- หน้าแรก
- ในเมื่อจนนักก็วาดเทพเจ้าแห่งโชคลาภขึ้นมาซะเลย
- บทที่ 25 - ผู้หญิงคนนี้อันตราย!
บทที่ 25 - ผู้หญิงคนนี้อันตราย!
บทที่ 25 - ผู้หญิงคนนี้อันตราย!
ผู้หญิงคนนี้คือคนที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่อู๋เสียนเคยเจอมา!
โชคดีที่เทพเจ้าแห่งโชคลาภอยู่ในร่างภูตภาพวาด อีกฝ่ายเลยประเมินได้แค่ระดับและคลื่นพลังคร่าวๆ มองไม่เห็นแกนชีวิตสีเลือด
"น่าเสียดายที่ไม่ใช่สเปกฉัน" เซวียหลิงหลิงทำท่าเสียดาย "ไม่งั้นคงพิจารณารับมาเป็นผู้ติดตามสักหน่อย"
อู๋เสียนแกล้งทำหน้าเสียดาย แต่ในใจแอบบ่นอุบ
ไม่ใช่สเปก?
สเปกไหนครับเจ๊?
สเปกผีดิบ? ยิ่งหลอนยิ่งชอบงี้เหรอ?
เซวียหลิงหลิงเลิกสนใจอู๋เสียน หันไปมองฝูงชนที่กำลังแตกตื่น ยิ้มร้ายมุมปาก "กลัวมากใช่ไหม? สยองขวัญสั่นประสาทเลยสินะ?"
ทุกคนนึกว่าเจอผู้มาโปรด รีบคุกเข่าขอความคุ้มครอง
"โอ๊ย~ นี่แค่น้ำจิ้มเอง" เซวียหลิงหลิงทำท่าเหมือนดูละครสนุก "ของจริงมันต่อจากนี้ต่างหาก ภาพลวงตามิติโผล่มาที อย่างต่ำก็สิบวันครึ่งเดือน แถมยิ่งนานยิ่งอันตราย"
ได้ยินแบบนั้น คนยิ่งกลัวหนักเข้าไปอีก เสียงร้องไห้อ้อนวอนดังระงม
ตอนแรกอู๋เสียนนึกว่าเซวียหลิงหลิงจะซื้อใจคน เพื่อให้คนเชื่อฟัง
แต่ประโยคต่อมาทำเอาอู๋เสียนพูดไม่ออก
"ขอร้องฉันก็ไม่มีประโยชน์ ฉันติดอยู่ที่นี่ก็เอาตัวเองแทบไม่รอด ส่วนพวกแก... ความบันเทิงเพิ่งจะเริ่ม ขอให้โชคดีนะจ๊ะ" เซวียหลิงหลิงปั่นประสาทต่อ "ต่อจากนี้ ภูตผีปีศาจ แมลงยักษ์ จะโผล่มาอีกเพียบ~!"
พูดจบก็นั่งโลงศพไม้แดงลอยจากไป
นึกว่าเจอพระมาโปรด ที่ไหนได้ เขาไม่สนความเป็นความตายเราเลย
คราวนี้สติแตกกันถ้วนหน้า
ความสิ้นหวังและความกลัวแพร่ระบาดอย่างบ้าคลั่ง กลิ่นอายความชั่วร้ายเริ่มไหลมารวมกันที่นี่มากขึ้นเรื่อยๆ
"ผู้อาวุโส คุณทำแบบนี้...?" อู๋เสียนถามเสียงแข็ง
รู้อยู่ว่าอารมณ์ลบจะดึงดูดหายนะ ยังจะจงใจปั่นประสาทอีก นี่มันโรคจิตชัดๆ
"ทำไม มีปัญหา?"
เซวียหลิงหลิงเลิกคิ้ว จากไปอย่างไม่ไยดี
อู๋เสียนหุบปากฉับ หันไปมองฝูงชนที่กำลังเสียสติ ส่ายหน้าถอนหายใจ แล้วหันหลังเดินจากไป
เขามีใจอยากช่วยเพื่อนมนุษย์ แต่ถ้าต้องแบกโลกทั้งใบ ตัวเองจะจมโคลนตายไปด้วย
เดินออกมาไม่ไกล ข้างหลังก็เริ่มมีกลิ่นอายปีศาจโผล่มาเป็นดอกเห็ด
ดีนะที่หนีทัน
แต่วินาทีถัดมา อู๋เสียนก็ต้องอ้าปากค้าง
เห็นยัยผู้หญิงสายหลอนคนนั้นแอบวนกลับมา มองไปที่ฝูงชนตาเป็นมัน น้ำลายแทบหก
"..."
