- หน้าแรก
- ในเมื่อจนนักก็วาดเทพเจ้าแห่งโชคลาภขึ้นมาซะเลย
- บทที่ 26 - อัศวินจันทรา
บทที่ 26 - อัศวินจันทรา
บทที่ 26 - อัศวินจันทรา
"พี่จางสบายดีนะครับ!"
อู๋เสียนเอ่ยทักทายหยอกล้อ เขาอยากรู้อยากเห็นความลับในตัวจางหน้าปรุเต็มที
"แกเองเหรอ?!" จางหน้าปรุมุมปากกระตุก สายตาแปลกประหลาด "แกมาทำอะไรที่เขตสลัม?"
"พูดเป็นเล่น ผมก็อาศัยอยู่ในสลัมเนี่ยแหละ"
"..."
จางหน้าปรุกับพรรคพวกมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อ
อย่าว่าแต่เรื่องอื่นเลย แค่ม้วนภาพมนุษย์สุดเทพในมืออู๋เสียน ก็ดูไม่เหมือนคนที่จะมาอยู่ในรูหนูแบบนี้แล้ว
แถมก่อนหน้านี้ยังจะมารับซื้อของจากพวกเขาอีก คุณเคยเห็นเสี่ยรับซื้อของเก่าคนไหนอาศัยอยู่ในสลัมบ้าง?
"ไม่เชื่อเหรอ ไม่เชื่อไปนั่งเล่นที่บ้านผมก็ได้นะ" อู๋เสียนขี้เกียจจะอธิบาย มองไปรอบๆ แล้วถามด้วยความห่วงใย "ว่าแต่ทางพวกพี่เป็นไงบ้าง?"
จางหน้าปรุแค่นเสียงตอบ "มีพวกเราอยู่ สบายมาก"
"ก็ดีครับ" อู๋เสียนพยักหน้า "เมื่อกี้ผมเห็นทหารจากหน่วยป้องกันสามคนอยู่ทางโน้น อีกไม่นานสถานการณ์ในสลัมก็น่าจะสงบลงแล้ว"
"เหอะ หวังพึ่งไอ้เด็กเมื่อวานซืนสามคนนั้นน่ะเหรอ?" จางหน้าปรุแสยะยิ้ม "พึ่งใครก็ไม่สู้พึ่งตัวเองหรอก"
"มีทางการเข้ามาช่วยไม่ใช่เรื่องดีเหรอครับ?" อู๋เสียนไม่เข้าใจ
"ไอ้หนู เอ็งยังอ่อนหัดนัก" จางหน้าปรุพูดแดกดันนิดๆ แววตาฉายแววเคียดแค้น "ถ้าเบื้องบนเขาให้ความสำคัญสักนิด คงไม่ส่งมาแค่ไอ้ทึ่มสามตัวนั้นหรอก"
ได้ยินแบบนั้น อู๋เสียนก็เงียบไป
"พ่อครับ คนนี้คือ...?" เด็กหนุ่มข้างกายถามอย่างสงสัย
"ไม่มีอะไร" จางหน้าปรุลูบหัวลูกชาย หันไปสั่งให้ทุกคนกลับเข้าไปหลบในที่ร่ม "สงสัยจะเป็นลูกคนรวยลงมาสัมผัสชีวิตลำบาก ไม่เกี่ยวกับคนจนอย่างเราหรอก"
อู๋เสียนมุมปากกระตุก ยิ้มไม่ออกเลยทีเดียว
...
เนินสามหายนะ ท่ามิติฝั่งเหนือ
ประตูมิติขนาดยักษ์สู่หุบเหวลึกลับถูกปิดผนึก แสงสว่างหุบหายไป
บนลานกว้างหน้าประตูมิติ นักผจญภัยจำนวนมหาศาลที่ถอนตัวออกมาจากดันเจี้ยนกำลังต่อสู้กับสัตว์ประหลาดจากภาพลวงตามิติ ภายใต้การนำและบัญชาการของกองทัพ
จ้าวเหอก็เป็นหนึ่งในนั้น ตอนนี้เขากำลังติดตามทีมชั่วคราว ต่อสู้อย่างดุเดือดในเขตถนนเหนือที่คุ้นเคย
ด้วยความสามารถในการรบที่ยอดเยี่ยมของพยัคฆ์เทพพิทักษ์เรือน ทำให้เขาได้รับความชื่นชมจากนายทหารที่คุมทีม
แต่ใจเขาตอนนี้อยากจะรีบกลับไปที่เขตสลัม เพื่อดูความปลอดภัยของลูกเมียและพี่น้อง
"ม้วนภาพของน้องชายนี่ดุดันจริงๆ!" นายทหารวัยกลางคนข้างกายเอ่ยชมเปาะ "รอภาพลวงตามิติสงบลงเมื่อไหร่ มาอยู่ค่ายทหารกับพี่ไหม รับรองรุ่งเรืองแน่"
"ขอบคุณผู้กองที่เมตตา แต่ตอนนี้ผมอยากกลับไปดูที่สลัมครับ" จ้าวเหอหน้าตาเป็นห่วง
"บ้านอยู่นั่นเหรอ?" ผู้กองขมวดคิ้ว
"ครับ ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง"
ผู้กองนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเตือนด้วยความหวังดี "เขตสลัมถูกปิดกั้นพื้นที่ไปแล้ว เข้าได้แต่ออกไม่ได้นะ นายคิดดีๆ"
"ปิดกั้นพื้นที่? ทำไมครับ?"
