหมขอรับ?"
"ใช่" ซิ่นเทียนอีพยักหน้า
บรรยากาศในลานบ้านพลันเงียบสงัดลงทันที
ซูเหลียงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก "พวกเราจะไปประชันกัน หรือจะไปเลือกหลุมศพให้ตัวเองกันแน่ขอรับ?"
เฉินสิบเอ็ดพยักหน้าเห็นพ้อง "หากข้าเลือกหลุมศพทำเลดีๆ ได้เมื่อไหร่ ข้าจะจองเผื่อท่านด้วยนะศิษย์พี่สาม"
เทือกเขาแดนอสูร สถานที่ที่แม้แต่ผู้บำเพ็ญขอบเขตที่หกก็ยังอาจทอดร่างลงได้ แล้วพวกเขามีธุระอันใดที่นั่น? แถมยังเป็นการประชันฝีมืออีก?
ลำพังแค่พื้นที่รอบนอกก็มิใช่ที่ที่ศิษย์อย่างพวกเขาจะเข้าไปวุ่นวายได้แล้วมิใช่หรือ?
ซิ่นเทียนอีถอนหายใจ
เขาย่อมรู้ดีว่ามันน่าขันเพียงใด แต่ในเมื่อสถานการณ์ถูกกำหนดมาเช่นนี้ เขาจึงทำได้เพียงปลอบโยนว่า "ไม่ต้องห่วง ถึงตอนนั้นข้าจะตามไปคุ้มครองพวกเจ้าเอง อย่างน้อยความปลอดภัยก็ยังพอประกันได้บ้าง"
เฉินสิบเอ็ดพึมพำอยู่ข้างๆ "ไม่เลวเลย ซื้อหนึ่งแถมหนึ่งฟรีเสียด้วย"
ซิ่นเทียนอี: ???
"เอาละ ยังพอมีเวลาเหลือก่อนจะถึงงานประชันสี่สำนัก หากพวกเจ้าไม่อยากไป ก็ไม่ต้องไปก็ได้"
"อย่างไรเสีย พวกเจ้าก็เป็นศิษย์เพียงไม่กี่คนที่ข้ามี"
"แน่นอนว่าข้าย่อมต้องลำเอียงเข้าข้างพวกเจ้าอยู่แล้ว"
"เหตุใดจู่ๆ ถึงเข้าสู่ช่วงซึ้งกินใจไปได้ล่ะเนี่ย" เฉินสิบเอ็ดเอ่ยสมทบขึ้นมาอีกครั้ง
สิ้นเสียงของเขา เงาร่างของซิ่นเทียนอีพลันวูบไหวทิ้งไว้เพียงภาพติดตา ก่อนจะวาดขาเตะส่งเฉินสิบเอ็ดจนลอยกระเด็นออกไปนอกลานบ้านทันที
"ให้ตายสิ ข้าอดทนกับเจ้ามานานแล้วนะ"
ซูเหลียงหัวเราะหึๆ ดูจะรื่นเริงกับการชมเรื่องสนุกเป็นอย่างมาก ทว่าในวินาทีต่อมา เงาร่างของเขาก็ลอยละลิ่วตามหลังไปเช่นกัน
ซูเหลียง: ???
อย่างไรก็ตาม ลูกเตะทั้งสองล้วนมีการออมแรงไว้ เพียงครู่เดียวทั้งคู่ก็เดินกลับมาในสภาพสะบักสะบอมมอมแมมฝุ่น
ช่างเป็นสหายร่วมชะตากรรมโดยแท้
"ข้าไม่ได้ล้อพวกเจ้าเล่น หากไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป" ซิ่นเทียนอีย่อมรู้ซึ้งถึงนิสัยของศิษย์ทั้งสองดี คนหนึ่งก่อเรื่องไม่เว้นวัน อีกคนก็คอยปั่นหัวชาวบ้านอยู่เงียบๆ
ไม่มีใครที่จัดการได้ง่ายเลยสักคน
"แล้วศิษย์พี่เอกล่ะเจ้าคะ?" อวี้ชิงเยว่ถามด้วยความกังวล
ลั่วจื่อจินยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า "อาจารย์เพียงแต่ล้อพวกเจ้าเล่นเท่านั้น"
"ตาเฒ่าอย่างเขาจะวางใจปล่อยให้พวกเจ้าไปในสถานที่เช่นนั้นได้อย่างไร?"
