เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13 นี่พวกเรากำลังประเมินความสามารถในการกอบโกยเงินทองกันอยู่หรืออย่างไร?

บทที่ 13 นี่พวกเรากำลังประเมินความสามารถในการกอบโกยเงินทองกันอยู่หรืออย่างไร?

บทที่ 13 นี่พวกเรากำลังประเมินความสามารถในการกอบโกยเงินทองกันอยู่หรืออย่างไร?


บทที่ 13 นี่พวกเรากำลังประเมินความสามารถในการกอบโกยเงินทองกันอยู่หรืออย่างไร?

ภายใต้รัตติกาลอันมืดมิด ผู้คนทยอยถูกคัดออกด้วยความตื่นตระหนกไม่ขาดสาย

ท่ามกลางการไล่ล่าของหุ่นเชิดวิญญาณขอบเขตที่สาม การจะมีตบะหรือไร้ตบะนั้นแทบไม่มีความต่าง พวกเขาทำได้เพียงพยายามซ่อนตัวอย่างสุดกำลังเท่านั้น

ทว่าประเด็นสำคัญนั้นมีเพียงหนึ่งเดียว—การละเล่นซ่อนหาจะทดสอบสิ่งใดในตัวพวกเจ้าได้?

คำตอบย่อมเป็นการซ่อนตัว

เหตุใดต้องซ่อน?

ก็เพราะสู้ไม่ได้อย่างไรเล่า

สำนักดาบหนานซีต้องการสั่งสอนเหล่าผู้มาใหม่ให้รู้ซึ้งถึงสัจธรรมข้อหนึ่งว่า ในโลกที่ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับตัวตนที่มิอาจต้านทานได้ เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะหนี และเรียนรู้ที่จะซ่อนตัว

อย่างน้อยที่สุด ยามที่เฉินสืออีเอ่ยถึงจุดประสงค์ของการประเมิน เขาก็พล่ามเรื่องไร้สาระออกมาเช่นนี้

"รหัสหนึ่งศูนย์ รหัสหนึ่งศูนย์ พบการตะลุมบอนที่ถนนเส้นที่สองทางซ้าย มีแกะอ้วนสองตัวที่สามารถ 'ขัดเกลา' ได้ ข้าส่งผีสองตนไปปิดล้อมไว้แล้ว เปลี่ยน"

"รหัสหนึ่งเก้า รหัสหนึ่งเก้า รหัสหนึ่งศูนย์รับทราบ เปลี่ยน"

ซูเหลียงสะบัดมือ เก็บป้ายหยกที่เพิ่งค้นเจอลงในย่าม ก่อนจะหยิบเข็มทิศออกมา บรรจงวางหินวิญญาณระดับกลางลงไปสามก้อน แล้วจึงเร่งรุดไปยังพิกัดเป้าหมายทันที

คืนนี้ถูกกำหนดให้เป็นคืนที่หลายคนมิอาจข่มตาหลับลงได้

ที่ด้านนอกดินแดนลับ สวี่ปิงขมวดคิ้วมุ่น

พื้นที่ประเมินส่วนที่เก้านั้นอยู่ในความรับผิดชอบของเขา การคอยเฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ประเมินถือเป็นหน้าที่สำคัญ

เขาได้เห็นการแสดงออกของจ้าวเทียนโหย่ว ซึ่งนับว่าควรค่าแก่การชมเชย

การข้ามผ่านสองขอบเขตใหญ่เพื่อต่อสู้กับศัตรู และยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้นานเพียงนั้นก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว

ทว่าไม่รู้ด้วยเหตุใด หลังจากเจ้าเด็กนั่นเลี้ยวเข้าซอยไป กลับหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย!

และสถานการณ์เช่นนี้ก็เกิดขึ้นซ้ำๆ ทั่วทั้งเมืองหลังจากนั้น

มีบางอย่างผิดปกติ

เขานึกถึงคำกำชับของผู้อาวุโสเฉินขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

"วิธีการประเมินรอบที่สองนี้ค่อนข้างแตกต่างจากในอดีต อาจมีการตั้งค่าที่แปลกประหลาดไปบ้าง ผู้อาวุโสทุกท่านมิต้องตกใจไป ขอเพียงดูแลความปลอดภัยของศิษย์ที่เข้ารับการประเมินให้ดี ส่วนเรื่องอื่นไม่จำเป็นต้องเข้าไปก้าวก่าย"

