- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นองค์หญิงขี้เซา เรื่องชิงบัลลังก์พักก่อน ตอนนี้ข้าจะนอน
- บทที่ 3: ลองคิดดูสิว่าเจ้าไปล่วงเกินใครเข้า
บทที่ 3: ลองคิดดูสิว่าเจ้าไปล่วงเกินใครเข้า
บทที่ 3: ลองคิดดูสิว่าเจ้าไปล่วงเกินใครเข้า
บทที่ 3: ลองคิดดูสิว่าเจ้าไปล่วงเกินใครเข้า
งานเลี้ยงฉลองวันเกิดของหลานสาวสายตรงแห่งจวนกั๋วกงย่อมมิใช่งานธรรมดาสามัญ จอกสุรากระทบกันดังเซ็งแซ่
ทุกคนต่างรู้ดีว่าใครมีเป้าหมายอะไร บรรดาผู้ที่มีความทะเยอทะยานต่างพากันพาบุตรหลานมาเพื่อหวังจะสร้างความประทับใจต่อหน้าท่านผู้เฒ่ากั๋วกง
พ่อบ้านเดินเข้ามาในโถง โน้มตัวลงกระซิบข้างหูท่านผู้เฒ่ากั๋วกงสองสามประโยค
"ทุกท่านโปรดรอสักครู่ เดี๋ยวข้าจะกลับมา"
ภายในห้องหนังสือ สีหน้าของเจิ้งหมิงหยวน ท่านผู้เฒ่ากั๋วกงดูเคร่งขรึมและดุดัน
"ท่านปู่..." ดวงตาของเจิ้งฮุ่ยอินดุจสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วงที่เอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตา แก้มข้างหนึ่งของนางบวมแดง ปรากฏรอยนิ้วมือชัดเจน
นางรู้ตัวว่าทำผิดจึงจงใจไม่ประคบน้ำแข็ง ยามนี้เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อาวุโส นางกุมมือเล็กๆ ของตนไว้แน่นและเบือนหน้าหนี ดูน่าสงสารจับใจ
ท่านผู้เฒ่ากั๋วกงเมินเฉยต่อนาง เอ่ยถามเสียงเย็น "เผยเสวี่ยเฉียวอยู่ที่ไหน?"
"มีคนเห็นเขาเดินไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้วก็หายตัวไปเจ้าค่ะ"
ท่านผู้เฒ่ากั๋วกงผ่านร้อนผ่านหนาวมาทั้งชีวิต ไม่จำเป็นต้องถามความต่อเขาก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
ที่เขาโกรธไม่ใช่เพราะนางวางแผนเล่นงานองค์หญิงหกผู้ต่ำต้อย แต่โกรธที่แผนการล้มเหลว แถมความแค้นเคืองยังกลายเป็นเรื่องประเจิดประเจ้อ
เขาเมินเจิ้งฮุ่ยอิน แล้วหันไปมองลูกสะใภ้ 'ชุยอวิ๋นซิ่ว' ที่ยืนเงียบอยู่ข้างๆ
"ถ้าจะสอนก็ต้องสอนให้ดี สั่งกักบริเวณนางหนึ่งเดือน แล้วเตรียมของขวัญส่งไปขอขมาที่จวนองค์หญิงหกซะ"
เมื่อเห็นว่าท่านปู่ที่เคยตามใจตนเสมอเมินเฉยใส่อย่างสิ้นเชิง เจิ้งฮุ่ยอินก็เริ่มตื่นตระหนกจริงๆ "ท่านปู่ ฮุ่ยอินรู้ผิดแล้วเจ้าค่ะ..."
นางกัดริมฝีปาก แสดงความเปราะบางและความน้อยเนื้อต่ำใจออกมาอย่างเต็มที่ "หลานจะไปที่จวนองค์หญิงเพื่อขอขมาด้วยตัวเอง หลานจะไม่ทำให้ตระกูลเราต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วยเด็ดขาด"
"ขอขมาอะไรกัน! อยู่บ้านสำนึกผิดไปซะ!"
ฮ่องเต้หญิงกำลังครองราชย์ ทรงก่อตั้งโรงเรียนสตรี สร้างระบบการสอบขุนนางหญิง และส่งเสริมให้สตรีเข้ารับราชการ แม้จะมีแรงต้านจากเหล่าปัญญาชน แต่ภายใต้กระแสธารแห่งยุคสมัยเช่นนี้ หลานสาวของเขากลับมัวแต่คิดเรื่องรักใคร่และแผนการตื้นเขินในเรือนหลัง
ในเมื่อนางไม่รู้จักพัฒนาตนเอง ก็อย่าโทษเขาเลยหากวันหน้าต้องกลายเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในการแต่งงานเพื่อผลประโยชน์
ทิ้งคำพูดนั้นไว้ ท่านผู้เฒ่ากั๋วกงก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป...