เมื่อได้ยินดังนั้น ซูเหลียงและเฉินสิบเอ็ดก็รีบเข้าไปกอดขาอาจารย์ของตนทันที ท่าทางกึ่งฉุดกึ่งคุกเข่า
"ท่านอาจารย์ เมื่อครู่ข้างนอกมีคนเยอะเหลือเกิน แม้ตอนนี้จำนวนคนจะยังเท่าเดิม แต่มันก็มิได้เป็นอุปสรรคต่อความเคารพรักที่ข้ามีต่อท่านเลยแม้แต่น้อย"
เฉินสิบเอ็ดกล่าวออกมาโดยไม่ต้องหยุดคิด ส่วนซูเหลียงก็รีบพยักหน้าทำตามอย่างรวดเร็ว
"เอาละ ไม่มีเรื่องอื่นแล้ว จื่อจินจะกักตนบำเพ็ญเพียรในช่วงเวลาต่อจากนี้ หากมีสิ่งใดจะถามก็จงถามเสียตอนนี้ และศิษย์น้องเล็กของพวกเจ้าจะพักอยู่กับข้าในช่วงนี้ ข้าจะช่วยชี้แนะการเริ่มต้นบำเพ็ญให้เขาก่อน"
ซิ่นเทียนอีกลอกตาด้วยความระอา พลางชี้ไปที่ซูเหลียงและเฉินสิบเอ็ดแล้วออกคำสั่ง "พวกเจ้าสองคนจะไปไหนก็ไป ชิงเยว่ เจ้าอยู่ก่อน"
...
"ศิษย์พี่สาม ข้าได้ยินว่าท่านรับศิษย์ไว้คนหนึ่งหรือ?"
ระหว่างทางกลับ เฉินสิบเอ็ดเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
เขาสงสัยจากใจจริง
ซูเหลียงเองก็มีพลังอยู่แค่ขอบเขตแรกและอายุเพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้น ด้วยพื้นฐานเพียงเท่านี้เขายังกล้ารับศิษย์อีกหรือ?
หากเป็นโลกเก่าของเขาก่อนจะข้ามมิติมา อายุเท่านี้คงยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายกระมัง?
แม้ที่ยอดเขาเสี่ยวเหลียนจะมีศิษย์น้อยเหลือเกิน แต่ก็ไม่เห็นต้องรีบร้อนขนาดนั้น
"ใช่ ข้ารับเด็กสาวไว้คนหนึ่ง ข้าคิดว่านางมีสติปัญญาแต่กำเนิดที่เหนือธรรมดา" ซูเหลียงตอบอย่างราบเรียบ
"สติปัญญาแต่กำเนิด? พรสวรรค์ระดับไหนกันล่ะ?"
"รากปราณวิญญาณแต่กำเนิด"
"แค่นี้หรือ?"
ซูเหลียงชำเลืองมองเขา "นางมีรากปราณวิญญาณแต่กำเนิด แล้วเจ้ายังจะเอาอะไรอีก อยากให้นางเป็นเหมือนข้าหรืออย่างไร?"