"คำสั่งเบื้องบน สาเหตุไม่แน่ชัด แต่ทางที่ดีนายอย่ากลับไปดีกว่า" ผู้กองเตือนด้วยความหวังดี
แต่ยิ่งฟัง จ้าวเหอก็ยิ่งร้อนใจ หลังจากขอบคุณผู้กองอีกครั้ง เขาก็พุ่งตัวมุ่งหน้าไปทางเขตสลัมอย่างไม่ลังเล
มองแผ่นหลังที่จากไปอย่างเด็ดเดี่ยวของจ้าวเหอ ผู้กองได้แต่ส่ายหน้าถอนหายใจ ไม่ได้ห้ามปราม
...
ทางฝั่งเขตเมืองใหม่ ได้รับผลกระทบจากภาพลวงตามิติน้อยกว่า
ประชาชนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติภายใต้การช่วยเหลือและปลอบขวัญจากหลายฝ่าย
นักเรียนจากโรงเรียนศิลปะเติงเฟิงเองก็เข้าร่วมในโอกาสฝึกฝนที่หาได้ยากนี้ ภายใต้การจัดตั้งของอาจารย์และผู้บริหาร
ทีมนักเรียนกระจายกำลังไปทั่วเมือง กำจัดสัตว์ประหลาด ช่วยเหลือชาวบ้าน โกยความสำเร็จและชื่อเสียงกันยกใหญ่
เด็กใหม่หลายคนรู้สึกภูมิใจในฐานะนักเรียนศิลปะก็คราวนี้แหละ
แน่นอนว่าเด็กใหม่กับเด็กใหม่ก็มีช่องว่างระหว่างกัน
อย่างเช่นพ่อหนุ่มหวังเสี่ยวชงที่ขับรถหุ้มเกราะนำทีมซิ่งในเมือง โอกาสจะได้ซิ่งรถในเมืองแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ
ถนนสายหลักในเขตเมืองใหม่ที่ปกติรถติดวินาศสันตะโร ตอนนี้กลายเป็นสนามโชว์เดี่ยวของเขา
เสียงเครื่องยนต์กระหึ่ม รถหุ้มเกราะพุ่งทะยาน
"ไหนบอกว่าแถวนี้มีแมลงยักษ์ระดับอีลีตไง? อยู่ไหนๆ?" หวังเสี่ยวชงตะโกนถามเพื่อนร่วมทีม
"เลี้ยวขวาแยกหน้า!" เพื่อนนักเรียนหญิงรีบรายงาน
"จัดไป!"
หวังเสี่ยวชงยิ้มมุมปาก หักพวงมาลัยดริฟต์รถเข้าโค้งอย่างเท่
แต่ทว่า วินาทีที่รถเลี้ยวขวา คนในรถก็ต้องอ้าปากค้าง
บนถนนตรงหน้า ตะขาบยักษ์ยาวหกเจ็ดเมตรกำลังอาละวาด เป็นแมลงระดับสองชั้นยอดตัวจริงเสียงจริง
แต่ตอนนี้มีทีมอื่นชิงลงมือก่อนแล้ว
"เชรดดด นั่นตัวอะไรวะ? เทพสงครามจักรกล?" หวังเสี่ยวชงร้องเสียงหลง
"เหมือนจะเป็นม้วนภาพของถังเถียวเถียวนะ!" เพื่อนนักเรียนหญิงทำหน้าแปลกๆ
"ถังเถียวเถียว?" หวังเสี่ยวชงงง "ม้วนภาพยัยนั่นไม่ใช่กระต่ายน้อยโมเอะเหรอ?"
"เห็นว่าไปหาแรงบันดาลใจเมื่อวันก่อนแล้วปิ๊งไอเดีย เพิ่งทำเสร็จสดๆ ร้อนๆ" นักเรียนหญิงพูดอย่างไม่แน่ใจ "ดูเหมือนจะเก่งเอาเรื่องเลยนะ?"
"มึงเรียกไอ้นี่ว่าเก่งเอาเรื่อง?"