...เผยเสวี่ยเฉียวสะดุ้งตื่นขึ้นมา น้ำชาเย็นเฉียบไหลอาบแก้ม
เขาลืมตาขึ้น แววตายังคงพร่ามัวเล็กน้อย ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะรวบรวมสติได้
ที่นี่... คือที่ไหน?
เขาจำได้ว่าตัวเองอยู่ที่จวนกั๋วกงสกุลเจิ้ง สาวใช้คนหนึ่งเดินมาชนเขาโดยบังเอิญแล้วพาเขาไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องรับรอง จากนั้นเขาก็เผลอหลับไปอย่างงุนงง
"เหอะ คุณชายเผยนี่ช่างหลับลึกเสียจริงนะ"
เสียงเย็นชาดังมาจากเบื้องหน้า เผยเสวี่ยเฉียวเงยหน้าขึ้นและพบว่าเป็นองค์หญิงหก
เขารีบลุกขึ้นยืนและประสานมือคารวะ "ถวายบังคมพะยะค่ะองค์หญิง"
"พอเถอะ จำได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า?"
เมื่อเห็นสีหน้าสับสนของเขา ฉินโจวเยว่จึงไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบอธิบายเหตุการณ์วางยาให้เขาฟังทันที
ทว่าในเรื่องราวฉบับของนาง นางใช้ไหวพริบอันเฉลียวฉลาดจับสังเกตแผนการได้ทันเวลา และแสร้งทำเป็นเล่นตามน้ำเพื่อกระชากหน้ากากคนบงการ
"เจ้ารู้ไหมว่าสถานการณ์นี้อันตรายแค่ไหน และแผนการนี้ชั่วร้ายเพียงใด? ถ้าเปิ่นกงไม่มีไหวพริบ ป่านนี้ข้าวสารคงกลายเป็นข้าวสุกไปแล้ว ตัวเจ้าน่ะอาจจะไม่เป็นไร ได้กำไรเห็นๆ แต่ชีวิตของเปิ่นกงมิต้องพังพินาศหรอกหรือ?"
เผยเสวี่ยเฉียว: ?
แม้จะยังมึนงงอยู่บ้าง แต่สมองเขาก็ไม่ได้พังพินาศ
องค์หญิงหกมีชื่อเสียงฉาวโฉ่และแทบจะหมดสิทธิ์ในตำแหน่งรัชทายาท
ส่วนเขาเป็นถึงบุตรชายสายตรงของอัครมหาเสนาบดี เป็นปัญญาชนและอดีตจอหงวน การที่พ่อลูกรับราชการพร้อมกันในราชสำนักถือเป็นเรื่องเล่าขานที่น่าชื่นชมในหมู่บัณฑิต
ใครกันแน่ที่ได้กำไร? อย่าบอกนะว่าชิงสุกก่อนห่ามไปแล้ว!
สีหน้าของเผยเสวี่ยเฉียวเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกทันที เขายกมือขึ้นกอดอกโดยสัญชาตญาณ แววตาเต็มไปด้วยความระแวง
ชิ... ฉินโจวเยว่เบะปาก "อย่าบอกนะว่าเจ้าหลงตัวเอง คิดว่าเปิ่นกงจะพิศวาสหนุ่มหน้าขาวอย่างเจ้า?"
"แรงจะเชือดไก่ยังไม่มี กล้ามหน้าอกก็แทบไม่เห็น แถมพุงก็มีแต่ไขมัน เจ้าคิดว่าองค์หญิงผู้สูงศักดิ์อย่างเปิ่นกงจะชายตามองเจ้าเหรอ? น่าขำสิ้นดี"
ชิงเฟิง องครักษ์เงาที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดหลังเสา หัวใจกระตุกวูบ
นางไม่ชอบบัณฑิตอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง... แย่แล้ว นางคงไม่ได้เล็งเขาไว้หรอกใช่ไหม?
เผยเสวี่ยเฉียวโกรธจนหน้าแดงทันที "เหลวไหล! ในวิชาทั้งหกของสุภาพชน กระหม่อมชำนาญทั้งการยิงธนูและบังคับรถม้า"
ฉินโจวเยว่โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ "ใช่สิ ทำอย่างกับพวกเราไม่เห็นสภาพเจ้าดิ้นกระแดว์เหมือนหนอนแมลงวันเมื่อครู่นี้อย่างนั้นแหละ"
ดิ้นกระแดว์... เหมือนหนอนแมลงวัน!