อู๋เสียนถึงบางอ้อทันที
ยัยนี่ใช้คนอพยพเป็น [เหยื่อล่อ] เพื่อฟาร์มมอนสเตอร์นี่หว่า!
หนีสิครับรออะไร ผู้หญิงคนนี้มีพิษ!
แถมเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของยัยนั่นแน่ๆ ขืนโดนหมายหัวจะซวยเอา
ขากลับ
บังเอิญเจอแม่ลูกคู่เดิม อาศัยภาพวาดของอู๋เสียน รวบรวมคนอพยพกลุ่มเล็กๆ ได้สิบกว่าคน
"ทุกคนไม่ต้องกลัว ขอแค่หนีไปถึงในเมือง เราก็จะปลอดภัย" แม่ผอมแห้งกำกระดาษพับที่อู๋เสียนให้ไว้แน่น ปลอบใจเพื่อนร่วมชะตากรรม
การปรากฏตัวของอู๋เสียนทำให้แม่ลูกดีใจจนเนื้อเต้น "ท่านคะ ท่านกลับมาแล้ว?"
"อืม" อู๋เสียนพยักหน้าเรียบๆ "เขตสลัมโดนปิดกั้นพื้นที่ ออกไปไม่ได้หรอก กลับกันเถอะ"
ได้ยินดังนั้น กลุ่มคนอพยพก็ตกใจสงสัย
คนที่ไม่เชื่อ ก็ทิ้งแม่ลูกคู่นั้นไป เดินหน้าต่อ เตรียมไปเป็นเหยื่อล่อให้ยัยผู้หญิงสายหลอน
มีแค่แม่ลูกที่เลือกจะเชื่ออู๋เสียน
"กลับบ้านไปซะ ขอแค่ไม่กลัว ปีศาจพวกนั้นก็ทำอะไรพวกคุณไม่ได้" อู๋เสียนปลอบเสียงเรียบ "มีภาพวาดของผมอยู่ ปีศาจทั่วไปไม่กล้าเข้าใกล้หรอก"
แม่ผอมแห้งเชื่อฟังอู๋เสียน พาลูกเดินกลับ
อู๋เสียนลุยกลับเข้ามาในเขตสลัม พบว่าข้างในเละเทะไปหมดแล้ว
เห็นภูตผีปีศาจกับแมลงยักษ์อาละวาดเป็นระยะ สภาพดูไม่ได้ มิน่าคนถึงได้สติแตกหนีตายกันจ้าละหวั่น
แน่นอน ก็ยังมีผู้ฝึกพลังวิญญาณจำนวนไม่น้อยช่วยกันปกป้องบ้านเกิด ดิ้นรนต่อสู้
"เอ๊ะ ตรงนั้นมีคลื่นพลังม้วนภาพ!"
อู๋เสียนมุ่งหน้าไปตามทิศทางของคลื่นพลังด้วยความสงสัย ไม่นานก็เห็นผู้ควบคุมภูตหนุ่มสามคนกำลังปราบปีศาจในสลัม ใส่เครื่องแบบหน่วยป้องกันชัดเจน เป็นเจ้าหน้าที่ทางการที่ส่งมาคุมสถานการณ์
คนหนึ่งหน้าคุ้นๆ ก็คือพี่ทหารหนุ่มชื่อตู้กออีฝานที่เคยเจอมาก่อน
เขาควบคุมภูตภาพวาดรูปร่างมนุษย์ประหลาดที่ประกอบขึ้นจากเศษดาบ ชิ้นส่วนดาบหมุนวนเหมือนเครื่องบดเนื้อ บดขยี้ปีศาจรอบๆ อย่างง่ายดาย พร้อมตะโกนบอกชาวบ้าน "ทุกคนกลับเข้าไป อย่าวิ่งเพ่นพ่าน มีพวกเราอยู่ วางใจได้!"
"ภูตดาบเศษเหล็กงั้นเหรอ?"
