- หน้าแรก
- ตำนานศิษย์พี่เทพเหนือเซียน
- บทที่ 16: รุกฆาต
บทที่ 16: รุกฆาต
บทที่ 16: รุกฆาต
บทที่ 16: รุกฆาต
ไม่ว่าจะเป็นเพียงหนึ่งหรือสองกระบวนท่า ย่อมไร้ซึ่งความหมายประการใด
ในข้อนี้ เหล่าอาวุโสและศิษย์เก่าที่อยู่ในที่แห่งนั้นต่างประจักษ์แจ้งแก่ใจดี
“ผู้ฝึกกระบี่ในขอบเขตที่สองช่วงต้น แม้จะหยั่งรู้เจตจำนงกระบี่ได้แล้ว แต่เกรงว่าคงยังไม่เพียงพอ”
“นั่นก็จริง แม้ซูเหลียงเจ้าเด็กเหลือขอนั่นจะมีนิสัยประหลาด และระดับพลังบำเพ็ญจะอยู่เพียงขอบเขตแรก... แต่เขากลับไปถึงสภาวะเร้นกำเนิดแจ้งจิตลึกล้ำอันเป็นตำนาน! ลำพังผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตที่สองช่วงต้นย่อมมิอาจต่อกรได้”
“แม่นางน้อยผู้นี้คงต้องพ่ายแพ้เป็นแน่ ยามที่เจ้าเด็กนั่นเอาชนะจางหรูเฟิงด้วยการข้ามผ่านถึงสองขอบเขตใหญ่เมื่อสามปีก่อน เรื่องนั้นทำเอาข้าตกใจมิใช่น้อย”
“อย่าว่าแต่ท่านเลย ทั้งสำนักต่างก็สั่นสะเทือน ตอนที่ข่าวแพร่ออกมาข้ายังไม่อยากจะเชื่อเลยด้วยซ้ำ เรื่องนี้มันดูเพ้อฝันยิ่งกว่านิยายที่เฉินสิบเอ็ดเขียนเสียอีก”
“พูดถึงเรื่องนี้แล้วข้าก็ยังแค้นใจ เจ้าเด็กนั่นเพิ่งจะเริ่มประลองแท้ๆ แต่กลับแอบเปิดบ่อนพนันเองเสียอย่างนั้น! อัตราต่อรองตั้งสิบต่อหนึ่ง! เหตุใดตอนนั้นข้าถึงไม่แทงข้างมันนะ!”
“เหอะๆ ใครจะไปรู้ล่วงหน้าเล่าว่ามันคือเจ้ามือผู้อยู่เบื้องหลังกลโกงนั่น... ต่อให้รู้ ท่านก็คงไม่กล้าเดิมพันว่ามันจะชนะอยู่ดีใช่ไหมล่ะ? ก่อนที่ผลจะปรากฏ หากมีใครบอกท่านว่าซูเหลียงสามารถเอาชนะจางหรูเฟิงด้วยการข้ามผ่านสองขอบเขตใหญ่ได้ ท่านจะเชื่อหรือ? พรสวรรค์ของจางหรูเฟิงก็ใช่ว่ากระจอก เขามีรากปราณวิญญาณแต่กำเนิดเชียวนะ!”
เหล่าอาวุโสจากทั้งแปดยอดเขาต่างเฝ้าจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และหลังจากที่ฉินเนี่ยนตอบตกลงรับคำท้า พวกเขาก็ลอบทอดถอนใจในใจ
เดิมทีพวกเขาคิดว่ายอดเขาเสี่ยวเหลียนจะไม่รับศิษย์ในครั้งนี้อีก... ดูเหมือนว่าอาถรรพ์ของยอดเขาจินเหลียนจะถูกคลี่คลายลงแล้วอย่างนั้นหรือ?
หากพิจารณาเช่นนี้ การที่ยอดเขาจินเหลียนเปลี่ยนชื่อเป็นยอดเขาเสี่ยวเหลียนอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว ดูเหมือนจะเป็นการส่งสัญญาณถึงความเปลี่ยนแปลงนี้?
พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นระดับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลที่รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของยอดเขาเสี่ยวเหลียน
เมื่อสิบปีก่อน ณ ยอดเขาเสี่ยวเหลียน หลังจากที่บัวทองทั้งเก้าเหี่ยวเฉาและไอวิญญาณรั่วไหล พวกเขาก็มิได้เปิดรับศิษย์คนใดเพิ่มอีกเลย ยกเว้นอวี้ชิงเยว่ที่ได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว
ดังนั้นหากฉินเนี่ยนเลือกจะไปอยู่ที่ยอดเขาเสี่ยวเหลียน ต่อให้คนอื่นจะหน้าหนาหรือไร้ยางอายเพียงใด ก็คงไม่มีใครกล้าแย่งชิงนางไป
นี่คือสิ่งที่สำนักกระบี่หนานซีติดค้างต่อยอดเขาเสี่ยวเหลียน
ยามนี้พวกเขาจึงทำได้เพียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงผลลัพธ์ของการประลองครั้งนี้เท่านั้น
สภาวะเร้นกำเนิดแจ้งจิตลึกล้ำ นับเป็นขอบเขตอันล้ำลึกขั้นสูงสุดภายในขอบเขตที่หนึ่ง
แม้จะพิจารณาไปจนถึงการบำเพ็ญในขอบเขตที่เจ็ด สภาวะนี้ก็ยังถูกขนานนามว่าลึกลับและหาผู้ใดเปรียบได้ยากยิ่ง
หากจะอธิบายให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นอีกสักนิด...
เป็นที่ทราบกันดีว่าการฝึกวิถีกระบี่สามารถแบ่งออกเป็นสามช่วงใหญ่ๆ หรือที่เรียกกันว่าขอบเขตแห่งมรรคากระบี่
อันประกอบไปด้วย การหยั่งรู้เจตจำนงกระบี่ การหลอมรวมเจตจำนงกระบี่ และการแสวงหากระบี่ใจ
ระหว่างสามช่วงนี้ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยลงไปอีก ยกตัวอย่างเช่น เจตจำนงกระบี่นั้นเริ่มจากการหยั่งรู้เพียงเศษเสี้ยว เข้าสู่วิถีด้วยเจตจำนงที่สมบูรณ์ และบรรลุถึงขั้นสูงสุดด้วยเจตจำนงกระบี่สรรค์สร้างจากสรวงสวรรค์
โดยทั่วไปเจตจำนงกระบี่มักแบ่งออกเป็นสามระดับคือ กายกระบี่รวมเป็นหนึ่ง เจตจำนงกระบี่สรรค์สร้าง และอาณาเขตกระบี่
และการที่จะบรรลุสภาวะแจ้งจิตลึกล้ำในขอบเขตเร้นกำเนิดได้นั้น ความยากของมันเทียบเท่ากับเด็กหนุ่มที่เพิ่งฝึกกระบี่ได้เพียงไม่กี่วัน แต่กลับสามารถหยั่งรู้เจตจำนงกระบี่สรรค์สร้างได้ในทันที
สิ่งนี้มิอาจบรรลุได้หากปราศจากวาสนาอันยิ่งใหญ่และความเข้าใจอันลึกซึ้ง
ดูอย่างสำนักกระบี่หนานซีเป็นตัวอย่าง สำนักนี้ก่อตั้งมานานกว่าหมื่นปี ทว่ากลับมีศิษย์ที่ถูกจารึกไว้ว่าบรรลุสภาวะเร้นกำเนิดแจ้งจิตลึกล้ำเพียงหกคนเท่านั้น
ทว่าน่าเสียดายที่ทั้งหกคนกลับไม่มีใครรอดชีวิตมาได้นานนัก พวกเขาล้วนจบชีวิตลงตั้งแต่อายุยังน้อย
จะว่าไป หากในช่วงสิบปีที่ผ่านมาซูเหลียงมิได้หยุดชะงักในการเลื่อนระดับขอบเขตพลัง และหากไม่มีอัจฉริยะปีศาจอย่างลั่วจื่อจินปรากฏตัวขึ้นดึงดูดความสนใจไปเสียส่วนใหญ่ เขาคงยากจะเติบโตขึ้นมาได้อย่างราบรื่นถึงเพียงนี้
การแข่งขันอันโหดร้ายในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้น เต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำที่รุนแรงยิ่งกว่าที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์เสียอีก
กลับมาที่หัวข้อสำคัญ...
หลังจากที่ซูเหลียงอธิบายกฎกติกาการทดสอบจบ เขาก็เอ่ยต่อว่า "ส่วนเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยนั้น..."