ทุกคำพูดกระแทกใจราวกับไม้ซุงกระทุ้งระฆังทองแดง ความทรงจำเลือนรางบางอย่างดูเหมือนจะพรั่งพรูเข้ามาในหัว
อุ๊บ! เผยเสวี่ยเฉียวกำหมัดแน่น พยายามข่มภาพความอัปยศอดสูเหล่านั้นไว้อย่างสุดความสามารถ
"ฟังให้ชัดนะ เปิ่นกงชอบชายฉกรรจ์ล่ำสันที่มีกล้ามท้องแปดลูก ส่วนเจ้าน่ะเหรอ?"
ฉินโจวเยว่เชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี กวาดตามองบุตรชายสายตรงของอัครมหาเสนาบดีตรงหน้า "จุ๊ๆๆ... ก็แค่หมาขี้ก้างตัวหนึ่ง"
เพล้ง ราวกับมีบางอย่างตกลงพื้นและแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ สิ่งนั้นเรียกว่าศักดิ์ศรี
เผยเสวี่ยเฉียวกุมคอเสื้อตนเองแล้วเซถอยหลังไปหลายก้าว ใบหน้าซีดเผือด ดูเปราะบางน่าทะนุถนอม
ในยามนี้เอง ฉินโจวเยว่เพิ่งตระหนักว่าหนุ่มหน้ามนคนนี้หน้าตาหล่อเหลาเอาการจริงๆ
นางไม่ได้ตั้งใจจะทำลายความมั่นใจของเขา แต่จำเป็นต้องตัดความเกี่ยวข้องระหว่างนางกับเหตุการณ์วางยานี้ให้ขาดสะบั้น เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่พอใจของฮ่องเต้หญิงในอนาคต และการแก้แค้นจากจวนอัครมหาเสนาบดี
แค่นั้นยังไม่พอ ฉินโจวเยว่จึงเปิดฉากโจมตีต่อ:
"เลิกทำตัวอ่อนแอเปราะบางเสียที เจ้าคิดจะหาที่เกาะผู้หญิงกินหรือไง? เปิ่นกงเป็นองค์หญิงที่ไม่เก่งทั้งบุ๋นและบู๊ ใส่ร้ายเปิ่นกงแล้วจะได้อะไร? เปิ่นกงจะไปขวางทางใครได้?"
"แม้เจ้าจะเป็นอดีตจอหงวน แต่ก็ยังเยาว์วัยและตำแหน่งขุนนางก็ยังไม่สูง ไม่คุ้มค่าให้ใครมาวางแผนซับซ้อนขนาดนี้เพียงเพื่อเจ้าหรอก แต่บิดาของเจ้านั้นต่างออกไป"
"เขาเป็นถึงอัครมหาเสนาบดีคนปัจจุบัน เป็นหัวหน้าขุนนางทั้งปวง หากบุตรชายสายตรงถูกใส่ร้ายและบีบให้ต้องมาผูกติดกับข้า เจ้าคิดว่าใครจะได้ประโยชน์สูงสุด?"
เผยเสวี่ยเฉียวขมวดคิ้วแน่น สมองที่เพิ่งได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนักเริ่มคิดตามตรรกะของนางโดยไม่รู้ตัว
ใครกันที่ต้องการบีบบิดาของเขาให้ตกที่นั่งลำบาก? ใครจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการผูกมัดจวนอัครมหาเสนาบดีเข้ากับจวนองค์หญิงหก?
ก่อนที่เขาจะหาข้อสรุปได้ เสียงเกียจคร้านก็ดังลอยลงมาจากด้านบน
"ช่างเถอะ เปิ่นกงคงบ้าไปแล้วที่คิดว่าเด็กเมื่อวานซืนอย่างเจ้าจะเข้าใจอะไร"
"จำไว้ กลับไปถามพ่อของเจ้า เมื่อได้คำตอบแล้วก็ส่งคนมาแจ้งข่าว เปิ่นกงอยากจะรู้นักว่าใครบังอาจมาแตะต้องเปิ่นกง"
"เด็กๆ ส่งแขก! ซวยชะมัด..."
เผยเสวี่ยเฉียวถูกบ่าวไพ่ "เชิญ" ออกไปอย่างมึนงง
ก่อนงานเลี้ยง เขาคือคุณชายใหญ่ตระกูลเผยผู้สง่างาม ผู้มีความสามารถระดับจอหงวน เป็นบัณฑิตที่สตรีมากมายหมายปอง
หลังงานเลี้ยง เขาถูกวางยาโดยไม่รู้สาเหตุ ดิ้นพราดๆ อยู่พักหนึ่ง ถูกโยนข้ามกำแพง ราดน้ำเย็นใส่ และถูกปั่นหัวทำลายความมั่นใจจนยับเยิน ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน...
ฉินโจวเยว่สงสารเขาอยู่แวบหนึ่งก่อนจะสลัดความคิดนั้นทิ้งไป คุณชายตระกูลอัครมหาเสนาบดีจะมาสำคัญไปกว่าชีวิตของนางได้อย่างไร?