สวี่ปิงเป็นผู้อาวุโสสายนอกที่ยึดมั่นในความเที่ยงธรรมที่สุด คนประเภทนี้มักจะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด

ดังนั้น เมื่อไม่มีการแทรกแซงจากภายนอก คืนแรกจึงผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว

ซูเหลียงนับสิ่งของในแหวนมิติแล้วลอบถอนหายใจในใจ

สมัยนี้การหาเงินช่างมิใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ

หากไม่ใช่เพราะเขากำลังตกอยู่ในสถานการณ์คับขันในช่วงนี้ เขาก็คงไม่คิดหาวิธีหาเงินเช่นนี้ออกมา

เขากำลังขาดแคลนเงินอย่างหนัก

แน่นอนว่าหากเขากล่าวเรื่องนี้ออกไป คงไม่มีใครเชื่อเป็นแน่

เจ้าที่เป็นถึงศิษย์สายตรงผู้เป็นที่โปรดปรานของผู้อาวุโสวิหารโอสถ กลับบอกว่าขาดเงินอย่างนั้นหรือ?

นั่นเป็นเพียงมุมมองของคนนอกเท่านั้น

บนยอดเขาเสี่ยวเหลียนมีสถานที่ที่ต้องใช้เงินมากมายเกินกว่าจะนับไหว

และเพื่อแก้ปัญหาดอกบัวทองทั้งเก้าดอกที่เหี่ยวเฉา เงินสะสมทั้งหมดของยอดเขาเสี่ยวเหลียนแทบจะถูกล้างจนเกลี้ยง

ด้วยเหตุนี้ ปัญหาวิกฤตที่ปราณวิญญาณของดอกบัวทองจะกระจัดกระจายไปจึงพอจะคลี่คลายลงได้บ้าง

อีกทั้งเหล่าศิษย์อย่างพวกเขาก็มีค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่สูงลิบลิ่วอยู่แล้ว

แม้ว่าวิชาหุ่นเชิดวิญญาณของน้องห้าจะถูกซินเทียนอี้ดุด่าว่าไม่เอาถ่าน แต่นั่นก็เป็นเพียงตอนที่เขาเริ่มเรียนใหม่ๆ เท่านั้น

หลังจากที่เฉินสืออีแสดงหุ่นเชิดวิญญาณขอบเขตที่ห้าให้ดู ความคิดของอาจารย์ก็เปลี่ยนไป และเริ่มจัดสรรทรัพยากรให้ไม่น้อย

ด้วยเหตุนี้ ศิษย์สายตรงทั้งหกคนของยอดเขาเสี่ยวเหลียนจึงเกิดสภาวะ "สี่อัจฉริยะ สองหัวผักกาด" ขึ้นมา

เพียงแต่เพราะรัศมีของลั่วจื่อจินนั้นเจิดจ้าเกินไป ผู้คนจึงไม่ค่อยให้ความสนใจอัจฉริยะอีกสามคนที่เหลือ กลับกลายเป็น "สองหัวผักกาด" ที่ดึงดูดสายตามากกว่า

ซูเหลียง อาศัยฐานะของตน "ทำตัวเหลวไหล" และละโมบเงินทอง

เฉินสืออี ผู้โด่งดังไปทั่วหล้าด้วยกิจการ "ความหิวต้องมาถึง" และนิยายเรื่องประโลมโลก เขาก็ละโมบเงินทองเช่นกัน

เมื่อแสงตะวันของวันที่สองสาดส่อง ผู้คนมากมายต่างพากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก

จากคนสามพันคน เหลือเพียงครึ่งเดียวที่ถูกคัดออกภายในคืนเดียว

ทว่าซูเหลียงไม่ได้รั้งอยู่ที่นี่นานนัก

ในดินแดนลับแห่งการประเมินจุดอื่นๆ ยังมีผู้มีวาสนาที่รอการ "ขัดเกลา" อยู่อีกมาก

หลังจากผ่านพ้นคืนนี้ไป ผู้คนในดินแดนลับส่วนที่เก้าต่างได้รับข้อมูลข่าวสารชิ้นหนึ่ง

ที่ร้านค้าคะแนนใจกลางเมือง ทุกคนสามารถใช้หินวิญญาณแลกเปลี่ยนสิ่งของได้

อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ประมาณสิบหินวิญญาณระดับต่ำต่อหนึ่งคะแนน