"มันก็ง่ายมาก หากเจ้าชนะ เจ้าจะได้เป็นศิษย์สายตรงลำดับที่เจ็ดของท่านเจ้าเจ้ายอดเขาเสี่ยวเหลียน และพวกเราจะเรียกขานกันว่าศิษย์พี่ศิษย์น้อง"
"ทว่าหากเจ้าแพ้..." ซูเหลียงหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มกว้างแล้วชี้มาที่ตนเอง "เจ้าต้องมาเป็นศิษย์คนแรกของข้า"
"และยังเป็นศิษย์รุ่นที่สองคนแรกของยอดเขาเสี่ยวเหลียนด้วย"
สีหน้าของฉินเนี่ยนพลันเย็นเยียบลง นางจ้องมองซูเหลียงอย่างลึกซึ้ง และหลังจากยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเขาอยู่เพียงขอบเขตที่หนึ่งจริงๆ นางจึงเอ่ยตอบโดยไม่ลังเล "ตกลง ข้ายอมรับการทดสอบนี้"
ซูเหลียงมิได้ใส่ใจในแววตาอันเย็นชาของนาง เขาเพียงยักไหล่พลางเอ่ยว่า "เจ้ายังสามารถเลือกถอนตัวจากการทดสอบและไปที่ยอดเขาอื่นได้นะ"
"ไม่จำเป็น โปรดชี้แนะด้วย ศิษย์พี่"
อย่างไรเสีย นางก็เป็นเพียงดรุณีน้อยวัยสิบห้าปี ความเยือกเย็นในการควบคุมอารมณ์จะสูงส่งได้เพียงใดกัน?
แม้แต่ตุ๊กตาดินยังมีโทสะ เมื่อถูกดูแคลนเช่นนี้ ฉินเนี่ยนย่อมรู้สึกอึดอัดแน่นอยู่ในอก
ตั้งแต่เกิดมา นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนบอกนางว่าพรสวรรค์ของนางนั้นต้อยต่ำเกินไป!
อวี้ชิงเยว่ลอบส่ายหน้าอยู่อย่างเงียบๆ
แม้ศิษย์พี่สามของนางจะมีนิสัยพิลึกพิลั่นเพียงใด ทว่าตลอดหลายปีมานี้นางก็ยังไม่เคยเห็นเขาเสียท่าให้ผู้ใดเลย
ซูเหลียงพยักหน้า จากนั้นทั้งสองจึงเลือกที่ว่างแห่งหนึ่งเพื่อประลองกัน
การกระทำของทั้งคู่ดึงดูดความสนใจของผู้คนจำนวนมากในทันที
"เกิดอะไรขึ้น? พวกเขาจะสู้กันหรือ?"
"นั่นคือฉินเนี่ยน ผู้มีรากปราณวิญญาณแต่กำเนิดเพียงหนึ่งเดียวในรุ่นนี้ใช่ไหม? ถึงขั้นท้าสู้กับศิษย์เก่าทันทีเลยหรือ? นางใจกล้าถึงเพียงนี้เชียว?"
"ศิษย์พี่ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม... เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าเขามีพลังบำเพ็ญเพียงขอบเขตที่หนึ่งเองล่ะ? กลิ่นอายของเขาดูไม่แข็งแกร่งเลย"
"เฮ้ เจ้าพูดถูกจริงๆ ด้วย"
"เรื่องราวมันเป็นมาอย่างไรกันนะ ช่างน่าสงสัยเหลือเกิน"
การเฝ้าดูเรื่องสนุกย่อมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในทุกที่
ท่ามกลางพื้นที่ว่าง ซูเหลียงยืนนิ่งอยู่หลังจากถอยห่างออกมาหนึ่งร้อยเมตร มือทั้งสองไพล่หลัง ใบหน้าสงบราบเรียบ
"เข้ามา"
สิ้นเสียงของเขา กระบี่สีฟ้าอ่อนเล่มหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในมือของฉินเนี่ยน เสียงโลหะกระทบกันดังแผ่วเบายามที่นางชักกระบี่ออกจากฝัก
เงาร่างของนางว่องไวประหนึ่งวายุ พุ่งตรงเข้าหาซูเหลียงในทันที
ระยะทางร้อยเมตรมลายหายไปในชั่วพริบตา นางวาดกระบี่ลงมาอย่างรวดเร็ว ทุกท่วงท่าลื่นไหลประหนึ่งเมฆาและสายน้ำ
วิชากระบี่ของนางคือวิชาปลิดชีพ นางเล็งเป้าไปที่ลำคอของเขาตั้งแต่ออกกระบวนท่าแรก
ในกระบี่นี้ ฉินเนี่ยนใช้กำลังถึงเจ็ดส่วน มุมองศาของกระบี่นั้นพิสดารยิ่งนัก ทั้งจังหวะและความเร็วล้วนสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
สิ่งนี้ต้องขอบคุณซูเหลียงที่ยืนนิ่งเฉยราวกับเป็นเป้านิ่งให้โจมตี
นับตั้งแต่เริ่มจับกระบี่ครั้งแรก สิ่งแรกที่นางทำคือการกวัดแกว่งกระบี่เข้าใส่เสาไม้ถึงสามพันครั้งต่อวัน
ตลอดห้าปีที่ผ่านมา นางทำเช่นนั้นอย่างไม่ลดละทั้งกลางวันและกลางคืน
ดวงตาของซูเหลียงหรี่ลงเล็กน้อย เขาไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว ทว่าคมกระบี่กลับหยุดกะทันหันห่างจากลำคอของเขาไม่ถึงสามนิ้ว
วืด!
