- หน้าแรก
- ฮันเตอร์ เจ็ดอารมณ์แปลวิถี
- บทที่ 7 คันไซ x เงินก้อนโต
บทที่ 7 คันไซ x เงินก้อนโต
บทที่ 7 คันไซ x เงินก้อนโต
บทที่ 7 คันไซ x เงินก้อนโต
​อิลูมิรับตั๋วผู้เข้าแข่งขันจากมือของกรรมการมาอย่างเรียบเฉย ขณะกำลังจะก้าวลงจากเวทีประลอง
​“ปัง!”
​ร่างคนพุ่งกระเด็นออกมาจากเวทีข้างๆ เขาล้มหงายตึงลงกับพื้น อ้าปากค้างน้ำลายฟูมปากจนหมดสติไปแล้ว เมื่อดูจากลักษณะที่คอพับไปด้านหลังแบบนั้น คาดว่าน่าจะโดนหมัดอัปเปอร์คัตซัดเข้าที่คางอย่างจัง
​“ตัดสินผลแพ้ชนะ!”
​บนเวทีนั้น เมื่อกรรมการเห็นผู้เข้าแข่งขันโดนต่อยจนปลิวก็รีบประกาศคำตัดสินทันที
​“หืม?”
​อิลูมิเบนสายตามองไป เห็นอีกฝ่ายเป็นเด็กหนุ่มผมทอง ไว้หางเปียเล็กๆ ไว้ข้างหลังศีรษะ อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา หรืออาจจะแก่กว่านิดหน่อย หากดูจากความสามารถที่น็อกคู่ต่อสู้ได้ในหมัดเดียวแล้ว หมอนี่ก็นับว่าเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง
​“มองอะไรวะ!?”
​ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ตัวว่าถูกจ้องอยู่ จึงหันขวับมาตะคอกใส่อิลูมิเสียงดังลั่น
​ฟันที่แหลมคมประกอบกับอารมณ์ที่ฉุนเฉียว มองยังไงก็เด็กเกเรชัดๆ
​“หัวร้อนเก่งจังนะ”
​อิลูมิเบี่ยงตัวกลับ ใช้หางตาเหลือบมองพลางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเดินจากเวทีไป
​“หนอยไอ้เด็กบ้า! หยุดเดี๋ยวนี้นะโว้ย!”
​เจ้าเด็กเกเรผมทองหูไวใช่เล่น พอมันได้ยินที่อิลูมิพูดก็พุ่งไปที่ขอบเวทีแล้วตะโกนด่าไล่หลังอิลูมิที่กำลังเดินห่างออกไป
​“แน่จริงก็ขึ้นมาดวลกับข้าตัวต่อตัวสิวะ!!”
​“ไอ้คนขี้ขลาด ไอ้ขยะไม่ได้ความ ไอ้เด็กขี้ฉี่รดที่นอน...”
​ด้านล่างเวที อิลูมิหยิบกระเป๋าเป้สีเทาของตัวเองขึ้นมา เขามองไปยังเด็กหนุ่มผมทองที่ยังคงยืนตะโกนด่าทอด้วยถ้อยคำไร้เดียงสา ก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปยังทางออกชั้นหนึ่ง
​‘ไม่นึกเลยว่าออกมาข้างนอกครั้งแรก จะได้เจอ “คนรู้จัก” เข้าซะได้’
​ด้วยการแต่งตัว นิสัย และพรสวรรค์แบบนี้ เพียงแค่อิลูมิเห็นแวบเดียวเขาก็เดาตัวตนของอีกฝ่ายออกแล้ว
​ในต้นฉบับ หมอนี่คือหนึ่งในสิบสองนักษัตรของสมาคมฮันเตอร์ “ขาล” คันไซ นั่นเอง
​อิลูมิเดินมายังลิฟต์สำหรับผู้เข้าแข่งขันที่ชั้นหนึ่ง บริเวณหน้าลิฟต์มีพนักงานสาวในชุดยูนิฟอร์มของหอประลองกลางหาวสแตนด์บายอยู่ เมื่อเธอเห็นอิลูมิเดินมาที่ลิฟต์ก็มีท่าทางประหลาดใจเล็กน้อย
​“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าคุณคือผู้เข้าแข่งขันหรือเปล่าคะ?”
​พนักงานสาวก้มศีรษะทักทายอย่างสุภาพและเอ่ยถามอิลูมิ
​“นี่คือหลักฐานครับ”
​อิลูมิไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาฉวยตั๋วที่กรรมการส่งให้สำหรับขึ้นไปยังชั้น 50 ยื่นให้พนักงานสาวทันที
​“ชั้น 50... คุณอิลูมินี่ดูจากภายนอกไม่ได้จริงๆ เลยนะคะ”
​“เชิญด้านในค่ะ”
​พนักงานสาวแสดงสีหน้าตกใจก่อนจะหันไปกดปุ่มลิฟต์ เมื่อประตูเปิดออกเธอก็เอื้อมมือไปกันประตูไว้เพื่อเชิญให้อิลูมิเข้าไปด้านใน
​อิลูมิก้าวเข้าไปในลิฟต์ด้วยใบหน้าเรียบเฉย พนักงานสาวเดินตามเข้ามาแล้วกดปุ่มไปยังชั้น 50
​“เดี๋ยวๆๆ หยุดก่อน!!!”