และสรรพคุณของสิ่งของเหล่านั้นก็ถูกเปิดเผยออกมา

"เกมสู้เจ้ามือ" สามารถเริ่มเล่นได้เมื่อรวมตัวกันครบสามคน หลังจากนั้นจะสามารถใช้ห้องไพ่เพื่อเล่นเกมสู้เจ้ามือได้เป็นเวลาสามชั่วโหม่ง

พวกผีวิญญาณจะไม่รุกล้ำเข้าไปในห้องไพ่เด็ดขาด

ปลอดภัยไร้กังวล

ส่วนอย่างอื่นก็มีลักษณะคล้ายคลึงกัน

"ข้าไม่ใช่เทพนกกระจอก" สามารถเริ่มเล่นได้เมื่อรวมตัวกันครบสี่คน สามารถพำนักอยู่ในห้องส่วนตัวได้สี่ชั่วโหม่ง และมีไพ่นกกระจอกให้เล่น กฎกติกาพิเศษก็มิได้ยากเย็นนัก ทุกคนล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียร หลังจากอ่านกฎบนโต๊ะอย่างละเอียดก็ย่อมทำความเข้าใจได้ไม่ยาก

ไม่ว่าจะเป็น "เกมสู้เจ้ามือ" หรือ "ข้าไม่ใช่เทพนกกระจอก" สิ่งของในร้านล้วนมีคำอธิบายกฎเกณฑ์และกำหนดเวลาในการพำนักไว้อย่างชัดเจน

หากจะพูดให้เข้าใจง่าย นี่ก็คือ "บ้านพักปลอดภัย" นั่นเอง

ทีนี้ก็เข้าทางสิ ผู้คนต่างยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อสิทธิ์ในการผ่านการประเมิน

ที่ด้านนอกพื้นที่ฝึก หนังตาของสวี่ปิงกระตุกรัวๆ

ทำเช่นนี้จะดีจริงๆ หรือ?

เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นพร้อมกันในดินแดนลับแห่งการประเมินจุดอื่นๆ

ครั้งนี้มีสถานที่ประเมินทั้งหมดแปดสิบเอ็ดแห่ง และบทบาทที่ซูเหลียงเล่นอยู่นั้นเรียกได้ว่าสำคัญยิ่ง

อาจกล่าวได้ว่าเขาช่วยดึงอัตราการผ่านการประเมินโดยรวมให้สูงขึ้นด้วยตัวคนเดียว

อ้อ ไม่สิ เขายังมีผู้สมรู้ร่วมคิดด้วย

ดินแดนลับแปดสิบเอ็ดแห่ง หากมองในแง่ของเวลาแล้วนับว่าค่อนข้างกระชั้นชิด

เพียงแต่ซูเหลียงมิจำเป็นต้องไป "เก็บเกี่ยว" ในทุกสถานที่ด้วยตนเอง

ผู้ที่ควบคุมสถานการณ์โดยรวมจริงๆ คือเฉินสืออี

ต่อเมื่อมี "ปลาตัวใหญ่" ปรากฏขึ้นจริงๆ เขาจึงจะเดินทางไปสักคราว

โดยใช้คำกล่าวอ้างอันไพเราะว่า "ปล้นคนรวย ช่วยคนยาก"

ส่วนในสถานที่ประเมินจุดอื่นๆ ส่วนใหญ่นั้นจะใช้วิธีเก็บเงินผ่านการปล่อยข่าวกรองและการแจ้งวิธีผ่านการประเมินแบบอ้อมๆ โดยการให้แลกหินวิญญาณเป็นสิ่งของแทน

สิ่งนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสะสมความมั่งคั่งได้อย่างมหาศาล

ทว่ามันกลับสร้างความปวดหัวให้แก่เหล่าผู้อาวุโสผู้รับผิดชอบการดูแล

ไหนว่าวิธีการประเมินครั้งนี้ยากเย็นแสนเข็ญอย่างไรเล่า?

เหตุใดพอยิ่งนานไป คนที่ถูกคัดออกกลับยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ?

หรือว่าสภาพจิตใจและพละกำลังในการต่อสู้ของศิษย์รุ่นนี้จะสูงส่งปานนั้นเชียวรึ?

และผู้อาวุโสเฉิน ในฐานะผู้รับผิดชอบหลักของงานรับศิษย์ครั้งนี้ ก็รู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าจนแทบจะระเบิด

เมื่อเขาเห็นสภาวะที่เหล่าผู้เข้ารับการประเมินยอมจ่ายหินวิญญาณเพื่อแลกกับความสะดวกในการประเมิน หนังตาของเขาก็ยิ่งกระตุกรัว

ดี ดีเหลือเกิน

นี่พวกเรากำลังประเมินความสามารถในการกอบโกยเงินทองของพวกเจ้ากันอยู่หรืออย่างไร?!