เฉินสิบเอ็ดโบกมือพลางหัวเราะแห้งๆ "เปล่าๆ ความเคยชินในวิชาชีพน่ะ ความเคยชิน"
"อย่างไรก็ตาม วันนี้ท่านอาจารย์เองก็รับศิษย์เพิ่ม... ศิษย์พี่สาม ดูเหมือนปัญหาเรื่องบัวทองจะถูกคลี่คลายลงแล้วอย่างนั้นหรือ?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แววตาของซูเหลียงก็ดูเหม่อลอยไปชั่วขณะ ความคิดของเขาล่องลอยกลับไปสู่อดีต
ยอดเขาเสี่ยวเหลียนเมื่อสิบปีก่อนยังถูกเรียกว่ายอดเขาจินเหลียน
สาเหตุที่ถูกเรียกว่ายอดเขาจินเหลียน ก็เพราะบัวทองเก้าดอกที่ประดิษฐานอยู่บนยอดเขาสูงสุด
ยามเช้าน้ำค้างจะรวบรวมไอม่วงที่บริสุทธิ์ที่สุด ยามเย็นหมู่เมฆจะบรรจบด้วยความล้ำลึกสุดหยั่ง
การมีอยู่ของบัวทองทั้งเก้าทำให้ความเข้มข้นของไอวิญญาณบนยอดเขาจินเหลียนนั้นสูงล้ำจนน่าประหลาดใจ และยิ่งบำเพ็ญเพียรใกล้กับบัวทองมากเท่าใด โอกาสที่จะเกิดความรู้แจ้งกะทันหันก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
ทว่าทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงหลังจากที่ซูเหลียงเกิดความรู้แจ้งในชั่วข้ามคืน
นับตั้งแต่เริ่มการบำเพ็ญ ซูเหลียงใช้เวลาเพียงวันเดียวในการเลื่อนจากขอบเขตเร้นกำเนิดขั้นที่หนึ่งสู่ขั้นที่เก้า และจากนั้นก็เกิดความรู้แจ้งก้าวเข้าสู่สภาวะเร้นกำเนิดแจ้งจิตลึกล้ำภายในคืนเดียว
จากนั้นเขาก็ก้าวข้ามขอบเขตแจ้งจิตลึกล้ำขึ้นไปอีกระดับ โดยใช้บัวทองทั้งเก้าเป็นสื่อกลางในการเข้าสู่ความรู้แจ้ง
เพียงข้ามคืน บัวทองแปดในเก้าดอกก็เหี่ยวเฉาลง ส่วนดอกที่เหลืออยู่ก็ร่วงโรยจนดูเหมือนจะสลายไปได้ทุกเมื่อ
ตั้งแต่นั้นมา ยอดเขาจินเหลียนก็ไม่เคยฟื้นตัวได้อีกเลย ไอวิญญาณกระจัดกระจายจนไม่เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรอย่างยิ่ง
ซูเหลียงรู้สึกผิดต่อเรื่องนี้มาโดยตลอด
ทว่ามีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้ความจริงเรื่องนี้
ทางสำนักเฝ้าสืบสวนอยู่นานแต่ก็มิอาจหาคำตอบได้ว่าเหตุใดบัวทองจึงเหี่ยวเฉา
แน่นอนว่าหากเป็นเพียงแค่ไอวิญญาณกระจัดกระจายไป มันก็ยังไม่ถึงขั้นสิ้นหวัง เพราะยังสามารถรวบรวมกลับมาได้ด้วยค่ายกลรวบรวมปราณ
แต่ทันทีที่ยอดเขาจินเหลียนเริ่มเปิดใช้งานค่ายกลเพื่อรวบรวมไอวิญญาณ พลังเหล่านั้นกลับถูกบัวทองทั้งเก้าสูบกินไปจนหมดสิ้น
พวกเขาพยายามอยู่ถึงสามเดือนแต่ก็ไม่เห็นวี่แววว่าจะดีขึ้น
ทางสำนักเคยคิดที่จะถอนบัวทองเหล่านั้นออกไปเสีย ทว่าซิ่นเทียนอีกลับไม่ยินยอม
และอันที่จริงมันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะถอนพวกมันออก
ว่ากันว่าบัวทองทั้งเก้าคือรากฐานของสำนักกระบี่หนานซีเมื่อแรกสถาปนา ตามบันทึกของสำนัก บัวทองเหล่านี้จะให้เมล็ดบัวทุกๆ ร้อยปี
