- หน้าแรก
- ไวกิ้ง โอเวอร์ลอร์ดแห่งทะเลน้ำแข็ง
- บทที่ 28 อาหารค่ำ
บทที่ 28 อาหารค่ำ
บทที่ 28 อาหารค่ำ
บทที่ 28 อาหารค่ำ
"อธิบายมาสิ?" วิกหยิบเชิงเทียนทองคำแท้ที่ตกลงบนพื้นขึ้นมา พินิจดูลวดลายจิตรกรรมอันวิจิตรบนผนังทั้งสองด้าน ก่อนจะตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ
"ยามสองฝ่ายทำศึกกัน ย่อมมีเชลยตกไปอยู่ในมือของอีกฝ่ายเสมอ บางทีเอลเรดอาจจับตัวชาวไวกิ้งไปได้สักสองสามคน แล้วเค้นถามตำแหน่งของกองเรือก็เป็นได้ ก็แค่นั้นเอง"
"เจ้าคิดว่าข้าโง่หรือไง?" เอริกข่มขู่เสียงกร้าว "มีคนใคร่จะได้มงกุฎแห่งนอร์ทัมเบรีย และเพื่อการนั้น จึงจงใจปล่อยข่าวที่ตั้งกองเรือ ล่อให้ศัตรูมาเผาทิ้ง บีบให้ไวกิ้งกว่าสองพันชีวิตต้องปักหลักสู้ตาย หากข่าวนี้แพร่งพรายออกไป เจ้าคิดว่าจะมีสักกี่คนที่เชื่อน้ำหน้าเจ้า?"
ตอนที่พวกเขาออกจากโกเธนเบิร์ก มีไวกิ้งมาด้วยกันถึงสามพันห้าร้อยคน หลังจากสู้รบมาหลายเดือน เหลือรอดอยู่เพียงสองพันกว่าคนเท่านั้น ตามการคาดการณ์ของเอริก หากคำโกหกอันน่ารังเกียจนี้ถูกเปิดโปง ไวกิ้งส่วนใหญ่ย่อมต้องมายืนอยู่ข้างเขา
"แร็กนาร์ ลอทบรอก, ไอวาร์ ผู้ไร้กระดูก และเจ้า... วิก ผู้ถูกเลือก ข้ารู้ว่าพวกเจ้ามีชื่อเสียงโด่งดัง แต่น่าเสียดายที่ชื่อเสียงเหล่านั้นไม่อาจช่วยพวกเจ้าได้"
เอริกเปลี่ยนท่าทีเล็กน้อย "หากรู้ความจริง จะมีสักกี่คนที่ยอมหนุนหลังพวกเจ้า? หนึ่งร้อย? สองร้อย? หรือสามร้อยคน?"
"มากกว่านั้น"
วิกชี้ไปทางค่ายพักนอกเมือง "เจ้าลืมเชลยศึกสองพันเจ็ดร้อยคนในค่ายไปแล้วหรือ ข้าให้คนของนีลส์ยึดคลังอาวุธไว้แล้ว พร้อมที่จะติดอาวุธให้พวกเขาได้ทุกเมื่อ พวกเชลยไม่สนหรอกว่าใครเป็นคนบอกตำแหน่งกองเรือ คนพวกนี้รู้แค่ว่าเจ้าตั้งใจจะฆ่าล้างโคตรพวกเขา ในขณะที่แร็กนาร์คอยปกป้องพวกเขามาตลอด หากเกิดการปะทะกันขึ้น เจ้าคิดว่าเชลยพวกนั้นจะเลือกยืนข้างใคร?"
เจ้านี่มันบ้าไปแล้วหรือ?
เมื่อพบว่าวิกตั้งใจจะดึงพวกแองโกลมาสู้กับพวกพ้องไวกิ้งด้วยกัน แววตาของกษัตริย์เอริกก็เต็มไปด้วยความตกตะลึง
"ดี ดีมาก ที่แท้ทุกอย่างก็ถูกวางแผนมาแล้วสินะ ดูเหมือนเจ้าจะเหมาะกับการเป็นพวกแองโกลที่เจ้าเล่ห์เพทุบายและต่ำช้ามากกว่าเสียอีก"
วิกสวนกลับ "วางแผนล่วงหน้า? แล้วเจ้าดีกว่าข้าตรงไหน ใครที่อยู่นอกวงนี้ ถ้าไม่ใช่เจ้าวางแผนเล่นงานข้า ก็เป็นข้าวางแผนเล่นงานเจ้านั่นแหละ ในอดีตบัลลังก์แห่งออสโลควรตกเป็นของพี่ชายเจ้า แต่ตำนานเล่าว่าวันหนึ่งเขาถูกปีศาจร้ายเข้าสิงจนกระโดดหน้าผาตาย บางทีปีศาจร้ายที่ว่าอาจไม่เคยมีอยู่จริง มันก็เป็นแค่ข้ออ้างของน้องชายแสนดีคนหนึ่งเท่านั้น"
"วิก พอได้แล้ว" เมื่อเห็นเอริกจนมุมพูดไม่ออก แร็กนาร์จึงก้าวเข้ามาโอบไหล่เขาไว้
"เอริก เราเป็นคนกันเอง ธอราคือน้องสาวสุดที่รักของเจ้า และเป็นภรรยาสุดที่รักของข้า หากนางรู้ข่าวว่าพี่ชายกับสามีต้องมาฆ่าแกงกันเอง ข้าไม่อยากจะคิดเลยว่านางจะใจสลายเพียงใด"
แร็กนาร์ใช้ภรรยาเป็นสะพานเชื่อมรอยร้าว และเสนอให้ร่วมมือกันต่อไป เอริกจะกลับไปออสโลเพื่อเป็นกษัตริย์แห่งนอร์เวย์ ส่วนเขาจะอยู่ที่ยอร์กเพื่อเป็นกษัตริย์แห่งนอร์ทัมเบรีย ทุกคนต่างมีอนาคตที่สดใส
"จะร่วมมือหรือจะรบกัน อยู่ที่เจ้าเลือกแล้ว"
...