​ในขณะที่ประตูลิฟต์กำลังจะปิดลง ร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งก็วิ่งพรวดพราดมาจากระยะไกลพร้อมกับตะโกนให้รอด้วย
​พนักงานสาวรีบกดปุ่มให้ประตูเปิดออกอีกครั้ง คันไซพุ่งตัวเข้าลิฟต์มาอย่างรวดเร็วพร้อมกับยื่นตั๋วในมือให้เธอ
​“ชั้น 50!”
​เธอมองตั๋วในมือ สลับกับมองหน้าคันไซ แล้วก็หันไปมองอิลูมิที่ยืนนิ่งอยู่มุมลิฟต์
​‘วันนี้แปลกจัง เด็กที่อายุยังไม่ถึงสิบขวบสองคน กลับได้ขึ้นไปชั้น 50 พร้อมกันเลย’ พนักงานสาวคิดในใจ
​คันไซเห็นสีหน้าแปลกๆ ของพนักงาน จึงมองตามสายตาของเธอไปที่มุมลิฟต์ แล้วสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที
​“แกเองเหรอ! ไอ้เด็กเปรตนี่!”
​คันไซถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างมีน้ำโห ทำท่าเหมือนจะเข้าไปซ้อมอิลูมิให้ได้
​“คุณคันไซคะ ห้ามผู้เข้าแข่งขันใช้กำลังทะเลาะวิวาทเป็นการส่วนตัวนะคะ”
​“มิฉะนั้นจะถูกตัดสิทธิ์การแข่งขัน และโดนสั่งแบนห้ามเข้าแข่งในหอประลองกลางหาวเป็นเวลาสามปีค่ะ”
​พนักงานสาวรีบส่งเสียงปรามเมื่อเห็นคันไซทำท่าจะวางมวย พร้อมกับให้คำแนะนำทิ้งท้าย
​“หากผู้เข้าแข่งขันมีความขุ่นเคืองใจต่อกัน ดิฉันแนะนำให้ไปตัดสินกันบนเวทีจะดีกว่าค่ะ”
​อิลูมิหลุบตาลง ทำหน้าตาหยิ่งยโสราวกับเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขาเลยสักนิด
​คำพูดของพนักงานทำให้คันไซชะงักไป เขามองใบหน้าของอิลูมิที่ดูไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาแล้วก็ได้แต่กัดฟันกรอด
​“แกคอยดูเถอะ ข้าจะซัดหน้าหยิ่งๆ ของแกบนเวทีให้ยับเลย”
​คันไซชูกำปั้นขึ้นขู่ด้วยสีหน้าดุดัน
​“ขี้โมโหแบบนี้ อย่าเที่ยวเดินเพ่นพ่านไปทั่วเลย เดี๋ยวจะอกแตกตายซะเปล่าๆ”
​อิลูมิตอกกลับไปนิ่งๆ ทำเอาคันไซโกรธจนผมแทบตั้งไฟลุก
​พนักงานสาวที่อยู่ตรงกลางระหว่างทั้งสองคนรู้สึกทำตัวไม่ถูก เพื่อทำลายบรรยากาศอันตึงเครียด เธอจึงเริ่มอธิบายกฎของหอประลองกลางหาวให้ทั้งคู่ฟัง
​“ที่หอประลองกลางหาวแห่งนี้ จนถึงชั้น 200 จะแบ่งระดับทุกๆ 10 ชั้นค่ะ”
​“นั่นหมายความว่า ผู้เข้าแข่งขันตั้งแต่ชั้น 50 ขึ้นไป หากชนะเพียง 1 ครั้ง ก็จะสามารถเลื่อนขึ้นไปชั้น 60 ได้ทันที”
​“แต่ในทางกลับกัน หากแพ้เพียง 1 ครั้ง ก็จะตกลงไปอยู่ที่ระดับชั้น 40 ค่ะ”
​“นอกจากนี้ หากขึ้นไปถึงชั้น 100 ได้ ทางหอประลองจะจัดเตรียมห้องพักส่วนตัวไว้ให้ผู้เข้าแข่งขันด้วยนะคะ”
​“ซึ่งคุณภาพการบริการของห้องพักนั้น เทียบเท่ากับโรงแรมระดับห้าดาวเลยทีเดียวค่ะ”
​พนักงานสาวอธิบายจบ แต่ดูเหมือนทั้งอิลูมิและคันไซจะไม่ได้ฟังเลยสักนิด ทั้งคู่ยังคงจ้องจะกินเลือดกินเนื้อกันอยู่ตลอดเวลา
​“ติ๊ง!”