อุปสรรคนี้ถือว่าผ่านไปแล้ว ในเมื่อจับไม่ได้คาหนังคาเขา หากจะมาคิดบัญชีทีหลังก็เป็นเพียงคำพูดที่ขัดแย้งกัน
นางถอนหายใจอย่างโล่งอก ทันใดนั้นท้องก็เริ่มร้องประท้วง ในงานเลี้ยงนางยังไม่ได้กินอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย
นางสั่งให้บ่าวไพ่เตรียมสำรับ เมื่ออยู่ลำพังในโถง นางก็ดึงสมุดเล่มเล็กออกมาจากเอวด้านหลัง
นางเปิดดูอย่างระมัดระวังและพบว่าข้างในว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลยจริงๆ
ซี๊ด!
ฉินโจวเยว่หน้านิ่ว กัดนิ้วชี้ข้างขวาจนเป็นแผล เลือดไหลออกมาทันที
กระดาษบาดมือ!
น่าอัศจรรย์ที่เลือดไม่ได้ซึมลงในกระดาษ แต่กลับไหลช้าๆ ไปทั่วปก รวมตัวกันเป็นตัวอักษรเล็กๆ สามตัว
ตัวอักษรดูเลือนรางเหลือเกิน เลือดหนึ่งหยดกว่าจะก่อตัวเป็นสามคำได้ช่างยากเย็น
คัมภีร์กุศล? นี่มันคืออะไรกัน?
วินาทีถัดมา สมุดเล่มนั้นก็หายวับไป ปรากฏขึ้นกลางอากาศภายในจิตใจของนาง
ฉินโจวเยว่รีบเพ่งสมาธิสังเกต ตัวอักษร "คัมภีร์กุศล" สามคำบนปกเปล่งประกายสีทองอร่าม
ไม่ต้องสงสัยเลย นี่คือข่าวดีสำหรับผู้ข้ามภารพ: 'นิ้วทองคำ' หรือระบบตัวช่วยนั่นเอง
นางเปิดปกออก บนหน้าแรกมีประโยคสองประโยคปรากฏขึ้นเมื่อใดไม่ทราบ
ประโยคแรกอธิบายหน้าที่ของคัมภีร์กุศล: สะสม 'กุศล' สามารถแลกเปลี่ยนเป็นการฝึกฝนวรยุทธ์ได้
ล้อเล่นหรือเปล่า? นางเป็นถึงองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ เป็นรองเพียงคนคนเดียวแต่อยู่เหนือคนนับหมื่น ทำไมนางต้องฝึกวรยุทธ์ด้วย?
เรียนสิ! ต้องเรียนแน่ ต่อให้ต้องขายสมบัติทั้งหมดที่มีก็ต้องเรียน! พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าโลกนี้นตรายเพียงใด
ประโยคที่สองระบุถึงของขวัญที่มอบให้เมื่อผูกมัดกับคัมภีร์กุศล โดยบอกว่าได้จัดส่งให้แล้ว แต่ไม่ระบุว่าเป็นอะไร
ฉินโจวเยว่ลองสำรวจร่างกายอย่างละเอียด แต่ไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆ
นางยังคงงดงาม ร่างกายยังคงบอบบาง และยังคงมีไหวพริบเฉลียวฉลาดเหมือนเดิม
นี่อาจจะเป็นนิ้วทองคำของปลอมกระมัง? อย่างน้อยก็น่าจะให้มิติส่วนตัว น้ำพุวิญญาณ หรือดินวิเศษสักหน่อยสิ!
หลังจากครุ่นคิดอยู่นานแต่ไม่มีความคืบหน้า อาหารร้อนๆ ก็ถูกยกมาเสิร์ฟ พร้อมกับ 'เจียงเสวี่ย' สาวใช้คนสนิทอีกคนของนาง
"องค์หญิง เหตุใดจึงรีบกลับจวนเพคะ? แผนการราบรื่นดีหรือไม่?"
ฉินโจวเยว่ยิ้มจางๆ นางยังคงกินและดื่มต่อไป ความเงียบปกคลุมทั่วโถง
"องค์หญิงเพคะ?"
รอยยิ้มบนริมฝีปากของนางกว้างขึ้น ช่างบังอาจนัก! นางสงสัยว่านี่เป็นเพราะความเคยตัวจากการถูกตามใจ หรือสาวใช้คนนี้กำลังรังแกเจ้าของร่างเดิมที่ไร้สมองกันแน่
ในบรรยากาศเช่นนี้ สาวใช้นางนี้กลับกล้าเอ่ยปากซักไซ้ไล่เลียงนาง
"ชิงเฟิง จับตัวนางไว้"
"พะยะค่ะ!"