หวังเสี่ยวชงมุมปากกระตุกยิกๆ
ในสนามรบอันวุ่นวายเบื้องหน้า หุ่นยนต์รบรูปมนุษย์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ตัวหุ่นทาสีเงินขาววาววับ แซมด้วยลวดลายดวงจันทร์เสี้ยว สูงกว่าสามเมตร รูปทรงเพรียวบางปราดเปรียว เหมือนเทพธิดาแห่งจักรกล
ที่ข้อมือทั้งสองข้างมีใบมีดรูปจันทร์เสี้ยวยื่นออกมา ตวัดฟันคลื่นแสงรูปจันทร์เสี้ยวอันคมกริบ สร้างบาดแผลฉกรรจ์บนตัวตะขาบยักษ์ไม่ยั้ง
บวกกับการประสานงานของเพื่อนร่วมทีม ทำให้ตะขาบยักษ์ถูกกดดันจนโงหัวไม่ขึ้น
ตัดภาพมาที่อีกทีมซึ่งนำโดยผางต้าไห่ โดนเทพธิดาจักรกลกับตะขาบยักษ์โชว์สเต็ปใส่จนสงสัยในชีวิต เข้าใกล้ไม่ได้เลย
"ไอ้อ้วนผาง ถ้าไม่อยากให้ม้วนภาพกากๆ ของนายพังก็ไสหัวไปซะ—!"
ถังเถียวเถียวบังคับ [อัศวินจันทรา] ปล่อยคลื่นแสงจันทร์เสี้ยว ซัดใส่ป้อมปืนจักรกลเดินได้ที่เชื่องช้าของผางต้าไห่จนกระเด็น
เสร็จแล้วยังไม่ลืมทำท่า "กระจอก" ใส่ผางต้าไห่อีกต่างหาก
"เป็นไปไม่ได้! ยัยบ้านั่นจะไปสร้างม้วนภาพจักรกลโหดขนาดนี้ได้ยังไง?"
"ของปลอม ต้องเป็นของปลอมแน่! หล่อน... หล่อนเอาปัญญาที่ไหนมาทำ?"
ผางต้าไห่หน้าบิดเบี้ยว รับความจริงไม่ได้
ประเด็นคือไม่เคยได้ยินว่าตระกูลถังมีมรดกม้วนภาพจักรกลเทพๆ แบบนี้มาก่อนเลยนี่หว่า?
กลับกัน ทางฝั่งถังเถียวเถียว เพื่อนร่วมทีมต่างพากันซูฮก "สุดยอดไปเลยเจ๊เถียว อัศวินจันทราของเจ๊โหดขิงๆ!"
"มีแววจะได้เข้า [หอเกียรติยศม้วนภาพ] สายจักรกลเลยนะเนี่ย!"
"แน่นอน สายจักรกลไม่ค่อยมีตัวโหดๆ อยู่แล้ว หอเกียรติยศไม่ได้อัปเดตมาตั้งกี่ปี"
"เจ๊เถียวคืออัจฉริยะสายจักรกลตัวจริง!"
ถังเถียวเถียวฟินกับคำเยินยอ หลังจากจัดการตะขาบยักษ์อย่างเด็ดขาด [อัศวินจันทรา] ก็ลงจอดข้างกายอย่างนิ่มนวล ทั้งสวยทั้งเท่ "ฮิฮิ สองร้อยเครดิตเข้ากระเป๋าสบายๆ สมกับเป็นฉันจริงๆ"
"ไปๆๆ มุ่งหน้าไปทางเขตเมืองเก่า ได้ยินว่าสัตว์ประหลาดมิติทางนั้นเยอะกว่า!"
...
ทางฝั่งเขตสลัม
อู๋เสียนกลับมาถึงบ้านแล้ว พวกปู่ๆ ที่รู้ข่าวว่าสลัมโดนปิดตายต่างพากันตื่นตระหนก
ยังดีที่มีราชันไก่กับพยัคฆ์เทพคอยคุมเชิง สัตว์ประหลาดมิติเจาะเข้ามาไม่ได้ มีแค่ตัวกระจอกๆ สองสามตัวเดินป้วนเปี้ยนอยู่นอกรั้ว ไม่กล้าเข้าใกล้
ส่วนอู๋เสียนตอนนี้ กำลังจัดระเบียบและวิจัยวัสดุสัตว์ประหลาดที่เก็บมาระหว่างทางอยู่ในห้อง
วัสดุพวกภูตผีปีศาจทำให้เขาคันไม้คันมือ อยากลองของเต็มแก่
"ทั้งหนอนทั้งผี บรรยากาศเชงเม้งมาเต็ม"
อู๋เสียนพูดขำๆ พลางร่างแบบลงบนกระดาษ กำหนดสไตล์และองค์ประกอบของม้วนภาพชิ้นต่อไป
ในเมื่อบรรยากาศ "เชงเม้ง" มาเต็ม ก็ต้องจัดอะไรที่มันเข้ากับเทศกาลหน่อย
บนกระดาษวาดเขียน ร่างเงาสองร่าง หนึ่งดำหนึ่งขาว หนึ่งสูงหนึ่งเตี้ย หนึ่งอ้วนหนึ่งผอม ช่างเข้ากันอย่างประหลาด
(จบแล้ว)