...

เวลาผ่านไปเพียงชั่วพริบตาไม่กี่วัน

หลังจากสิ้นสุดการประเมิน จากจำนวนคนประมาณสองแสนคนในตอนแรก มีเพียงสองในสามเท่านั้นที่ถูกคัดออก...

หากเทียบกับปีก่อนๆ ที่เหลือรอดเพียงหนึ่งในสิบ ก็เห็นได้ชัดว่าการประเมินในปีนี้มัน "เจือจาง" ไปมากเพียงใด

แต่จะทำอย่างไรได้?

พวกเขาก็ได้แต่ต้องเดินหน้าต่อไปในการประเมินรอบสุดท้าย

ดินแดนลับถามใจ

ยามที่สำนักดาบหนานซีรับคน พวกเขาให้ความสำคัญกับสันดานและจิตใจมากกว่าพรสวรรค์

ผู้ที่มีเจตนาร้าย ต่อให้พรสวรรค์สูงส่งเพียงใด สำนักดาบหนานซีก็จะไม่รับเด็ดขาด

นี่คือกฎของสำนัก และยังเป็นเส้นตายที่มิอาจล่วงละเมิดได้

ที่เบื้องหน้าดินแดนลับถามใจ ผู้อาวุโสเฉินรู้สึกปวดหัวเมื่อเห็นฝูงชนที่ออกันอยู่หนาแน่นเบื้องล่าง เขาจึงสูดลมหายใจเข้าลึกและประกาศด้วยเสียงอันดัง

"การประเมินรอบที่สามกำลังจะเริ่มขึ้น และนี่ยังเป็นหัวข้อสุดท้ายของการประเมินในครั้งนี้ด้วย"

"ลำดับต่อไป พวกเจ้าจะถูกส่งตัวเข้าไปในดินแดนลับถามใจ หลังจากเข้าไปแล้ว เจ้าจะถูกดึงเข้าสู่มายาแห่งใจของตนเอง เมื่อผ่านม่านหมอกแห่งใจไปได้ เจ้าจะถูกเคลื่อนย้ายออกมาจากดินแดนลับโดยอัตโนมัติ หากใครไม่สามารถออกจากดินแดนลับถามใจได้ภายในหนึ่งชั่วโหม่ง จะถือว่าถูกคัดออก"

"ผู้ใดที่กระตุ้นให้ป้ายไม้พิทักษ์ใจทำงานจนป้ายไม้แตกสลาย จะถือว่าถูกคัดออก"

"และสุดท้าย..."

สายตาของผู้อาวุโสเฉินพลันคมปราบขึ้นมาทันที เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมถึงที่สุด "หากผู้ใดริอ่านใช้เล่ห์เหลี่ยมในการประเมินด้วยการใช้โอสถอย่างโอสถจิตว่างละก็..."

"สำนักดาบหนานซีจะเอาผิดและสืบหาต้นตอให้ถึงที่สุด"

"ประการสุดท้าย"

ผู้อาวุโสเฉินยกมือโบกคราหนึ่ง อักขระเรียงรายปรากฏขึ้นกลางอากาศ เมื่อมองดูอย่างละเอียดจะพบว่าล้วนแต่เป็นรายนามบุคคล

"บุคคลเหล่านี้ที่โป้ปดเรื่องอายุในยามทดสอบรากปราณและกายวิญญาณ ทั้งยังมีจิตใจไม่บริสุทธิ์ จะถูกริบสิทธิ์ในการเข้าประเมินทั้งหมด"

น้ำเสียงของผู้อาวุโสเฉินราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนไม่มีใครกล้าตั้งคำถาม

สีหน้าของทุกคนค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด

และเมื่อรายชื่อถูกประกาศออกมา เหล่าผู้อาวุโสสายนอกท่านอื่นๆ ก็เริ่มลงมือปฏิบัติการทันที

พวกเขาไม่เปิดโอกาสให้มีการอธิบายหรือเจรจาใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแค่โบกมือคราเดียว ผู้คนหลายคนก็ถูกเคลื่อนย้ายออกไปทันที

หินทดสอบวิญญาณจะไม่สามารถตรวจพบอายุกระดูกได้อย่างไร?