ทว่านั่นคือบันทึกเมื่อเก้าพันปีก่อน
ท้ายที่สุด ซิ่นเทียนอีจึงปฏิเสธความช่วยเหลือจากสำนักอย่างสุภาพ เขายอมทุ่มเทรากฐานทั้งหมดของยอดเขาจินเหลียน ลงทุนด้วยวัตถุดิบวิเศษนานาชนิด เชื้อเชิญปรมาจารย์ด้านค่ายกลมากมายมารวมพลังรวบรวมไอวิญญาณโดยไม่สนเรื่องค่าใช้จ่าย
ในที่สุดความสมดุลก็ถูกสร้างขึ้น
ความสมดุลระหว่างความเร็วในการสิ้นเปลืองและความเร็วในการดูดซับ
ดังนั้น มิใช่ว่ายอดเขาเสี่ยวเหลียนไม่อยากรับศิษย์เพิ่ม แต่เป็นเพราะพวกเขายากจนจนไม่มีกำลังพอที่จะเลี้ยงดูต่างหาก
ด้วยเหตุนี้ ซูเหลียงจึงกลายเป็นผู้ที่ละโมบในทรัพย์สิน
เขาเริ่มหาวิธีการที่จะได้มาซึ่งหินวิญญาณ ยอมละทิ้งการเลื่อนระดับพลังบำเพ็ญชั่วคราว และอ้างเหตุผลว่าตนเองได้บรรลุขอบเขตที่เหนือกว่าสภาวะแจ้งจิตลึกล้ำไปแล้ว เพื่อที่จะคงอยู่ในขอบเขตแรกต่อไปและเริ่มหันมาศึกษาด้านค่ายกล การปรุงยา และการหลอมศัสตรา
เฝ้าหาเงินอย่างต่อเนื่องเพื่อแอบปรับปรุงค่ายกลรวบรวมปราณของยอดเขาเสี่ยวเหลียนให้ดีขึ้นอย่างลับๆ
วงจรนี้วนเวียนอยู่เช่นนั้นจนกระทั่งไม่กี่วันก่อน ในวินาทีที่เขาเห็นฉินเนี่ยน เขาก็สัมผัสได้ถึงสายใยบางอย่างที่เชื่อมถึงกัน
หากเขารับแม่นางน้อยผู้นี้เป็นศิษย์ บัวทองทั้งเก้าย่อมจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง และอาจถึงขั้นให้เมล็ดบัวได้
การที่ซูเหลียงบอกว่าเขาบรรลุขอบเขตที่เหนือกว่าสภาวะแจ้งจิตลึกล้ำไปแล้วนั้นมิได้เป็นการมุสา
ในวันนั้น เขาก็เข้าใจแล้วว่าขอบเขตที่อยู่เหนือขึ้นไปนั้นคืออะไร
ขอบเขตฮว่าอวี่
และตัวเขา หลังจากผ่านการหยั่งรู้และขัดเกลามาเป็นเวลาสิบปี ยามนี้เขากลับก้าวล่วงเหนือขอบเขตนั้นไปอีกขั้น
ซึ่งมีนามว่า... อู่เซิ่ง
ซูเหลียงสูดลมหายใจเข้าลึก ความนึกคิดของเขาเริ่มกระจ่างใสขึ้นทันที เขาพลันสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็นซึ่งเคยกดทับไว้มลายหายไปจนสิ้น
เป็นเวลาสิบปีแล้วที่เขามิได้รู้สึกถึงความโปร่งสบายและแจ่มใสเช่นนี้
เฉกเช่นเดียวกับความรู้แจ้งชั่วข้ามคืนในครั้งนั้น
มโนธรรมแห่งมรรคาของเขากระจ่างแจ้ง
ระดับพลังบำเพ็ญเริ่มสั่นคลอน
เฉินสิบเอ็ดขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางหยุดฝีเท้าลง นกกระเรียนขาวที่บินมาจากไกลๆ ร่อนลงบนพื้นแล้วจู่ๆ ก็ส่งเสียงร้องออกมาด้วยท่าทางกระวนกระวาย
เสียงร้องของนกกระเรียนดังต่อเนื่องสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท
เขาหันไปมองและเห็นซูเหลียงหลับตาลงกะทันหัน กลิ่นอายรอบกายเริ่มพุ่งทะยานสูงขึ้น
"กำลังจะทะลวงระดับอย่างนั้นหรือ?"