​ในที่สุดลิฟต์ก็มาถึงชั้น 50
​“แกจำไว้เลยนะ”
​คันไซถลึงตาใส่เขาอย่างแรงก่อนจะรีบพุ่งตัวออกไป
​“ปัญญาอ่อน”
​อิลูมิหลุบตามองด้วยสีหน้าไร้อารมณ์แล้วก้าวออกจากลิฟต์ เขาไม่ได้เห็นคันไซในตอนนี้อยู่ในสายตาเลยสักนิด
​เขาเดินไปที่เคาน์เตอร์ลงทะเบียนชั้น 50 อย่างไม่รีบร้อน หลังจากกรอกข้อมูลเสร็จ พนักงานสาวที่ทำหน้าที่ลงทะเบียนก็มองดูข้อมูลแล้วยิ้มให้
​“คุณอิลูมิ โซลดิ๊ก รบกวนขอตั๋วด้วยค่ะ”
​อิลูมิส่งตั๋วเข้าไปทางช่องหน้าต่าง หลังจากพนักงานลงบันทึกในคอมพิวเตอร์เรียบร้อยแล้ว เธอก็ส่งซองจดหมายกลับออกมาซองหนึ่ง
​เขาหยิบซองมาฉีกเปิดออก แล้วเทเหรียญสองสามเหรียญออกมาดู ก่อนจะถึงกับพูดไม่ออก
​“152 เจนี่...”
​“ใช่ค่ะ ที่ชั้น 1 ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ก็จะได้เงินค่าเครื่องดื่มกระป๋องหนึ่งเป็นรางวัลค่ะ” พนักงานสาวยิ้มอธิบายให้อิลูมิฟัง
​“แต่หลังจากชั้นนี้เป็นต้นไป ถ้าแพ้จะไม่ได้เงินนะคะ”
​“แต่ถ้าชนะในชั้น 50 ได้ ก็จะได้เงินรางวัลถึงห้าหมื่นเจนี่เลยค่ะ”
​“ชั้น 100 ก็จะขยับขึ้นไปประมาณหนึ่งล้านเจนี่ ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ชมและเรตติ้งการถ่ายทอดสดด้วยนะคะ”
​“และถ้าสูงเกินชั้น 150 ขึ้นไป เงินรางวัลจะกระโดดไปเป็นเงินก้อนโตกว่าสิบล้านเจนี่เลยล่ะค่ะ”
​อิลูมิฟังคำอธิบายของพนักงานแล้ว ในใจก็เริ่มมีความคาดหวังขึ้นมาบ้าง
​“สิบล้านเจนี่!!!”
​เสียงร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้นดังขึ้นจากข้างๆ อิลูมิเบือนหน้าไปมอง ก็เห็นว่าเป็นคันไซที่พุ่งออกจากลิฟต์มาก่อนหน้านี้นั่นเอง
​ตอนนี้อีกฝ่ายดวงตาเป็นประกายวาววับ น้ำลายไหลยืดตรงมุมปาก ลืมเรื่องที่เพิ่งขู่อิลูมิไปเสียสนิท เขารีบยื่นตั๋วเข้าไปที่ช่องลงทะเบียนทันที
​“เร็วๆ เข้า ลงทะเบียนให้ข้าที!”
​“ข้าจะไปเอาเงินสิบล้านเจนี่!”
​อิลูมิเดินไปที่ตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติข้างๆ หยอดเงิน 152 เจนี่ลงไป ซื้อน้ำผลไม้มาหนึ่งกระป๋อง แล้วเดินจิบน้ำจากไปอย่างเงียบๆ
​เขาเดินตามป้ายบอกทางในระเบียงจนมาถึงหน้าห้องพักผู้เข้าแข่งขัน มือเรียวหมุนลูกบิดประตู “แกร็ก” แล้วผลักเข้าไปด้านใน
​ในห้องพักเต็มไปด้วยอุปกรณ์ฝึกซ้อมและเครื่องออกกำลังกายมากมาย เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เข้าแข่งขันได้วอร์มอัพในช่วงพัก
​เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู ผู้เข้าแข่งขันจำนวนมากที่กำลังพักผ่อนอยู่ในห้องต่างพากันหันมามอง แต่อิลูมิยังคงวางท่าทีสงบนิ่ง เขาปิดประตูแล้วเดินเข้าไปนั่งลงบนม้านั่งสำหรับพักผ่อนที่มุมหนึ่ง
​‘มีแต่ตัวประกอบทั้งนั้น’
​อิลูมิหลุบตาลงกวาดมองไปทั่วห้อง คนพวกนี้ไม่มีใครเก่งพอที่จะสู้กับเขาได้เลยสักคน