การโกหกเรื่องอายุย่อมมิใช่สิ่งใดนอกเสียจากต้องการขยายระยะเวลาในการครองคัมภีร์ปราบมารหลังจากเข้าสำนักไปแล้วเท่านั้น

มิควรค่าแก่การเห็นใจแม้แต่น้อย

การกวาดล้างพื้นที่สิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว

"เช่นนั้น ลำดับต่อไป การประเมินรอบสุดท้ายเริ่มได้"

หลังจากผู้อาวุโสเฉินกล่าวจบ ม่านแสงระลอกแล้วระลอกเล่าก็พุ่งลงมา เคลื่อนย้ายผู้คนออกไปเป็นกลุ่มๆ

"พวกท่านคิดว่าคนแรกจะใช้เวลานานเท่าใดถึงจะออกมาได้?"

"ปีที่แล้วคนที่เร็วที่สุดใช้เวลาเท่าไหร่นะ? สองก้านธูปหรือเปล่า?"

"สองก้านธูปครึ่งน่ะ"

"บอกยากแฮะ ลองรอดูกันเถิด"

เหล่าผู้อาวุโสสายนอกที่รับผิดชอบการประเมินต่างมาถึงกันครบถ้วน รวมถึงตัวแทนจากทั้งเก้ายอดเขาที่รับหน้าที่รับศิษย์ก็อยู่กันพร้อมหน้า

อวี๋ชิงเย่วเริ่มรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย

ผ่านไปหลายวันแล้ว นางยังหาไม่เจอเลยว่าซูเหลียงหายหัวไปอยู่ที่ไหน

นางอยากจะไปหาศิษย์พี่ใหญ่เพื่ออธิบายสถานการณ์ แต่กลับพบว่าศิษย์พี่ใหญ่และท่านอาจารย์ต่างก็ไปที่วิหารชิงหยางเพื่อหารือกัน จึงไม่เป็นการดีที่จะเข้าไปรบกวน

อารมณ์ฉุนเฉียวของนางเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

วิธีการจัดการเรื่องนี้... หากซูเหลียงทำตัวเรียบร้อยก็คงไม่มีปัญหาอันใด แต่ถ้าเขาก่อเรื่องขึ้นมา... นางก็พอจะมองเห็นผาสำนึกผิดกำลังกวักมือเรียกนางอยู่รำไรแล้ว

การกำกับดูแลไม่ทั่วถึงก็นับเป็นความผิดเช่นกัน

อย่างไรเสีย ในตอนนั้นนางก็เป็นคนรับปากเองว่าจะคอยจับตาดูพี่สามให้ดี

อวี๋ชิงเย่วเต็มไปด้วยความกังวล นางเหม่อมองไปข้างหน้าอย่างว่างเปล่า โดยมิได้ล่วงรู้เลยว่ามีใครบางคนลอบมองนางอยู่บ่อยครั้ง

เจ้าหญิงน้อยแห่งตระกูลอวี๋ ผู้มีรากปราณแต่กำเนิด มีเบื้องหลังที่ลึกซึ้ง มีขอบเขตพลังที่สูงส่ง ทั้งยังมีใบหน้าที่งดงามจนแม้แต่มวลหมู่เมฆาและบุปผายังต้องอับอาย

เป็นเรื่องปกติที่คนที่มีคุณสมบัติเช่นนี้จะเป็นที่หมายปองของผู้คน

อวี๋ชิงเย่วนั้นมี "อัตราการเหลียวมอง" ที่สูงมากในสำนัก

ทว่าคนที่จะจ้องมองนางไม่วางตากลับมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

...

"นี่คือดินแดนลับถามใจของสำนักดาบหนานซีอย่างนั้นหรือ?"

ชายที่มีรูปลักษณ์ธรรมดาสามัญยิ่งนักก้าวเดินไปข้างหน้า เบื้องหน้าของเขามีม่านหมอกหนาทึบปกคลุมอยู่

เขาถือบางสิ่งไว้ในมือ มันส่องแสงสีน้ำเงินจางๆ ออกมา

ทันใดนั้น เขาก็แค่นเสียงหยัน "เหอะ ก็แค่ของพื้นๆ"

"อ้อ?"

"อย่างนั้นหรือ?"

ทันใดนั้น ชายผู้หนึ่งก็เดินออกมาจากม่านหมอก

ดวงตาหงส์คู่นั้นกำลังมองมาที่เขาพร้อมรอยยิ้มกึ่งบอน

จบบทที่ บทที่ 13 นี่พวกเรากำลังประเมินความสามารถในการกอบโกยเงินทองกันอยู่หรืออย่างไร?

คัดลอกลิงก์แล้ว