อู๋เสียนมองภูตตนนั้นอย่างสนใจ ของดีมีระดับ คนทั่วไปซื้อไม่ไหวหรอก
เทียบกันแล้ว ม้วนภาพของทหารอีกสองคนดูธรรมดาไปเลย
ตนหนึ่งเป็นสายเอลฟ์ [ภูตธาตุลม] อีกตนเป็นสายเครื่องจักร [เลเซอร์การ์ด] ถึงจะไม่ใช่ของโหลๆ แต่ก็ไม่ได้หรูหราอะไร
ยังดีที่คุณภาพและระดับถือว่าใช้ได้ รับมือลูกกระจ๊อกทั่วไปสบาย
แต่สถานการณ์ในสลัมตอนนี้ทำเอาสามหนุ่มปวดหัว
ชาวบ้านที่ตื่นตระหนกฟังอะไรไม่รู้เรื่อง ปลอบยังไงก็ไม่สงบ
มีทหารสามคนคอยดูอยู่ ความปลอดภัยแถวนี้ก็น่าจะโอเค อู๋เสียนขี้เกียจยุ่งเรื่องชาวบ้าน หันหัวกลับบ้าน ระหว่างทางก็เคลียร์มอนสเตอร์ไปด้วย
ตลอดทางแทบไม่เจอตัวระดับชั้นยอด
เทพเจ้าแห่งโชคลาภซัดสายฟ้าเปรี้ยงเดียวจอด
พวกแมลงยักษ์เจอราชันไก่เข้าไป ก็กลายเป็นอาหารอันโอชะ
เผลอแป๊บเดียว เทพเจ้าแห่งโชคลาภก็อัปเลเวลเป็นสามดาว
"แปลกแฮะ ปีศาจที่บุกมาจากภาพลวงตามิติพวกนี้ เหมือนจะให้ค่าประสบการณ์เยอะกว่าปกติ?"
อู๋เสียนเริ่มจับสังเกตความผิดปกติของมอนสเตอร์ในภาพลวงตามิติ
พวกนี้ไม่แค่ให้ EXP เยอะ พอตายแล้วดรอปวัสดุที่มีคลื่นพลังวิญญาณสูงกว่ามอนสเตอร์ในดันเจี้ยนระดับเดียวกัน แถมสารวิญญาณข้างในยังบริสุทธิ์กว่าด้วย
นึกถึงพฤติกรรมของยัยผู้หญิงสายหลอนที่ใช้คนล่อเป้า อู๋เสียนก็เริ่มจะเก็ท
"ไปๆๆ กลับบ้านใครบ้านมัน อย่ามาวิ่งพล่านแถวนี้!"
ไม่ไกลนัก มีเสียงด่าทอโวยวายดังมา
มองไปก็เห็นชายหน้าปรุที่คุ้นเคย
"จางหน้าปรุ?!"
ตอนนี้จางหน้าปรุมีแสงวิญญาณไหลเวียนทั่วร่าง เหมือนเทพสงครามประทับร่าง ต่อยแมลงระเบิดตูมตาม ไล่ตะเพิดชาวบ้านให้กลับเข้าบ้าน
ข้างกายมีลูกน้องเก็บขยะติดตามมาด้วย รวมทั้งเด็กหนุ่มหน้าตาเกลี้ยงเกลาอายุราวสิบหกสิบเจ็ด เพิ่งปลุกพลังวิญญาณได้ มีพลังระดับหนึ่ง
เด็กหนุ่มควบคุมภูตสายความมืด [หมาป่าเงาทมิฬ] อย่างทุลักทุเล ต่อสู้กับผีระดับหนึ่ง และจัดการได้อยู่หมัด
ท่ามกลางเสียงเชียร์ของจางหน้าปรุและพรรคพวก ยิ่งสู้ยิ่งฮึกเหิม
"จุ๊ๆ สมเป็น [หมาป่าเงาทมิฬ] แกนทองแดงสองดาว พลังมันคนละเรื่องเลยแฮะ!"
"แหงสิ ตัวท็อปสายความมืดอันดับต้นๆ แถมเป็นฉบับสำเนาด้วย จะธรรมดาได้ไง?"
"ลูกพี่เราใจป้ำจริงๆ ไว้เดี๋ยวผมจะเก็บเงินซื้อให้ลูกบ้าง"
"เสียดายลูกบ้านผมไม่เอาถ่าน ไม่มีใครสืบทอดพันธุกรรมพลังวิญญาณของผมเลยสักคน"
วินาทีถัดมา หมาป่าเงาทมิฬที่กำลังห้าวเป้ง จู่ๆ ก็ชะงัก แสดงท่าทีหวาดระแวง
ขณะที่ทุกคนกำลังงง ก็เห็นเงาร่างขี่ไก่ยักษ์มุ่งหน้าเข้ามา
ตูม! ตูม!
ภูตมนุษย์ร่างทรงพลังน่าเกรงขามข้างกายซัดสายฟ้าสองสาย ทำลายปีศาจระดับสองสองตัวหายวับไปกับตา
จางหน้าปรุกับพรรคพวกอ้าปากค้าง ทำหน้าบอกบุญไม่รับ ส่วนเด็กหนุ่มหน้าใสคนนั้นมองด้วยความตื่นตะลึงและเลื่อมใสสุดๆ
(จบแล้ว)