เฉินสิบเอ็ดอุทานเบาๆ
เมื่อครู่ยังคุยกันอยู่ดีๆ ไฉนถึงจะทะลวงระดับขึ้นมาเสียอย่างนั้น? เดี๋ยวสิ ไม่สิ คนที่กำลังจะทะลวงระดับคือศิษย์พี่สามอย่างนั้นหรือ?!
ศิษย์พี่สามกำลังจะทะลวงระดับแล้ว!
วินาทีต่อมา ปรากฏการณ์พิสดารพลันบังเกิดขึ้นเหนือฟากฟ้า
แสงสีทองระเบิดวาบขึ้นเหนือยอดเขาเสี่ยวเหลียน หมู่เมฆาม้วนตัวกลับด้าน ไอวิญญาณจากรัศมีร้อยลี้หลั่งไหลมารวมตัวกันอย่างรวดเร็ว มุ่งตรงเข้าสู่ใจกลางที่ซูเหลียงยืนอยู่
ลางๆ นั้นมีเสียงราวกับมังกรคำรนพยัคฆ์คำรามแว่วมาตามสายลม โลกทั้งใบดูเหมือนจะสงบเงียบลงทันตาเห็น ไอวิญญาณอันทรงพลังพุ่งเข้าสู่ร่างของซูเหลียง พลังอำนาจประหนึ่งกระแสน้ำหลากไหลพล่านไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย
จากนั้น แสงเจิดจรัสสายหนึ่งก็พุ่งออกจากร่างของเขา ทะลวงผ่านหมู่เมฆาพุ่งตรงสู่ฟากฟ้าเบื้องบน และคงอยู่นานแสนนาน
ในเวลาไล่เลี่ยกัน เงาร่างสองสายก็ปรากฏขึ้นข้างกายเฉินสิบเอ็ด วินาทีต่อมา มือสองข้างจากซ้ายและขวาก็ประคองลงที่ไหล่ของเขา แล้วดึงร่างถอยร่นออกไปไกลกว่าร้อยเมตร
ผู้ที่มาถึงคือลั่วจื่อจินและซิ่นเทียนอี
"คุณพระช่วย ช่างเป็นความเคลื่อนไหวที่ยิ่งใหญ่เสียจริง" เฉินสิบเอ็ดเดาะลิ้นด้วยความอัศจรรย์ใจ
ขณะเดียวกัน ลั่วจื่อจินมิได้เอ่ยคำใด เขาเพียงก้าวไปข้างหน้าและทะยานขึ้นไปยืนตระหง่านอยู่กลางเวหา
แสงเย็นเยียบวาบผ่านไป กระบี่ยาวในมือถูกชักออกจากฝัก
เขาถือกะบี่คู่กายที่มีนามว่า 'ลั่วซี'
พริบตานั้น เจตจำนงกระบี่พุ่งทะยานสู่ฟ้าดิน โดยมีซูเหลียงเป็นศูนย์กลาง พลังนั้นแผ่ขยายออกไปชั้นแล้วชั้นเล่า เพื่อตัดขาดปัจจัยภายนอกที่ไม่เป็นคุณและคุ้มครองมรรคาแห่งการทะลวงระดับให้แก่ซูเหลียง
เฉินสิบเอ็ดเฝ้ามองด้วยดวงตาเบิกกว้างพลางเอ่ยถามซิ่นเทียนอี "ท่านอาจารย์ เจตจำนงกระบี่ของศิษย์พี่เอกรุนแรงถึงเพียงนี้ หรือว่าเขาจะบรรลุถึงขอบเขตกระบี่ใจแล้วขอรับ?"
ดวงตาของซิ่นเทียนอีเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม เขาพยักหน้าอย่างยินดี "เกือบจะถึงแล้วละ"
จากนั้นสายตาของเขาก็เบนกลับมาจับจ้องที่ซูเหลียง
เจ้าเด็กนี่กำลังทะลวงเข้าสู่ขอบเขตที่สองจริงๆ หรือ?
ไฉนภาพเหตุการณ์นี้ถึงดูไม่ต่างจากการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตที่สี่ที่ข้าเคยเห็นมาในวันวานเลยเล่า?