เมื่อราตรีมาเยือน ท่ามกลางสายตาเป็นกังวลของใครหลายคน เอริกและแร็กนาร์เดินกอดคอกันออกมาจากมหาวิหารยอร์ก ใบหน้าเปื้อนยิ้ม ราวกับเป็นพี่น้องที่สนิทชิดเชื้อกันที่สุด
"แด่แร็กนาร์ วีรบุรุษไวกิ้งผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีใครคู่ควรจะเป็นกษัตริย์แห่งนอร์ทัมเบรียไปกว่าเขาอีกแล้ว" เอริกชูมือขวาของอีกฝ่ายขึ้น ประกาศยอมรับสิทธิ์ในการปกครองของเขาต่อหน้าสาธารณชน
แร็กนาร์เองก็ตะโกนตอบรับสุดเสียง "แด่เอริก ผู้ปกครองเพียงหนึ่งเดียวแห่งดินแดนนอร์เวย์ ขอโอดินจงอวยพรแก่ตระกูลของเขา"
ด้านหลังของทั้งสองภายในมหาวิหาร วิกยืนอยู่ในเงามืด เฝ้ามองฝูงชนที่ส่งเสียงอื้ออึงด้วยแววตาลึกล้ำ
เป็นไปตามคาด ขั้นตอนต่อไปคือช่วงเวลาสำคัญของการแบ่งสรรปันส่วน เขาลงทุนลงแรงวางแผนและเข้าร่วมการเดิมพันที่เสี่ยงตายครั้งนี้ ก็เพื่อหวังจะได้รับส่วนแบ่งที่น่าพึงพอใจ
...
ในพระราชวังที่ยังคงมีคราบเลือดกองโตเปรอะเปื้อนอยู่ เหล่านายกองระดับสูงของกองทัพไวกิ้งต่างมาร่วมงานเลี้ยงฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ขุนนางทั้งหลายเพลิดเพลินกับอาหารรสเลิศ แต่กลับเว้นระยะห่างจากไวน์และน้ำผึ้งหมักของโปรด
เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังรอคอยการประชุมที่จะเกิดขึ้นตามมา จึงไม่กล้าปล่อยให้ฤทธิ์สุราครอบงำสติ
แสงเทียนวูบไหว ทุกคนดูเหมือนกำลังกระซิบกระซาบ เงาทาบทับบนผนังทั้งสองด้าน แยกเขี้ยวยิงฟันและกางกรงเล็บ บิดเบี้ยวไปมาไม่หยุดนิ่ง ราวกับปีศาจจากขุมนรก
วิกนั่งอยู่กลางโต๊ะยาวฝั่งขวา ใบหน้าสงบนิ่ง เพราะเขาได้อยู่ในมหาวิหารเพื่อรับฟังการเจรจาระหว่างกษัตริย์ทั้งสองมาแล้ว ผู้คนมากมายต่างเข้ามาห้อมล้อมเพื่อสอบถามข่าวคราว อยากรู้อนาคตของดินแดนแห่งนี้
"ข้าไม่รู้ และข้าก็ไม่มีสิทธิ์เข้าไปก้าวก่ายด้วย" เขาปิดปากเงียบสนิท แม้แต่กับไอวาร์ที่เป็นคนสนิทที่สุด เขาก็ไม่ปริปากบอกสิ่งใด
ทันใดนั้น ขุนนางชาวแองโกลรูปร่างผอมบาง ใบหน้าซีดเซียว ในชุดคลุมผ้าลินินสีดำก็เดินเข้ามาในโถง ไอวาร์จำเขาได้ทันที "ปาสกาล?"