เหล่าผู้ชมต่างพากันตกตะลึง แม้แต่อาวุโสที่คอยคุมการทดสอบยังต้องประหลาดใจ
เจ้าเด็กเหลือขอนั่น พลังต่อสู้ของเขามาถึงระดับนี้แล้วหรือ?
อาวุโสท่านหนึ่งที่ตอบสนองไวรีบหยิบป้ายหยกออกมา กระตุ้นพลังปราณสายหนึ่งเข้าไป ทันใดนั้นม่านแสงก็ตกลงมาจากฟากฟ้า ปกคลุมพื้นที่ประลองของทั้งคู่เพื่อบดบังสายตาจากคนภายนอก
พลังต่อสู้ของซูเหลียงนั้นน่าครั่นคร้ามเกินไป หากปล่อยให้เหล่าเยาวชนที่เพิ่งเข้าสำนักเหล่านี้เฝ้าดูต่อไป เกรงว่ามโนธรรมแห่งมรรคาของพวกเขาอาจแตกสลายลงได้ทันที
ฉินเนี่ยนที่ปลายกระบี่ถูกคีบไว้ด้วยนิ้วเพียงสองนิ้วเบิกตากว้าง มโนธรรมแห่งมรรคาของนางเกือบจะพังทลาย กระบวนท่าที่นางมั่นใจอย่างยิ่งยวดกลับถูกตั้งรับได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ซูเหลียงใช้สองนิ้วเคาะเบาๆ ก่อนจะดีดกระบี่ออกด้วยการงอนิ้ว แรงมหาศาลผลักฉินเนี่ยนถอยร่นไปหลายเมตร เขาขมวดคิ้วแล้วเอ่ยถาม "เจ้าเรียนวิชากระบี่มาจากผู้ใด?"
ฉินเนี่ยนนิ่งเงียบ
จากนั้นนางจึงยกกระบี่ขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ข้านางมิได้พุ่งเข้าไปอย่างวู่วาม ขณะเดียวกันนางก็สลัดความคิดที่ว่าซูเหลียงอยู่เพียงขอบเขตที่หนึ่งทิ้งไปจนหมดสิ้น ส่วนความกังวลว่าจะพลั้งมือทำร้ายศิษย์พี่ก่อนหน้านี้ ก็อันตรธานหายไปจนสิ้นเช่นกัน
"โปรดชี้แนะด้วย ศิษย์พี่"
สีหน้าของฉินเนี่ยนเคร่งขรึมอย่างยิ่ง นางถือกระบี่ด้วยมือขวาในระดับหัวไหล่ ข้อศอกรั้งไปด้านหลัง มือซ้ายประคองข้อมือขวาไว้ในท่าเตรียมแทง
เสียงลมเริ่มพัดกระพือขึ้นอย่างช้าๆ ก่อนจะก่อตัวเป็นกระแสลมอันรุนแรงพัดผ่านอาภรณ์สีขาวของซูเหลียงจนส่งเสียงพึ่บพั่บ
วายุอันบ้าคลั่งหมุนวนอยู่รอบปลายกระบี่ของฉินเนี่ยน แรงลมปะทะเข้าที่ใบหน้าจนเส้นผมของนางปลิวไสว เผยให้เห็นใบหน้าเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความจริงจัง ดื้อรั้น และ... ความดุดัน
อวี้ชิงเยว่ลอบอุทานเบาๆ "เจตจำนงกระบี่?"