เมื่อสังเกตเห็นสายตาที่ไม่เป็นมิตรของฝูงชน ปาสกาลจัดเข็มกลัดไพลินบนหน้าอกเสื้อให้เข้าที่ ค่อยๆ เดินไปหน้าบัลลังก์ คุกเข่าลงข้างหนึ่ง และสาบานตนแสดงความจงรักภักดีต่อแร็กนาร์ในฐานะกษัตริย์องค์ใหม่แห่งนอร์ทัมเบรีย
หลังเสร็จสิ้นพิธี แร็กนาร์ประคองเขาให้ลุกขึ้นและแนะนำต่อหน้าทุกคน "ปาสกาล เจ้าเมืองทีส์ผู้สืบทอดตำแหน่งทางสายเลือด เชี่ยวชาญสถานการณ์ในนอร์ทัมเบรียเป็นอย่างดี ข้าตั้งใจจะแต่งตั้งเขาเป็นผู้ดูแลพระคลัง"
ท่ามกลางสายตาคลางแคลงใจ กษัตริย์ทั้งสองพาปาสกาลเข้าไปในห้องทางปีกขวาของโถงใหญ่ หลังจากพวกเขาคล้อยหลังไป เสียงกระซิบที่โต๊ะอาหารก็กลายเป็นการโต้เถียงกันอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในหมู่ขุนนางเจ็ดคนที่รอดชีวิตมาได้
ในฐานะหุ้นส่วนของการบุกครั้งนี้ พวกเขาส่งคนและแรงกาย ทั้งยังต้องแบกรับความเสี่ยงต่อชีวิตอย่างใหญ่หลวง แต่เมื่อถึงเวลาเสวยสุข กษัตริย์ทั้งสองกลับกีดกันพวกเขาออกไป แล้วหันไปหารือลับหลังกับชาวแองโกลที่เพิ่งยอมจำนน แทนที่จะไว้ใจพี่น้องไวกิ้งด้วยกัน ช่างไม่ไว้หน้ากันเลยสักนิด
"ไอ้เตี้ยแองโกลนี่ผอมแห้งจนหน้าซีด ขนาดนักรบหญิงมันยังสู้ไม่ได้ด้วยซ้ำ มีสิทธิ์อะไรมาเป็นผู้ดูแลพระคลัง!" เลโอนาร์ดทุบโต๊ะด้วยแก้วไวน์รัวๆ ตะโกนด่าทอกษัตริย์ทั้งสองที่ทำผิดธรรมเนียม
"เจ้าพูดถูก" อูล์ฟแทะขาหมูอย่างดุเดือด "แถมยังอนุญาตให้มันครองดินแดนทีส์ต่อไปอีก ว่าแต่ทีส์มันอยู่ตรงไหนกันแน่? คงไม่ใช่ทางใต้หรอกนะ?"
ทั่วทั้งเกาะบริเตน ยิ่งขึ้นไปทางเหนือ ภูมิประเทศยิ่งขรุขระและอากาศหนาวเย็น ในขณะที่ดินแดนทางใต้นั้นราบเรียบและอุดมสมบูรณ์ จึงเป็นที่หมายปองของเหล่าขุนนาง โดยเฉพาะที่ดินใกล้เมืองแมนคูเนียม ลีดส์ เชฟฟิลด์ และปากแม่น้ำฮัมเบอร์
พอพูดถึงเรื่องที่ดินสืบทอด เหล่าขุนนางก็ตาสว่างขึ้นมาทันที เลโอนาร์ดยกเอาความดีความชอบของตนขึ้นมาอ้าง เพื่อพิสูจน์ว่าเขาคู่ควรกับแมนคูเนียม เมืองที่มีกำแพงหินล้อมรอบ
"ตอนที่เราออกเดินทาง ดินแดนของข้าส่งคนมาถึงสามร้อยยี่สิบคน รวมทั้งชุดเกราะเหล็กสี่สิบชุด และคันธนูเจ็ดสิบคัน..."
นับจากวินาทีนี้ บรรยากาศเฉลิมฉลองอันน้อยนิดก็มลายหายไปจนสิ้น ความขัดแย้งถูกเปิดเผยออกมาอย่างโจ่งแจ้ง บ้างก็คุยโวว่าส่งเรือยาวมาสิบลำ บ้างก็อวดอ้างว่าเตรียมลูกธนูขนนกมาห้าพันดอก ทั้งเจ็ดคนต่างมีเหตุผลของตัวเอง และไม่มีใครยอมใครแม้แต่นิ้วเดียว
ขณะที่เหล่าขุนนางแก่งแย่งอำนาจกัน พวกที่ยังไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ยิ่งร้อนใจหนัก นีลส์วนเวียนอยู่ข้างกายวิก คอยถามไม่หยุดว่าแร็กนาร์และอีกสองคนกำลังทำอะไรกันในห้องลับ
"จะทำอะไรได้อีกล่ะ? ในฐานะคนนอก งานแรกของแร็กนาร์คือต้องสอบถามสถานการณ์ทั่วไปในนอร์ทัมเบรีย" วิกขมวดคิ้ว พลางลูบคางไปมา "คงต้องใช้เวลานานหน่อย รอไปเถอะ"