แม่นางน้อยผู้นี้หยั่งรู้เจตจำนงกระบี่ได้แล้วอย่างนั้นหรือ?
และดูจากปรากฏการณ์นี้ น่าจะเป็นประเภทที่ช่วยเสริมความเร็ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากกลิ่นอาย ดูเหมือนจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวเจตจำนงกระบี่เท่านั้น ถือว่าเพิ่งเริ่มต้น หากจะบรรลุความชำนาญยังคงต้องขัดเกลาอีกมาก
อายุสิบห้าปี หยั่งรู้เศษเสี้ยวเจตจำนงกระบี่ได้ ก็นับว่าไม่เลว เพราะตัวนางเองก็หยั่งรู้เศษเสี้ยวแรกได้ตอนอายุสิบสี่ปีเช่นกัน
ทว่าหากนี่คือไพ่ตายของนาง... มันยังไม่เพียงพอ
อวี้ชิงเยว่เงยหน้าขึ้นมองซูเหลียงที่ยังคงสงบนิ่ง ยามที่ซูเหลียงไม่เล่นตลก เขาก็นับว่าเป็นผู้ที่มีรูปลักษณ์และท่วงท่าอันสง่างามไร้ที่ติ
เฮ้อ เหตุใดแม่นางน้อยผู้นี้ถึงไม่ฟังคำเตือนกันนะ?
ศิษย์พี่ที่น่ารำคาญซึ่งยืนอยู่ตรงหน้านางนั้น... คืออสูรกายผู้เหนือล้ำในทุกด้าน ยกเว้นเพียงเรื่องระดับพลังบำเพ็ญที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินเท่านั้น
เจตจำนงกระบี่พุ่งทะยานไปกับสายลม อิงพิงกระบี่จ้องมองนภา
นี่คือเศษเสี้ยวเจตจำนงกระบี่ที่ฉินเนี่ยนหยั่งรู้ได้
พลังปราณภายในร่างของนางหมุนเวียนไปทั่วกาย และมารวมกันอยู่ที่ปลายกระบี่อย่างไม่ขาดสาย
นางไม่อยากรอจนครบครึ่งชั่วโมง
นางคือผู้ฝึกกระบี่ที่หยั่งรู้เจตจำนงกระบี่ได้แล้ว
นางมีศักดิ์ศรีและความทนงตนเป็นของตนเอง
กระบี่ถูกแทงออกไป แหวกฝ่าสายลมและทะลวงนภา แสงกระบี่ระเบิดวาบไปทั่วทุกทิศทาง
กระบวนท่านี้ นางทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่มีลงไป
นางเชื่อมั่นว่าแม้จะเป็นผู้ฝึกตนในขอบเขตที่สามช่วงต้น ก็ย่อมมิอาจรับมันไว้ได้อย่างง่ายดาย การทดสอบครั้งนี้ นางจะต้องผ่านมันไปให้ได้!
ทว่า ในวินาทีที่กระบวนท่ากระบี่นี้ถูกปลดปล่อยออกมา เจตจำนงกระบี่อันไพศาลและบริสุทธิ์เหนือคณานับพลันอุบัติขึ้นกะทันหัน
วายุอันบ้าคลั่งที่เคยก่อตัวขึ้นพลันสลายตัวไปในพริบตา ในขอบเขตที่มองไม่เห็น ดูเหมือนจะมีความรู้สึกโศกเศร้ากรีดร้องออกมา เพียงชั่วพริบตา เจตจำนงกระบี่วายุคลั่งนั้นก็มลายหายไปจนสิ้น ฉินเนี่ยนที่ถือกระบี่อยู่ส่งเสียงครางในลำคอ ร่างของนางถลาลงมาจากเวหา แววตาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
เจตจำนงกระบี่!
เงาร่างหนึ่งสะท้อนอยู่ในรูม่านตาของนาง เจตจำนงกระบี่อันยิ่งใหญ่ที่แผ่ออกมาจากตัวเขาทำให้นางต้องหลับตาลงโดยสัญชาตญาณ ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้
ซูเหลียงมาหยุดอยู่ตรงหน้านางแล้ว
เขาใช้สองนิ้วแทนกระบี่ แตะลงที่กลางหน้าผากของฉินเนี่ยนพลางเคาะเบาๆ แล้วเผยรอยยิ้ม
"รุกฆาต"